หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
วิธีแก้โรคภูมิแพ้ ขัดจมูก
ขัดจมูก ไอจาม มาก ช่วยด้วยครับอยากหาย
การรักษา | สุขภาพ | เสริมสุขภาพ | แชท | โรค 27/10/54 โพสต์โดย นักล่า ฆ่าไม่เลือก
คำตอบ
1 จาก 6
ทานยาแก้แพ้ค่ะูู^^
27/10/54 โพสต์โดย mawmeawmawmeaw
2 จาก 6
ทานยาแก้แพ้ ทานน้ำอุ่นเยอะ ๆ  นอนเยอะ ๆๆคะ   ถ้าไม่ดีขึ้นให้ปรึกษาหมอ รับยามาทานคะ
27/10/54 โพสต์โดย RaiNy。‿。め
3 จาก 6
ถ้าเป็นมาไม่กี่วัน ไม่เรื้อรังคงจะเป็นหวัดธรรมดามั้งครับ เดี๋ยวก็หาย

ถ้าเป็นมาเรื้อรัง สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ยาแก้แพ้ครับ ยาแก้แพ้เป็นการรักษาทีปลายเหตุมากๆ ต้องลองหาดูครับว่าแพ้อะไร ไปตรงไหนของบ้านแล้วจาม คัดจมูก ไอ ต้องลองสังเกตดีๆ ครับ แล้วหลีกเลี่ยง หรือกำจัดสิ่งที่แพ้ จะดีที่สุดครับ สมมุติว่ามีอาการตอนตื่นนอนกับก่อนนอน แสดงว่าแพ้อะไรที่ที่นอน การทำความสะอาดที่นอน (ไม่ใช่แค่ผ้าปูที่นอนนะครับ) เป็นประจำ จะช่วยอาการได้อย่างมากครับ

ยาแก้แพ้ในปัจจุบันมีแบบที่ไม่ง่วงมาก คลอเฟนิรามีนนี่ง่วงไปหน่อยครับ ปากแห้งคอแห้งมาก ถ้าถึงขนาดต้องรับประทานยาแก้แพ้ประจำ (แล้วสิ่งที่แพ้นั้น หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย) ก็มียาพ่นจมูกไปลดความไวของจมูก จะได้ไม่ตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้มากนัก ลองปรึกษาหมอดูและกันครับ
27/10/54 โพสต์โดย GrerkZilla
4 จาก 6
โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ




คุณเคยรู้สึกสงสารใครคนใดคนหนึ่ง หรือหลายคนบ้างไหม เมื่อทุกๆเช้าหลังตื่นนอน เขาต้องจามติดๆกัน หลายๆครั้ง หลังจากนั้นก็เช็ดน้ำมูกแล้วเช็ดน้ำมูกอีก
ถ้าเป็นสักวันสองวันก็คงเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศที่ไม่เลวเลยทีเดียว แต่นี่เป็นกันเกือบทุกวัน
ครับ...น่าสงสาร

และผู้ที่มีอาการดังกล่าวทุกๆเช้า ก็คงยิ่งสงสารตัวเองที่มีอาการอันน่ารำคาญเต็มทีนี้ อาการดังกล่าวมักเรียกกันว่าโรคแพ้อากาศหรือโรคเยื่อจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ทุกวันนี้คำว่า “โรคภูมิแพ้” คงจะคุ้นหูท่านผู้อ่านกันมา เพราะเกือบจะเรียกว่า เป็นโรคยอดฮิตหรือโรคทันสมัยเลยทีเดียว
โรคภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยคือ โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง

สำหรับคอลัมน์โรคน่ารู้ฉบับนี้จะว่าด้วยเรื่อง โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ โดยรองศาสตราจารย์แพทย์หญิงฉวีวรรณ บุนนาค หัวหน้าหน่วยโรคภูมิแพ้ ภาควิชาโสต นาสิกลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัย มหิดล ท่านจะมาพูดให้เราเข้าใจว่า โรคภูมิแพ้นั้นเป็นอย่างไร จะดูแลตนเองอย่างไร และแพทย์เขาจะทำการตรวจรักษาอย่างไร


⇒ โรคภูมิแพ้เกิดจากอะไร
โรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดเชื้อ เป็นโรคที่เกิดเนื่องจากมีความผิดปกติในระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยได้รับสิ่งที่แพ้เข้าไปจะทำให้เกิดอาการขึ้น
สิ่งที่แพ้นั้นไม่ใช่เชื้อโรค เป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา เรามักเรียกสิ่งที่ผู้ป่วยแพ้ว่า สารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่นละออง เชื้อรา เกสรดอกไม้บางชนิด เป็นต้น สิ่งที่อยู่รอบๆตัวเราโดยธรรมชาติ ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายเราได้หลายทาง ได้แก่ ทางเดินหายใจ ทางการกิน และทางการสัมผัส คนทั่วไปได้รับสิ่งเหล่านี้เช่นกัน แต่ไม่มีอาการเพราะระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายไม่ผิดปกติ


⇒  อาการของโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจเป็นอย่างไรบ้าง
เริ่มด้วยอาการคันในจมูก หรืออาจคันไปถึงในคอ เพดาน อาจคันตา หรืออาจคันไปถึงหูก็ได้
อาการคันเป็นอาการนำมาก่อน และตามด้วยอาการจามติดต่อกันหลายๆครั้ง มีน้ำมูกใสๆตามมา
ต่อมามีอาการแน่นจมูก หรือหายใจทางจมูกไม่สะดวก เพราะเนื้อเยื่อในจมูกบวมขึ้น
ส่วนผู้ป่วยที่เป็นมากบางคนอาจมีอาการหูอื้อ รู้สึกมีน้ำมูกไหลลงคอ หรือมีเสียงดังในหูด้วย
ถ้าเป็นที่หลอดลมจะมีอาการไอและหายใจมีเสียงดังวี้ด แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ถ้านอนก็ต้องลุกขึ้นนั่ง


⇒  สารก่อภูมิแพ้ทางเดินหายใจที่มีผู้แพ้บ่อยที่สุดคืออะไร
ที่พบบ่อยที่สุดคือ ฝุ่นในบ้าน ตัวไรในฝุ่น นอกจากนั้นก็เป็น นุ่น ขน และรังแคของสัตว์เลี้ยง เกสรของหญ้า และวัชพืชต่างๆ ซึ่งมีอยู่ทั่วไป ไม่จำเป็นต้องมีสวนหรือสนามหญ้าใกล้บริเวณนั้น เศษชิ้นส่วนและสิ่งขับถ่ายของแมลงในบ้าน เช่น แมลงสาบ ยุง แมลงวัน มด และเชื้อราในอากาศ เป็นต้น


⇒ บางคนตื่นเช้ามามีอาการเหมือนเป็นหวัด ถือว่าเป็นโรคภูมิแพ้หรือไม่
ถ้าเป็นนานๆครั้ง เมื่ออากาศเปลี่ยนในตอนเช้าหรือช่วงไหนก็ตามคงไม่ใช่โรคภูมิแพ้
แต่ถ้าเป็นประจำก็สงสัยได้ว่าเกิดจากโรคภูมิแพ้ ที่เรียกว่าโรคแพ้อากาศ
ลักษณะเด่นของผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้คือ มักจะมีอาการตอนเช้าหรือหลังสองยามไปแล้ว ตอนเช้านั้นจะมีอาการจามหรือน้ำมูกใสๆ สักพัก แต่พอแดดออกทำอะไรสักพักก็หาย เชื่อกันว่าเป็นผลเนื่องมาจาก

- การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนบางอย่างในร่างกาย

- จากปฏิกิริยาของการเปลี่ยนท่า เรานอนอยู่นานๆ พอเช้าก็มีการเปลี่ยนจากนอนนานๆมาเป็นนั่งหรือยืน

- การสะสมของสิ่งที่เราแพ้ เวลาเรานอนอาจมีฝุ่นจากที่นอน จากนุ่น หรือเชื้อราที่อยู่กับเครื่องนอน แล้วเราหายใจเข้าไปทีละเล็กละน้อย จนเช้าตื่นขึ้นมา มันอาจจะสะสมอยู่มากจนทำให้เกิดอาการได้ตอนช่วงเช้า

- ตอนเช้าอากาศมักจะเย็น บางคนตอนลุกขึ้นยังไม่เป็น พอล้างหน้าไปโดนน้ำเย็นก็เป็น


⇒ โรคแพ้อากาศและโรคหอบหืด ถือว่าเป็นโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจหรือไม่ เป็นอย่างไร
โรคทั้งสองถือว่าเป็นโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ
การที่จะเกิดอาการของโรคใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อรับสิ่งที่แพ้เข้าไปแล้วเกิดปฏิกิริยาที่จุดไหนของทางเดินหายใจ เช่น ถ้าอาการโรคภูมิแพ้เกิดที่จมูก ซึ่งเป็นทางเดินหายใจส่วนต้น เราก็เรียกว่า โรคแพ้อากาศ เพราะสิ่งที่เราแพ้อยู่ในอากาศ หรือเวลาอากาศเปลี่ยน จะทำให้มีอาการเพิ่มมากขึ้น
ถ้าปฏิกิริยาเกิดในหลอดลมจะทำให้หลอดลมหดตัวตีบตัน มีอาการไอ หายใจมีเสียงดังวี้ด แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ก็เรียกว่า โรคหืด

โรคหืดมี 2 ชนิด ชนิดแรกเกิดจากการแพ้สารต่างๆที่หายใจหรือกินเข้าไป ชนิดที่ 2 มักเกิดร่วมกับการติดเชื้อ เราตรวจจะไม่พบว่าแพ้อะไร ไม่มีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
โรคหืดเป็นโรคที่รุนแรงกว่าโรคแพ้อากาศ ถ้าเกิดอาการรุนแรงแล้วรักษาไม่ทัน คนไข้อาจตายได้ แต่โรคแพ้อากาศยังไม่พบว่าทำให้ตาย


⇒ เราจะรักษาตนเองอย่างไร
การรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้อาการของโรคดีขึ้น ผู้ป่วยหลายคนไม่เคยออกกำลังกาย หรืออดนอนเสมอ เราแนะนำให้เขารักษาสุขภาพให้ดีขึ้น หลังจากออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้พอเหมาะแล้ว ก็ไม่ต้องมารักษาอีก อาจยังมีการจามบ้างนิดหน่อย แต่ไม่เป็นอะไรมาก
เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเมื่อร่างกายมีสุขภาพดีก็จะมีความต้านทานโดยธรรมชาติ แม้จะมีความผิดปกตินิดหน่อยก็ไม่แสดงอาการ

แม้จะพยายามระวังรักษาสุขภาพอย่างดีแล้ว แต่บางทีก็ยังอาจมีอาการมากได้ เช่น เวลาอากาศเปลี่ยน หรือช่วงที่เป็นหวัด ถ้าเกิดอาการขึ้นมาก็ใช้ยาระงับอาการช่วยได้ ที่รู้จักกันดีคือ ยาแอนตี้ฮิสตามีน หรือยาแก้แพ้ เช่น คลอร์เฟนิรามีน เป็นยาค่อนข้างปลอดภัย ได้ผล และราคาถูก
คนที่เป็นโรคแพ้อากาศ บางครั้งนึกว่าตัวเองเป็นไข้หวัด หรือเวลาเป็นหวัด ให้กินยาแก้ไข้หวัด ซึ่งมักมียาแก้แพ้ผสมอยู่ด้วย เมื่อกินยาแก้ไข้หวัดแล้วหาย บางคนจึงใช้ยาแก้หวัดเป็นประจำแทน อันนี้ทำให้ได้รับยาแก้ไข้ และยาอื่นที่มีอยู่เป็นส่วนประกอบโดยไม่จำเป็น ซึ่งอาจเกิดผลเสียต่อร่างกายได้
ทางที่ดีกินยาแก้แพ้ คลอร์เฟนิรามีน เดี่ยวๆ จะปลอดภัยกว่า

อย่างไรก็ตาม หลังจากใช้ยาแก้แพ้ไปนานๆ อาจเกิดการดื้อยาชนิดนั้นขึ้นได้ ทำให้ต้องใช้ยาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งบางคนกินครั้งละ 4 เม็ดก็มี เช่นนี้คงไม่ดี ควรจะไปพบแพทย์เพราะอาจเกิดอันตรายจากยา หรืออาจมีโรคแทรกได้สำหรับผู้ที่เป็นโรคหืด เราไม่ใช้ยาแก้แพ้แอนตี้ฮิสตามีน เราใช้ยาจำพวกขยายหลอดลมซึ่งมีทั้งกินและฉีด


⇒ มีบางคนมักใช้ยาหยอดจมูก ไม่ทราบว่ามีผลดี ผลเสียอย่างไร
ยาหยอดจมูกจะเป็นยาที่ออกฤทธิ์โดยการหดหลอดเลือด ทำให้อาการบวมในจมูกยุบลง หายใจสะดวกขึ้นแต่ยาหยอดจมูกเหล่านี้มีข้อเสียซึ่งผู้ป่วยทั่วไปก่อนจะใช้ควรจะทราบด้วยคือ เมื่อมันหมดฤทธิ์หลังจากมันหดหลอดเลือดและการบวมยุบลงแล้ว หลังจากนั้น 4-6 ชั่วโมง พอยาหมดฤทธิ์ หลอดเลือดที่ถูกกดอยู่จะคลายตัวและขยายขึ้นกว่าเก่า

คนไข้ไม่ทราบว่า การขยายตัวของหลอดเลือดเนื่องจากฤทธิ์ของยามันจะทำให้แน่นจมูกอีก เขาก็จะหยอดยาอีก และเขาจะหยอดบ่อยขึ้นเรื่อยๆ และถ้าใช้ไปนานๆ ทำให้เยื่อบุจมูกเสียไปได้
ที่แพทย์สั่งให้ใช้นั้น จะใช้เฉพาะในรายที่มีโรคแทรกซ้อนร่วมด้วย เช่น หูอื้อ ไซนัสอักเสบ แต่ไม่แนะนำให้ใช้ติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์


⇒ เมื่อเกิดอาการแล้วไปพบแพทย์ แพทย์จะตรวจรักษาอย่างไร
ขั้นแรกถ้าวินิจฉัยจากการบอกเล่าอาการอย่างเดียวก็คงไม่แน่นอน การตรวจควรทำในขณะที่ผู้ป่วยมีอาการแพ้ เพราะถ้ามาตรวจในขณะที่ไม่ได้เป็นอะไรแล้ว อาจไม่พบอะไรผิดปกติจากการดูด้วยตา สมมติว่าคนที่เป็นลมพิษ ถ้าเขามาตอนที่ไม่มีผื่น เราก็ไม่รู้ คนที่แพ้อากาศ หรือหอบหืดก็เหมือนกัน
จะต้องมีการตรวจพิเศษเพื่อหาสาเหตุการแพ้ด้วย ที่ทำกันทั่วไปและเป็นวิธีที่ค่อนข้างแน่นอนเชื่อถือได้คือ การทดสอบทางผิวหนังคงเคยได้ยินว่า “ทดสอบภูมิแพ้ฉีดยาตั้ง 30-40 เข็ม”การทดสอบนี้ไม่เหมือนกับการฉีดยา เราใช้เข็มขนาดเล็กที่สุดเท่าที่มีและไม่ได้แทงลงไปลึก แทงลงไปตื้นๆ และฉีดน้ำยาสำหรับทดสอบเข้าไปนิดเดียว หยดเดียวเหมือนมดกัด เพียงแต่ต้องทำหลายอย่าง เพราะสิ่งที่เราแพ้ได้มีมาก

เข็มหนึ่งก็เป็นสารก่อภูมิแพ้อย่างหนึ่ง ถ้าอยากรู้เยอะก็ต้องทำเยอะ ส่วนใหญ่เราจะเลือกทำ
จากการศึกษาเราพอจะรู้ว่า คนเขาแพ้อะไร ถ้าเราอยากทดสอบ 10 อย่าง เราก็ยกมา 10 อันดับแรก ซึ่งคนส่วนใหญ่แพ้และต้องเจอกันทุกคนหลังจากฉีดน้ำยาเข้าไปแล้วต้องรออ่านผลประมาณ 20 นาที จะเกิดรอยนูนแดงขึ้นมาก็จะทราบผลว่าแพ้อะไร มากน้อยแค่ไหน เพราะเราสามารถวัดขนาดได้
ถ้าเราอยากหาวิธีอื่นมาช่วยเสริมก็มีการตรวจเลือดหาปริมาณของสารอิมมูโนกลอบูลิน ชนิด อี ซึ่งเป็นชนิดที่ผิดปกติเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ ดูว่ามีมากน้อยอย่างไร ก็หาได้ แต่วิธีนี้แพง
สำหรับการทดสอบทางผิวหนังมีข้อดีตรงที่ราคาถูก และทำแล้วได้ผลเลย แต่ข้อเสียคือ เจ็บ จึงทำให้บางคนไม่ยอมทำ

เจาะเลือดก็ใช้ได้ แต่ราคาแพง และใช้เวลานานประมาณ 1 สัปดาห์กว่าจะรู้ผล แต่ไม่ดีในแง่คนป่วยไม่เห็นผลด้วยตาของตนเอง ไม่เหมือนการทดสอบทางผิวหนัง บางคนจึงอาจไม่เชื่อ เมื่อเราบอกว่าแพ้อะไร และแนะนำให้กำจัดหรือหลีกเลี่ยงเสีย เมื่อเขาไม่เชื่อ ก็ไม่ปฏิบัติตามบางคนทดสอบแล้วว่า แพ้ขนแมว แต่เขาก็ยังเอาแมวไปนอนด้วยก็ลำบาก เพราะการรักษาอย่างอื่นเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ
การรักษานั้น เราจะแนะนำให้ผู้ป่วยมารักษาแต่เนิ่นๆ ถ้าเป็นตั้งแต่เด็กก็ควรรีบรักษาเพราะโอกาสหายมีมาก ป้องกันโรคไม่ให้เกิดแทรกซ้อนได้


⇒ การฉีดวัคซีนรักษาโรคภูมิแพ้เป็นอย่างไร
การฉีดวัคซีนเพื่อรักษาโรคภูมิแพ้ จะต่างจากการฉีดวัคซีนเพื่อรักษาโรคติดเชื้อ อย่างไทฟอยด์ อหิวาต์ ซึ่งฉีดเพียงครั้งเดียวก็มีผลในการป้องกันได้เป็นเดือน หรือเป็นปี
ส่วนโรคภูมิแพ้เนื่องจากความผิดปกติอยู่ในตัวเราเอง การฉีดวัคซีนก็ใช้น้ำยาสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ที่เขาแพ้นั้นเอง ฉีดเข้าไปเพื่อกระตุ้นให้เกิดภูมิต้านทานขึ้น จึงต้องฉีดทีละน้อยแล้วค่อยๆเพิ่มขึ้น มิฉะนั้นอาจเกิดการแพ้ได้ จึงต้องใช้เวลาฉีดต่อเนื่องกันเป็นเดือน เป็นปีจึงจะได้ผล แต่เป็นการรักษาที่ตรงจุดที่สุด คือมุ่งแก้ไขที่ระบบคุ้มกันที่ผิดปกติของผู้ป่วย
โดยมากเราจะแนะนำให้ฉีดกับผู้ที่แพ้มาก เช่น เป็นตลอดทั้งปีหรือมีโรคแทรกซ้อน หรือผู้ที่แพ้สิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้


⇒ โรคภูมิแพ้นี้เป็นกรรมพันธุ์หรือไม่
เราพบว่าเป็นกรรมพันธุ์ได้โดยเฉพาะถ้าพ่อแม่เป็นทั้งคู่ ลูกก็มีโอกาสเป็นได้มาก เท่าที่เราศึกษาผู้ป่วยที่มาหาด้วยการซักประวัติพบว่าเขามีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องเป็นโรคภูมิแพ้อยู่ด้วยประมาณร้อยละ 60
ดังที่กล่าวมาแล้วว่า โรคภูมิแพ้อาจแสดงอาการที่หลอดลมหรือผิวหนังก็ได้ เพราะฉะนั้นผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเป็นโรคภูมิแพ้เหมือนพ่อแม่ หรือญาติพี่น้องคือ พ่อแม่ ญาติพี่น้องอาจเป็นผื่นผิวหนังจากการแพ้ แต่เขาอาจเป็นโรคแพ้อากาศก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบเดียวกัน แต่ก็เป็นโรคภูมิแพ้เช่นกัน


⇒ ระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ที่เป็นโรคภูมิแพ้ กลุ่มใดพบมากกว่ากัน
ถ้าพูดถึงอายุก็เป็นได้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นมากหรือเป็นน้อย ผู้ป่วยที่อาการมากมักจะเริ่มเป็นตั้งแต่อายุน้อยๆ อาจแสดงอาการตั้งแต่อายุน้อยๆเลย โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจนั้นจะพบในเด็กผู้ชายบ่อยกว่าในเด็กผู้หญิง
ในวัยหนุ่มสาวหรือวัยผู้ใหญ่ จะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แต่เมื่อรวมกันแล้วไม่นับอายุ ผู้หญิงกับผู้ชายก็เป็นเท่ากัน คือไม่เลือกเพศ


⇒ ก่อนจาก...อาจารย์มีอะไรจะฝากบ้าง
ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจนั้น อยากให้ดูแลสุขภาพทั้งกายและใจให้ดี เพราะมีผลต่ออาการมาก ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากได้ทราบว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ พยายามกำจัด หรือหลีกเลี่ยงเอาไว้ ก็จะดำเนินชีวิตได้ตามปกติ

ถ้าหากเกิดอาการขึ้นนานๆ ครั้ง ยาแอนตี้ฮิสตามีนจะช่วยระงับอาการได้ แต่ถ้าได้พยายามปฏิบัติตัวตามคำแนะนำอย่างดีแล้ว ยังมีอาการมากอยู่ หรือมีโรคอื่นแทรกซ้อน ก็ควรรีบไปพบแพทย์
9/11/54 โพสต์โดย หนวดเต่า
5 จาก 6
ถาม เพราะเหตุใด ทุกครั้งที่อากาศเปลี่ยน อาการภูมิแพ้จะเป็นมากขึ้น ควรใช้ยาและปฏิบัติตัวอย่างไร
การเปลี่ยนแปลงของอากาศ ทำให้อาการของโรคภูมิแพ้รุนแรงขึ้น

อากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ร่างกายตอบสนองกับสิ่งที่เราแพ้แล้วทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้รุนแรงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอากาศร้อนหรืออากาศเย็น อุณหภูมิที่ต่ำหรือสูงกว่าปกติจะไปกระตุ้นให้อาการโรคภูมิแพ้กำเริบมากยิ่งขึ้น
ไม่เฉพาะโรคภูมิแพ้เท่านั้นที่พบบ่อยหรือกำเริบรุนแรงมากขึ้นเมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง แต่ยังพบโรคหืด โรคไข้หวัด และโรคผิวหนังแห้งแตกได้บ่อยขึ้นหรือรุนแรง มากขึ้นเมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง
ดังนั้น เมื่อย่างเข้าฤดูหนาว จึงพบโรคภูมิแพ้ในโพรงจมูก โรคหืด ไข้หวัด และโรคผิวหนังอักเสบแห้งแตกได้บ่อยและรุนแรงยิ่งขึ้น

เมื่อย่างเข้าฤดูหนาว ควรปฏิบัติตัวอย่างไร
ผู้ที่เป็นโรคเหล่านี้ควรรักษาร่างกายให้อบอุ่น โดยการสวมใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสม เพื่อช่วยไม่ให้อากาศหนาวเย็นหรืออุณหภูมิต่ำมากระทบกับร่างกาย พร้อมทั้งรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้อยู่ในสภาวะปกติ
นอกจากนี้ ควรรักษาสุขภาวะของร่างกายเพิ่มเติมให้มีความสมบูรณ์และแข็งแรงด้วย
-การพักผ่อนหลับนอนให้เพียงพอ วันละอย่างน้อย ๖_๘ ชั่วโมง ไม่นอนดึกๆ หรืออดนอน ในกรณีที่นอนดึก ก็ไม่ควรตื่นนอนแต่เช้า ควรนอนต่อเป็นระยะเวลาที่นานเพียงพอ โดยอาจจะตื่นนอนสายหน่อย เพื่อให้เกิดการพักผ่อนที่เพียงพอ
-ในเรื่องการกินอาหาร ควรเลือกกินทั้งชนิดและปริมาณอาหารที่เพียงพอเหมาะสมไม่มากหรือน้อยเกินไป เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้พลังงานและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายในแต่ละวัน และบังเอิญถูก สุขอนามัยที่ดีต่อร่างกาย
-ในด้านการออกกำลังกาย ควรออกกำลังให้เหมาะสมกับวัย จะเป็นการวิ่ง การเดิน หรือการทำงานในกิจวัตรประจำวันที่ออกเหงื่อก็ได้ เช่น การกวาดบ้าน ล้างรถ เป็นต้น ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยครั้งละประมาณ ๓๐ นาที หรือครึ่งชั่วโมง สัปดาห์ละ ๓ ครั้ง ถ้าออกกำลังกายได้นานหรือบ่อยกว่านี้ได้ก็จะยิ่งดี จะส่งผลต่อสุขภาวะของทั้งทางร่างกาย (ซึ่งรวมถึงระบบภูมิคุ้มกัน) และจิตใจ การออกกำลังกายนอกจากช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยลดความเครียดให้แก่จิตใจได้อย่างดี
-รักษาสภาวะจิตใจให้สดชื่นแจ่มใส ไม่เคร่งเครียด หรือเศร้าหมอง ซึ่งมีกลวิธีต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น การออกกำลังกาย เล่นโยคะ นั่งสมาธิ เดินจงกรม เป็นต้น ทั้งนี้เพราะเป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางแล้วว่า ความเครียดที่มากและนานเกินไปส่งผลเสียอย่างมหาศาลต่อร่างกายและจิตใจ ซึ่งรวมถึงประสิทธิภาพการทำงานของภูมิต้านทานของเราด้วย

ดังนั้น การรักษาสุขภาวะของร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ ที่สุด ตามประเด็นต่างๆ ที่ได้กล่าวไปแล้วนี้จะช่วยส่งเสริม สุขภาพให้แข็งแรงสมบูรณ์ และจะช่วยป้องกันต้านทานมลพิษ สารก่อภูมิแพ้ หรือจุลชีพจากภายนอก เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของร่างกาย ซึ่งรวมถึงระบบ ภูมิคุ้มกันของเราให้สมบูรณ์พร้อมต่อการเผชิญของการเปลี่ยนแปลงอากาศทั้งหนาว เย็น และแห้งในฤดูหนาว

ควรเลือกยารักษาโรคภูมิแพ้อย่างไร
การดูแลรักษาโรคภูมิแพ้มีหลักการใหญ่ๆ ๓ ด้าน ดังนี้
๑. การค้นหาสารก่อภูมิแพ้ หรือสิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้
๒. การใช้ยารักษา
๓. การรักษาด้วยวัคซีนสารก่อภูมิแพ้

๑. การค้นหาสารก่อภูมิแพ้โรค หรือสิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้
เมื่อรักษาร่างกายให้แข็งแรงแล้ว ควรค้นหาสารก่อภูมิแพ้ หรือสิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ ซึ่งถ้าพบว่า แพ้สารก่อภูมิแพ้ใด และสามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็จะปลอดอาการแพ้ ไม่มีอาการอีกเลย
สารก่อภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยในประเทศไทยคือ ไรฝุ่น แมลงสาบ เชื้อรา และเกสรดอกไม้ ซึ่งแตกต่างกับในประเทศตะวันตกที่พบ การแพ้เกสรดอกไม้ได้บ่อยกว่า นอกจากนี้ ยังมีสารอีกเป็นจำนวนมากที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้ แต่ไม่ได้กล่าวในที่นี้ ซึ่งรวมถึงยาต่างๆ ที่เราใช้ในการรักษาโรคด้วย
วิธีในการค้นหาสารภูมิแพ้นี้ เริ่มต้นด้วยการสังเกต และซักประวัติของผู้ที่แพ้ว่า มีประวัติเด่นชัดว่าสารใดที่ไปสัมผัสแล้วทำให้เกิดอาการแพ้ขึ้น ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยบางรายจะแพ้แมลงสาบ ดังนั้นเมื่อทราบว่าแพ้แมลงสาบ ก็ควรขจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้กับแมลงสาบ ด้วยการกำจัดเศษอาหารที่เหลือทิ้งไว้ให้เกลี้ยง แล้วใส่ลงในขยะที่มีภาชนะปิดสนิท ที่ป้องกันไม่ให้แมลงสาบเข้าไปค้นหาและกินเป็นอาหารได้
ในบางครั้งถึงแม้จะซักประวัติอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วก็หาสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้ ในกรณีเช่นนี้ก็มี ๒ ทางเลือก คือ ใช้ยาเพื่อควบคุมอาการแพ้ไม่ให้รุนแรงและรบกวนการทำงานตามปกติ หรือไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการทดสอบสารก่อภูมิแพ้ที่ผิวหนังของเรา ซึ่งเป็นวิธีการที่หาสาเหตุโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งถ้าโชคดีพบสารก่อภูมิแพ้ และหลีกเลี่ยงได้ ก็จะช่วยให้ผู้ป่วยปลอดอาการแพ้ได้ตลอดไป

๒. การใช้ยารักษา
ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้ยา เช่น หาสาเหตุและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ไม่ได้ ยาที่ใช้เพื่อควบคุมอาการแพ้ แบ่งได้เป็น ๒ กลุ่มใหญ่ คือ ยาต้านฮิสตามีน และยา คอร์ติโคสตีรอยด์
ยาต้านฮิสตามีน ที่เป็นที่รู้จักกัน คือ คลอร์เฟ-นิรามีน ซึ่งเป็นเม็ดเล็กๆ สีเหลือง หรือไฮดรอกไซซีน ซึ่งเป็นเม็ดเล็กสีขาว ยาทั้ง ๒ ชนิดนี้เป็นยาที่ใช้ได้ผลดีในการรักษาโรคภูมิแพ้ และราคาย่อมเยา แต่มีข้อเสียคือทำให้ง่วง ปากแห้ง คอแห้ง ในรายที่ต้องทำงานที่เสี่ยงอันตราย เช่น ขับรถ ทำงานเครื่องจักร เป็นต้น ก็ควรหลีกเลี่ยงยาชนิดนี้ โดยไม่ใช้ยาในกลุ่มใหม่ เช่น ลอราทาดีน เซทิริซีน เฟกโซเฟนาดีน เป็นต้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกิดอาการ ง่วงนอนได้น้อย ทั้งยังออกฤทธิ์ได้นาน จึงใช้เพียงวันละ ๑-๒ครั้ง ก็เพียงพอต่อการออกฤทธิ์ของยาทั้งวัน
ยาคอร์ติโคสตีรอยด์ ยาชนิดนี้บางครั้งเรียกสั้นๆ ว่า สตีรอยด์ มีทั้งชนิดฉีด ชนิดเม็ด ชนิดพ่นจมูก ชนิดสูดเข้าปอด ชนิดครีมทาผิวหนัง เป็นต้น เป็นยาที่ได้ผลดีในการรักษา แต่เมื่อมีการใช้ติดต่อกันนานๆ จะทำให้เกิดผลเสียอย่างรุนแรงต่อร่างกายได้ โดยเฉพาะชนิดฉีดและชนิดเม็ด เมื่อมีการใช้นานๆ จะไปกดการทำงานของไต ระบบภูมิคุ้มกันและอื่นๆ ทำให้ร่างกายมีการสะสมของน้ำเป็นปริมาณมาก ทำให้ตัวบวมน้ำ ความดันเลือดสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย น้ำตาลในเลือดสูง เป็นต้น ในทางการแพทย์จึงไม่ใช้ยาสตีรอยด์ ในกรณีทั่วไป จะเก็บไว้ใช้ในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น และควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
ส่วนยาสตีรอยด์ในรูปแบบชนิดพ่นจมูก ชนิดสูดเข้าปอด และชนิดครีมทาผิวหนังเป็นรูปแบบที่ได้ผลดีที่ยา ไปออกฤทธิ์ ณ จุดออกฤทธิ์ของยาได้เลย ซึ่งอาจมีการดูดซึมเข้ากระแสเลือดไปออกฤทธิ์ทั่วร่างกายเหมือนดั่งยาฉีดและยาเม็ด แต่ถูกดูดซึมได้ในปริมาณที่น้อยมาก จึงใช้ ได้อย่างปลอดภัย (ยกเว้นยาทาสตีรอยด์ ซึ่งถ้ามีการใช้ติดต่อกันนาน ก็อาจทำให้เกิดผลเสียต่อผิวหนังได้)

๓. การรักษาด้วยวัคซีนสารก่อภูมิแพ้ (immunotherapy)
การรักษาด้วยวัคซีนสารก่อภูมิแพ้ เป็นอีกทางเลือก หนึ่งของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ แต่นิยมเป็นทางเลือกสุดท้าย เมื่อใช้วิธีการรักษาทั้ง ๒ วิธีแรกแล้วไม่ได้ผล หรือในราย ที่มีอาการรุนแรงมาก โดยการทดสอบหาสารก่อภูมิแพ้ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในข้อแรก เมื่อพบสารนี้แล้วก็ค่อยๆ ฉีดสารก่อภูมิแพ้นี้ครั้งละน้อย และค่อยๆ เพิ่มปริมาณมากขึ้นๆ เรื่อยๆ ในระดับที่ผู้ป่วยสามารถทนได้และสร้าง ภูมิคุ้มกันต่อสารนี้ได้เป็นอย่างดี จนถึงระดับหนึ่ง ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลามากกว่า ๖ เดือน จึงจะมีภูมิคุ้มกันที่เพียงพอที่จะต่อต้านสารที่ก่อภูมิแพ้ในธรรมชาติได้

ดังนั้น วิธีนี้จึงใช้เวลานาน จึงจะเริ่มได้ผล ทั้งยังต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ป่วยต้องเจ็บตัว จึงนำมาใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมสุขภาพร่างกาย และการค้นหาและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ทั้งประหยัด ปลอดภัยและได้ผลดี โดยไม่ต้องพึ่งยาและหมอ เมื่อใดที่อาการเปลี่ยนแปลงจึงควรระมัดระวังตัว หลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ และรักษาร่างกายให้อบอุ่นแข็งแรงเพียงพอต่อสู้กับโรคที่คอยฉวยโอกาสมาทำลายเรา

สุดท้ายนี้ หากมีข้อสงสัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาหรือสุขภาพ เภสัชกรชุมชนที่ประจำอยู่ที่ร้านยาใกล้ๆ บ้านของท่าน ก็ยินดีให้บริการแก่ทุกท่าน
9/11/54 โพสต์โดย หนวดเต่า
6 จาก 6
ขอแนะนำนะครับ
มีการวิจัยทางวิยาศาสตร์ มีความเชื่อถือได้ มีความปลอดภัย 100%
ได้รับ อ.ย และได้รับการยอมรับจากหลากหลายประเทศ
ที่สำคัญคนที่เป็นภูมิแพ้ หายมาแล้วหลายต่อหลายคน
ติดต่อที่ 085-0385156
4/7/55 โพสต์โดย คุณ ซู
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
คันจมูก เป็นอะไรหรอครับ
หายใจขัดทำอย่างไร
วิธีดูแลตนเองของคนเป็นโรคภูมิแพ้ ควรทำอย่างไรดีค่ะ
โรคภูมิแพ้ทางใจ
โรคเลือดทาลัสซีเมียสามารถเสริมจมูกได้มั้ยคะ เนื่องจากโรคนี้จะกินกระดูกตรงช่วงจมูก ทำให้ดั้งจมูกแบนมาก
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู