หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
วิธีการเขียนถวายฎีกา
VC + + | ไวยากรณ์ 11/9/53 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
คำตอบ
1 จาก 1
พ.ร.ฎ.วางระเบียบวิธีการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา พ.ศ.2457 ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน โดย ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต
Mon, 2009-08-17 16:52 | by editor

หมายเหตุ - ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต เขียนบทความชี้แจงอีกครั้งถึงพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) วางระเบียบวิธีการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา พ.ศ.2457 โดยยืนยันว่ายังคงมีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน หลังจากเขียนบทความเรื่อง "การใช้สิทธิทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาตามกฎหมายและประเพณี" เผยแพร่ใน น.ส.พ.มติชน เมื่อวันที่ 6-7 สิงหาคม แต่มีผู้ทักท้วงว่า พ.ร.ฎ.ดังกล่าวยกเลิกไปแล้ว

ตามที่มีนักการเมืองบางคนที่อดีตเคยเป็นอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเอกชน กับทนายความของอดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ถูกต้อง สร้างความเข้าใจผิดให้แก่สาธารณชน ว่าพระราชกฤษฎีกาวางระเบียบวิธีการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา พ.ศ.2457 ยกเลิกไปแล้ว เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายตนนั้น

ผู้เขียนในฐานะนักวิชาการไม่ประสงค์จะตอบโต้บุคคลดังกล่าวนั้นในบทความนี้ แต่ต้องเขียนบทความนี้เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตามความเป็นจริงให้เกิดขึ้นแก่สาธารณชน เพื่อไม่ให้การเมืองมาบิดเบือนความถูกต้องตามความเป็นจริงได้ ดังนี้

1.วิทยานิพนธ์ของคุณเพ็ญจันทร์ โชติบาล เรื่อง พระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษของพระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งเสนอในปี 2533 นั้น ผู้เขียนเป็นคนอ้างเอาไว้เองในบทความของผู้เขียน เรื่อง "การใช้สิทธิทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาตามกฎหมายและประเพณี" หากผู้เขียนไม่ได้อ้าง คนเหล่านี้ก็คงไม่รู้ว่ามีวิทยานิพนธ์นี้อยู่! แต่ในวิทยานิพนธ์ของคุณเพ็ญจันทร์ ซึ่งยาวถึง 382 หน้านั้น มีเพียง 1 ย่อหน้าในหน้า 182 เท่านั้น ซึ่งมีข้อความว่า

"อนึ่ง หลักเกณฑ์และวิธีการในการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ซึ่งแต่เดิมมาเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาวางระเบียบการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา พ.ศ.2457 นั้น เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีผลบังคับใช้ ก็เป็นผลให้หลักเกณฑ์และวิธีการใดๆ ในการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ต้องถูกยกเลิกไปโดยผลของมาตรา 3 ซึ่งบัญญัติให้บรรดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่นๆ ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในประมวลกฎหมายนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับประมวลกฎหมายนี้สิ้นผลบังคับใช้ ทั้งนี้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ได้จัดวางรูปแบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการในการขอพระราชทานอภัยโทษเสียใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป และมีความแน่นอนลงตัวเป็นลายลักษณ์อักษร โดยนำมาบัญญัติไว้เป็นหมวดหมู่เฉพาะในภาค 7 ว่าด้วยอภัยโทษ เปลี่ยนโทษหนักเป็นเบาและลดโทษ ตั้งแต่มาตรา 259 ถึงมาตรา 267"

จะเห็นได้ว่าผู้เขียนวิทยานิพนธ์ (คุณเพ็ญจันทร์) ระบุไว้ชัดเจนว่าหลักเกณฑ์และวิธีการใดๆ ในการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ตามพระราชกฤษฎีกาวางระเบียบวิธีการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา พ.ศ.2457 เท่านั้น ที่ถูกยกเลิกไป เพราะมีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้แล้ว คุณเพ็ญจันทร์ไม่ได้ระบุไว้ในที่ใดในวิทยานิพนธ์ว่าพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวถูกยกเลิกไปทั้งฉบับ อย่างที่ผู้หวังผลทางการเมืองกล่าวอ้าง ที่สำคัญก็คือ ถูกยกเลิกเฉพาะที่ขัดหรือแย้งกับปวิ อ.หรือ ปวิ อ.บัญญัติไว้แล้ว ซึ่งหมายความว่าที่ไม่มีบัญญัติไว้ก็ดี ที่ไม่ขัดก็ดียังไม่ยกเลิก

เป็นที่น่าสังเกตว่า คุณเพ็ญจันทร์ได้เขียนไว้อย่างชัดเจนในหน้า 230 ว่า

"อย่างไรก็ดี มีข้อที่ต้องทำความเข้าใจประการหนึ่งว่า เฉพาะการยื่นเรื่องราวขอพระราชทานอภัยโทษดังกล่าวข้างต้นเท่านั้น จึงจะถือเป็นการชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาต่อเบื้องพระพักตร์ในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎร การทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาโดยผ่านทางสำนักราชเลขาธิการ (สำนักงานราชเลขานุการในพระองค์เดิม) ก็ดี ซึ่งในทางปฏิบัติมักมีผู้นิยมกระทำกันอยู่มิใช่น้อยนั้น ถือเป็นการยื่นเรื่องราวที่ไม่ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย ดังนั้น หากมีการยื่นเรื่องราวในลักษณะดังกล่าวจะต้องส่งย้อนเรื่องราวนั้นกลับมาเริ่มต้นยังกระทรวงมหาดไทย (ซึ่งปัจจุบันคือกระทรวงยุติธรรม) ใหม่ เพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาสอบสวนเรื่องราวฎีกาและให้ความเห็นตามขั้นตอนในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป"

แต่ข้อความส่วนนี้ ที่เป็นโทษแก่ขบวนการฎีกาโกลาหลนั้น กลับไม่ได้อ้างเพราะเป็นโทษแก่ขบวนการของตน!

2.ความจริงมีวิทยานิพนธ์อีกเล่มหนึ่งที่ผู้เขียนเองเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นประธานกรรมการสอบ มีศาสตราจารย์ ดร.ปิยนาถ บุนนาค และรองศาสตราจารย์ธงทอง จันทรางศุ เป็นกรรมการ วิทยานิพนธ์เล่มนั้นเป็นของคุณวรรธนวรรณ ประพัฒน์ทอง เรื่อง "พระราชอำนาจในการพิจารณาฎีการ้องทุกข์" ซึ่งเสนอสอบในปี 2540 วิทยานิพนธ์เล่มนี้ ผู้เขียนก็อ้างในบทความดังกล่าวของผู้เขียน แต่ผู้หวังผลทางการเมืองกลับไม่ได้อ้างถึง!

อนึ่ง วิทยานิพนธ์เล่มนี้สอบผ่านในระดับ "ดี" ด้วย

วิทยานิพนธ์ของคุณวรรธนวรรณ ประพัฒน์ทอง ยืนยันไว้ในหลายที่ด้วยกันว่า พระราชกฤษฎีกาวางระเบียบวิธีการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา พ.ศ.2457 ยังคงใช้บังคับอยู่กับฎีกาอื่นๆ ทุกประเภท! ดังนี้

"พระราชอำนาจในการรับฎีกาอภัยโทษจึงถูกแบ่งแยกออกจากรูปแบบธรรมเนียมการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาแต่เดิมนับแต่ประกาศใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่การทูลเกล้าฯ ถวายฎีการ้องทุกข์ในส่วนอื่นๆ นั้น ก็ยังคงถือว่า เป็นแบบธรรมเนียมที่ยังถือปฏิบัติอยู่ เนื่องจากพระราชกฤษฎีกาที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกำหนดไว้ เป็นเพียงระเบียบวิธีการทูลเกล้าฯ เท่านั้น ไม่ได้ทรงระบุรายละเอียดในเนื้อหาและขอบเขตของพระราชอำนาจในการพิจารณาฎีกา นอกจากกำหนดวิธีการทูลเกล้าฯ ฎีการ้องทุกข์ไว้อย่างกว้างๆ เท่านั้น เนื้อหาและขอบเขตของฎีกาให้เป็นไปตามแบบธรรมเนียมที่เคยที่ถือปฏิบัติมาแต่โบราณ และกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่บัญญัติขึ้นในปี พ.ศ.2477 นั้น เป็นการบัญญัติเฉพาะขอบเขตพระราชอำนาจในการพิจารณาฎีกาอภัยโทษ ซึ่งเป็นพระราชอำนาจที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ในส่วนของฎีการ้องทุกข์ส่วนอื่นๆ ไม่ได้รับการกล่าวถึงธรรมเนียมปฏิบัติที่ฝังรากลึกในสังคมเรื่องการทูลเกล้าฯ ถวายฎีการ้องทุกข์จึงยังคงถือปฏิบัติต่อไป" (หน้า 221)

นอกจากนั้น ผู้เขียนก็ยังได้ยืนยันว่าฎีกาที่ทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษนั้น ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (หน้า 226 หน้า 268) แต่ฎีกาอื่นๆ ทุกประเภท เช่น ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษทางวินัย (เช่น กรณีวิกฤตตุลาการ ในปี 2535 หรือกรณีนิสิตจุฬาฯ ถูกลงโทษ และทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาในปี 2506) นั้น พระราชกฤษฎีกาปี 2457 ยังคงใช้บังคับอยู่ ถ้าอ่านการวิเคราะห์ส่วนนี้ของคุณวรรธนวรรณ ตั้งแต่หน้า 247-249 ซึ่งตั้งคำว่า "พระราชกฤษฎีกาวางระเบียบการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา พ.ศ.2457 นั้นถูกยกเลิกหรือไม่" แล้วคุณวรรธนวรรณก็ให้คำตอบชัดเจนว่า

"หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว คณะราษฎร์ได้ทำการยกเลิกพระราชบัญญัติที่เคยประกาศใช้ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วยกันหลายฉบับ การประกาศยกเลิกนั้น จะเป็นการยกเลิกโดยผลของพระราชบัญญัติ เช่น ประกาศเลิกอภิรัฐมนตรีสภา พ.ศ.2475 พระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติรัฐมนตรี พ.ศ.2475"

การยกเลิกกฎหมายซึ่งบัญญัติขึ้นใช้ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น จะเป็นการยกเลิกโดยผลของกฎหมายส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งมาจากผลจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามฉบับแรก พ.ศ.2475 หมวด 6 ความว่า "บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดๆ มีข้อความแย้งหรือขัดแก่รัฐธรรมนูญนี้ท่านว่าบทบัญญัตินั้นเป็นโมฆะ"

นอกจากนั้นในการเสนอความเห็นเกี่ยวกับการร่างศาลปกครองของนายอาร์ กียอง เมื่อ พ.ศ.2476 ยังได้กำหนดขอบเขตอำนาจของศาลปกครองที่คาบเกี่ยวกับพระราชอำนาจในการพิจารณาฎีการ้องทุกข์ในขณะนั้น ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการร้องทุกข์ที่ยังคงมีอยู่ตามกฎหมายอื่น นอกเหนือจากพระราชบัญญัติ ว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ.2476 ในร่างชั้นต้นพระราชบัญญัติว่าด้วยอำนาจของคณะกรรมการกฤษฎีกา (ทำการเป็นศาลปกครอง) พุทธศักราช 2476 มาตรา 4 ความว่า

"มาตรา 4 ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาเรื่องราวที่ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือยื่นต่อรัฐบาล กับมีอำนาจทำความเห็นแนะนำถึงการพิจารณาและตัดสินคดีว่า จะควรดำเนินการอย่างใดเกี่ยวกับฎีกานั้น ตามกฎหมายว่าด้วยการยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ซึ่งใช้อยู่ในเวลานี้"

ข้อกำหนดนี้สามารถยืนยันได้ว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกานั้น ไม่อาจถือเป็นการยกเลิกพระราชกฤษฎีกาวางระเบียบการทูลเกล้าฯ ถวายฎีการ้องทุกข์ต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชกฤษฎีกาเป็นกฎหมายที่เกิดจากพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่มาจากธรรมเนียมปฏิบัติโบราณก่อนการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง และไม่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้เป็นบรรทัดฐาน จึงยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป

น่าเสียดายว่า ข้อความที่ชัดเจนเช่นนี้ไม่ได้ถูกกล่าวอ้างโดยผู้หวังผลทางการเมืองเลยแม้แต่ประโยคเดียว! เพราะถ้าอ้างอิงก็จะทำลายน้ำหนักของฝ่ายตนหมดสิ้น

3.ในความเป็นจริง ทั้งสำนักราชเลขาธิการ และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบในเรื่องฎีการ้องทุกข์ของประชาชนยังคงใช้พระราชกฤษฎีกาวางระเบียบวิธีการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา พ.ศ.2457 อยู่จนถึงวันที่ผู้เขียนเขียนบทความนี้ ผู้ใดไม่เชื่อก็กรุณาสอบถามไปยังท่านเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (นายสุรชัย ภู่ประเสริฐ) หรือผู้อำนวยสำนักอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (นายสมชาย พฤฒิกัลป์) หรือรองราชเลขาธิการ (นายอินทร์จันทร์ บุราพันธ์) ผู้รับผิดชอบเรื่องฎีกานี้ก็ได้ ก็จะรู้ความจริงว่าพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ ยังคงใช้บังคับอยู่ หากรัฐบาลต้องการความแน่ใจ จะถามไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้ ความจริงก็จะปรากฏ

4.ฎีกาที่ราษฎรจะทำการทูลเกล้าฯ ต่อองค์พระมหากษัตริย์นั้น มีด้วยกันอยู่สองประเภทใหญ่ๆ คือ

หนึ่ง...ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งฎีกานี้จะเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายลายลักษณ์อักษร คือ กระบวนการทูลเกล้าฯ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และฎีกาคดีความซึ่งเป็นข้อจำกัดทางกฎหมายที่ราษฎรไม่สามารถทำการทูลเกล้าฯ ต่อองค์พระมหากษัตริย์ได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมซึ่งบัญญัติสอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกา ปี 2457 คือ ห้ามคัดค้านคำพิพากษา จะเห็นได้ว่า แม้จะมีกฎหมายออกมาแล้วแต่กฎหมายในภายหลังก็ยังยึดหลักในพระราชกฤษฎีกาเป็นส่วนใหญ่

สอง...ฎีการ้องทุกข์ทั่วไปตามธรรมเนียมปฏิบัติเดิม ฎีการ้องทุกข์นี้ บางประเภทจะเกี่ยวข้องกับส่วนราชการ ส่วนราชการพึงน้อมรับที่จะดำเนินการประสานงานเพื่อคลี่คลายปัญหาที่ราษฎรทูลเกล้าฯ ถวายด้วยดี หรือเป็นฎีกาที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวพันกับขอบเขตอำนาจของส่วนราชการที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการพิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์เพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในฐานะที่ทรงเป็นองค์พระประมุขสูงสุดที่ทรงใช้พระราชอำนาจในทางอธิปไตยผ่านทุกองค์กรครอบคลุมทุกหน่วยงาน ขอบเขตของพระราชอำนาจที่จะทรงพิจารณาฎีกาตามแบบธรรมเนียมเดิมนี้ จึงแบ่งออกเป็น 4 หมวดใหญ่ๆ คือ

ก) ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษที่ไม่ใช่โทษทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษทางวินัย ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษทางปกครองเหล่านี้เป็นต้น

ข) ฎีการ้องทุกข์การกระทำของส่วนราชการ ซึ่งจะเป็นฎีกาของราษฎรที่เกิดเหตุมาจากไม่ได้รับความเป็นธรรมจากส่วนราชการ

ค) ฎีการ้องทุกข์ที่ขอพระราชทานความเป็นธรรม ซึ่งการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาประเภทนี้ อาจจะเกี่ยวข้องกับการขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากองค์พระมหากษัตริย์โดยตรง หรือหากประเด็นการร้องขอพระราชทานความเป็นธรรมเข้ามานั้นเกี่ยวข้องกับส่วนราชการจะต้องเป็นผู้เข้ามาให้การช่วยเหลือในปัญหาของราษฎรโดยตรงแล้วนั้น สำนักราชเลขาธิการและสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ประสานงานส่วนราชการให้แก่ราษฎรที่ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเข้ามา

ง) ฎีกาอีกประเภทหนึ่งเป็นการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาที่เป็นลักษณะเช่นเดียวกับการเสนอข้อคิดเห็นต่างๆ เพื่อขอพระมหากรุณาธิคุณในฐานะที่ทรงเป็นองค์พระประมุขสูงสุดของแผ่นดิน จัดว่าเป็นฎีกาขอพระมหากรุณาธิคุณจากองค์พระมหากษัตริย์ประเภทหนึ่งเช่นกัน

ฎีการ้องทุกข์ทั้ง 4 ประเภทนี้ ยังคงต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระราชกฤษฎีกาวางระเบียบวิธีการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา พ.ศ.2457 ทุกประการ ไม่ได้ยกเลิกไปดังที่ผู้หวังผลทางการเมืองกล่าวอ้างแต่ประการใด!

ผู้เขียนขอแถมการอ้างวิทยานิพนธ์ของคุณวรรธนวรรณที่ผู้หวังผลทางการเมืองไม่อยากอ้างอีกตอนหนึ่ง เป็นตอนสำคัญที่อ้าง โดยอัญเชิญพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการมีพระมหากรุณาทรงรับฎีกานิสิตจุฬาฯไว้ ความดังนี้

"กรณีของฎีกานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ.2506 นั้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีคำสั่งลงโทษนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่ก่อเรื่องวิวาทร้ายแรงระหว่างนิสิตต่างคณะ โดยการไล่ออกและพักการศึกษาครั้งนั้น เป็นเรื่องที่เป็นกรณีที่รุนแรงระหว่างนิสิตกับทางมหาวิทยาลัย ซึ่งในขณะนั้นนายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งอธิการบดี ความรู้สึกที่ไม่ดีเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะก่อตัวเป็นความแตกร้าวระหว่างประชาชนกับรัฐบาล เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงดนตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันที่ 20 กันยายน ขณะที่เสด็จออกจากประตูพระตำหนักจิตรลดารโหฐานนั้น นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์จำนวน 9 คน ได้เข้ามาทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษแทบพระบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระมหากรุณาธิคุณรับฎีกา และมีพระราชดำรัสว่า

"ในการที่จะถวายฎีกานั้น จะต้องมีความสำนึกผิดจริงๆ ทางใจด้วย ต้องยอมรับว่าที่ได้กระทำไปแล้วเป็นความผิดจริง จึงจะอภัยกันได้ มิใช่เป็นการถวายฎีกาแต่เพียงลายลักษณ์อักษร"

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตามหมายกำหนดการแล้ว มีพระราชดำรัสเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ที่ประชุมฟังเกี่ยวกับที่นิสิตทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา และมีพระราชดำรัสว่า

"ฎีกานี้นิสิตทั้งหลายที่ถูกทำโทษเขียนมารับว่าทำผิดจริง การรับว่าทำผิดนี้แสดงว่าเขารู้ตัวว่าผิด คนเราทำผิดครั้งเดียวนับว่าเก่ง นิสิตพวกนี้ไม่เคยบอกว่าทำผิดมาก่อน การที่เขาทำผิดและฎีกามาบอกในวันนี้ จึงอยากจะให้อธิการบดีและคณาจารย์อภัยเขาเสีย เนื่องในงานวันนี้"

ด้วยพระราชดำรัสดังกล่าวนี้เอง ทำให้อธิการบดีรับสนองพระราชประสงค์ และประกอบพิธีลดโทษนิสิตเหล่านั้น โดยให้ทุกคนปฏิญาณต่อหน้าอาจารย์ แล้วคืนสภาพแห่งความเป็นนิสิตอีกครั้ง" (คุณวรรธนวรรณ อ้างคุณสมลักษณ์ โตสกุล "พระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชน", พระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจ ใน 25 ปี, (สำนักนายกรัฐมนตรี : 2514), หน้า 51-52

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะบอกว่า "วจีสุจริต" ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น มีหลักว่า 1.ต้องพูดความจริง 2.ต้องพูดสิ่งที่เป็นประโยชน์ (กับคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนเอง) 3.ต้องพูดถูกกาลเทศะ 4.ต้องพูดโดยมีที่มา ที่อ้างอิงให้ครบถ้วน ขาดไปข้อใดข้อหนึ่งก็ไม่ชื่อว่า "สจฺจํ เว อมตวาจา"


ที่มา: http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01p0102160852&sectionid=0101&selday=2009-08-16
11/9/53 โพสต์โดย ครูแก่
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
โครมี ฎีกา ป อาญา มาตรา 83 84 86 แนะนำหน่อยครับ ขอบคุณ
ฎีกากฏหมายเกี่ยวกับการขับรถที่ไม่ประมาท
เวลาท่านสอบกฎหมายท่านอ้างเลขฎีกาหรือไหม
เรียนกฎหมาย จะอ่านรวมคำพิพากษาฎีกาด้วยไหม
ศาลชั้นต้น อุทธรณ์ ฎีกา จัดอยู่ องค์กรอิสระ ประเภทใด พร้อมเหตุผล
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู