หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
ประวัติศาสตร์ภาษาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอะไรบ้าง
ขอเร็วๆๆๆนะต้องทำรายงาน
ข้อมูล | ปัญหาคาใจ | ประวัติศาสตร์ 30/6/54 โพสต์โดย นาม1141
คำตอบ
1 จาก 1
หามาหั๊ยแร้ว ถ้าอ่านไม่ไหวก้อปลิ้นออกมาแล้วกานนน่ะ  ^^ ไม่งั้นก้ออ่านแต่หัวข้อ

1. สภาพทั่วไปของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
           เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมายถึง ดินแดนที่อยู่ระหว่างจีนและอินเดีย  ปัจจุบันได้แก่ ประเทศพม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน และติมอร์ตะวันออก  ดินแดนเหล่านี้ในอดีตเรียกกันหลายอย่าง เช่น เอเชีย-ดินแดนมรสุม ที่เรียกเช่นนี้เนื่องมาจากมีสภาพภูมิอากาศแบบมรสุม ซึ่งมีความสำคัญต่อดินแดนบริเวณนี้   คำว่า “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” เพิ่งเริ่มใช้ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรคือ สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ  ได้ตั้งศูนย์บัญชาการการรบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South - East Asia Command) ขึ้นในค.ศ.1943  เมื่อทำการสงครามกับญี่ปุ่น  การเรียกชื่อเช่นนี้เพื่อความเด่นชัดทางด้านภูมิศาสตร์เพื่อกำหนดเขตการปฏิบัติการของกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตร โดยหมายความถึง ภูมิภาคที่ประกอบด้วยประเทศพม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย  โดยไม่รวมถึงฟิลิปปินส์ จนในทศวรรษ 1960 จึงรวมฟิลิปปินส์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาค และในค.ศ.1984 เมื่อบรูไนได้รับเอกราชก็เข้าร่วม รวมทั้งติมอร์ตะวันออกในค.ศ.2002
สภาพภูมิศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งอยู่ระหว่างละติจูดที่ 28 องศาเหนือ ถึง 11 องศาใต้ และลองจิจูดที่ 92 องศา ถึง 141 องศาตะวันออก มีพื้นที่ 3.9 ล้านตารางกิโลเมตร คิดเป็นพื้นที่ 9% ของทวีปเอเชีย แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นพื้นแผ่นดิน และส่วนภาคพื้นน้ำคือหมู่เกาะต่างๆสภาพภูมิอากาศ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นดินแดนเขตลมมรสุม แต่เนื่องจากความกว้างใหญ่ทางภูมิศาสตร์ จึงมิได้มีอากาศแบบเดียวกันทั้งภูมิภาค ลักษณะของฝนเกิดขึ้นจากมรสุมที่พัดมาจากทะเล เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเขตที่เหมาะแก่การเพาะปลูก  แต่ก็มิได้อุดมสมบูรณ์ทุกเขต  ขึ้นอยู่กับว่าในแต่ละเขตเป็นพื้นที่ราบ มีแม่น้ำหรือไม่ บริเวณที่อุดมสมบูรณ์จะมีเฉพาะบริเวณแม่น้ำแดง แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำอิระวดี ส่วนแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำโขง น้ำไหลเชี่ยว จึงไม่เหมาะกับการเพาะปลูกมากนัก
ทรัพยากรและการประกอบอาชีพ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการเพาะปลูกเป็นอาชีพหลัก เชื่อกันว่าการทำนาดำเป็นเทคนิควิทยาเฉพาะที่เกิดขึ้นในดินแดนนี้ก่อน แล้วแผ่ขยายไปยังดินแดนอื่น พืชเฉพาะของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้แก่ กล้วย ส้ม มะนาว มะพร้าว เป็นต้น  พืชที่มิได้เป็นอาหารแต่มีความสำคัญต่อชีวิตคนในภูมิภาคนี้คือ ไผ่ (แม้ว่าหน่อจะรับประทานได้) นิยมนำมาทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน รวมทั้งสร้างที่อยู่อาศัย จนเป็นที่รู้จักในหมู่ชาวต่างชาติว่า ประชาชนแถบนี้เป็นพวกมีวัฒนธรรมไผ่  ส่วนบริเวณภาคใต้พวกคาบสมุทรและหมู่เกาะมีปาล์มน้ำมัน มะพร้าว เป็นต้น ตอนหลังเมื่อมีการเข้ามาของชาติตะวันตกจึงมีการปลูกยางพาราและทำเหมืองแร่
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะอินโดนีเซียเป็นแหล่งจูงใจให้เกิดสินค้าระดับโลกมาแล้วตั้งแต่อดีต เพราะผลิตผลพื้นเมืองคือ เครื่องเทศ ทำให้หมู่เกาะนี้ได้ชื่อว่าเป็นหมู่เกาะเครื่องเทศ เครื่องเทศถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการเก็บอาหารและเนื้อมิให้เน่าเสียได้ง่าย  และใช้ในการดัดแปลงปรุงรสหรือผสมในยาบางชนิด  สุมาตรามีชื่อเสียงในเรื่องพริกไทยและกำยาน  แต่หมู่เกาะเครื่องเทศจริงๆ คือ เกาะอัมบอง และเกาะบันดา ตลอดทางใต้ในหมู่เกาะโมลุกกะ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตลูกจันทน์และกานพลู ซึ่งใช้เป็นเครื่องเทศ ถนอมอาหาร ทำน้ำหอมและเป็นตัวยา  ในอินโดนีเซียมีสัตว์ป่าหลายชนิด เช่น เสือ ช้าง ลิงอุลังอุตัง      ควายป่า และแรด  พ่อค้ายินดีซื้อนอแรดในราคาสูง เพราะเชื่อว่ามีคุณสมบัติเป็นยาและเครื่องราง
การค้าเป็นสิ่งที่มีมาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเป็นเวลานาน มีทั้งการค้าภายในประเทศ การค้าระหว่างประเทศที่ค้าระหว่างกันในภูมิภาค และค้ากับพ่อค้าต่างชาติ เช่น ชาวจีน ชาวอินเดีย ชาวตะวันออกกลาง(อาหรับ เปอร์เซีย) และชาวยุโรป  การค้าที่เด่นในสมัยโบราณคือการค้าทางทะเลกับชาวต่างชาติในสมัยที่ใช้เรือใบต้องอาศัยลมมรสุม(เดือนเมษายน-กันยายน คือ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้  และ เดือนตุลาคม-มีนาคม คือ ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ) ควบคุมการเดินเรือทะเล  ผู้ปกครองชาวพื้นเมืองมักร่วมมืออย่างแข็งขันในการทำการค้าทางทะเล เพราะจะได้รับรายได้จากภาษีศุลกากร  ภาษีท่าเรือ บรรณาการ และการแต่งกองโจรสลัดไปโจมตีท่าเรือที่เป็นคู่แข่ง
เชื้อสายประชากรและภาษาที่ใช้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ประชากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยก่อนประวัติศาสตร์คือ พวกที่มีเชื้อสายออสตราลอยด์(Australoids) ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณแหลมมลายู หมู่เกาะอินโดนีเซีย นิวกีนี จนถึงทวีปออสเตรเลีย อีกพวกคือ เมลานีลอยด์(Melaneloids) อยู่บริเวณหมู่เกาะตะวันออก ทั้งสองพวกเป็นกลุ่มชนที่ในปัจจุบันเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย ชนกลุ่มใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นพวกที่อพยพเข้ามาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์มองโกลอยด์มากที่สุด อพยพมาจากตอนกลางของทวีปเอเชียโดยเฉพาะบริเวณประเทศจีนและทิเบต เข้าสู่บริเวณที่ราบลุ่มของภูมิภาคคือ ลุ่มแม่น้ำแดง แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำอิระวดี แม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งกลุ่มที่อาศัยอยู่ในภูเขาและที่ราบสูง เช่น ชาวเขาเผ่าต่างๆ บางพวกอพยพลงมาทางใต้เข้าสู่บริเวณคอคอดกระจนถึงแหลมมลายูและบริเวณหมู่เกาะ บ้างตั้งแหล่งอาศัยอยู่ถาวร บ้างอพยพย้อนกลับขึ้นบนพื้นแผ่นดินใหญ่อีก
           ภาษาที่ใช้ในภูมิภาคนี้ มี 3 ตระกูลภาษา คือ
           1. ภาษามาลาโย-โพลีนีเชียน(Malayo-Polynesian)ใช้พูดในแหลมมลายู และบริเวณหมู่เกาะ เช่น หมู่เกาะอินโดนีเซียและหมู่เกาะฟิลิปปินส์
           2. ภาษาออสโตร-เอเชียติก (Austro-Asiatic) ใช้พูดกันในผืนแผ่นดินใหญ่ เช่น ภาษาของชาวมอญ เขมร และเวียดนาม
           3. ภาษาทิเบโต-ไชนีส(Tibeto-Chinese) ใช้พูดกันในบริเวณผืนแผ่นดินใหญ่ เช่น ภาษาพม่าและภาษาไทย
ความสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ความสำคัญทางภูมิศาสตร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประกอบด้วยส่วนที่เป็นผืนแผ่นดินใหญ่และพื้นน้ำ ส่วนที่เป็นผืนแผ่นดินใหญ่ประกอบด้วยเทือกเขา 3 เทือก คือ เทือกเขาอาระกัน เทือกเขาตะนาวศรี เทือกเขาแอนนาไมท์หรืออันนัม ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำสำคัญ คือ แม่น้ำอิระวดี แม่น้ำสาละวิน  แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำแดง เป็นเส้นทางการคมนาคมการค้า และการดำรงชีวิต  บริเวณเทือกเขายังมีป่าไม้และแร่ธาตุมาก  รวมทั้งเป็นพรมแดนธรรมชาติ  ในส่วนพื้นน้ำ มีช่องแคบหลายแห่งที่เป็นเส้นทางสำคัญในการเดินเรือ เช่น ช่องแคบมะละกา ช่องแคบซุนดา ช่องแคบลอมบอก
ความสำคัญทางการเมือง  ในอดีตดินแดนแห่งนี้เป็นแหล่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญโดยเฉพาะช่องแคบมะละกา เป็นเส้นทางการค้าทางทะเลที่เรือชาติต่างๆต้องแล่นผ่านและแวะจอดที่เมืองมะละกา  ซึ่งเป็นเมืองท่าริมฝั่งของเส้นทางไปมาค้าขายระหว่างจีนและอินเดีย  ผู้ใดมีอำนาจเหนือเมืองมะละกา จะสามารถแผ่ขยายอิทธิพลทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจจนเข้าครอบงำบริเวณรัฐต่างๆในหมู่เกาะ เช่น ประเทศจีนสมัยราชวงศ์หมิง(ค.ศ.1408-1644)เมื่อค.ศ.1403 กองเรือจีนเดินทางจากจีนมามะละกาและแสดงความมีอำนาจของจีนเหนือช่องแคบมะละกาในช่วงค.ศ.1408-1431 จีนได้ยกทัพเรือมาถึง 7 ครั้ง เพื่อบังคับให้รัฐต่างๆ แถบนี้ยอมรับอำนาจของจีน
           สมัยที่ชาวตะวันตกเข้ามายังดินแดนนี้ ดินแดนนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของการแข่งขันและแย่งชิง  แต่ละประเทศต่างมีจุดมุ่งหมายในการเข้ายึดครองดินแดนต่างๆ ทั้ง ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา อังกฤษ โปรตุเกส ฮอลันดา   ต่างมีอาณานิคมในภูมิภาคนี้ และเมื่อญี่ปุ่นพัฒนาตนเองเป็นประเทศมหาอำนาจก็เข้ายึดครองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ภูมิภาคนี้เป็นแหล่งเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ และเข้าช่วงชิงอำนาจกันระหว่างโลกเสรีและค่ายคอมมิวนิสต์ จนเกิดเป็นสงครามอินโดจีนนานนับสิบปี
ความสำคัญด้านทรัพยากรธรรมชาติ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นแหล่งอุดมด้านทรัพยากรธรรมชาติ  เนื่องจากเป็นเขตลมมรสุมและมีแม่น้ำที่สำคัญหลายสายเหมาะสมแก่การเพาะปลูก มีพืชพรรณธรรมชาติเขตร้อนชื้นมากมาย มีผลไม้หลากหลายตลอดทั้งปี เป็นแหล่งแร่ธาตุ มีเครื่องเทศซึ่งเป็นสินค้าที่ช่วงชิงกันในหมู่ประเทศจักรวรรดินิยมตะวันตก  ปัจจุบันประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นแหล่งพืชผลเมืองร้อนที่สำคัญ โดยเฉพาะข้าวเจ้าเป็นสินค้าออกชั้นนำของโลกจากลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแดง แม่น้ำอิระวดี แม่น้ำสาระวินรวมทั้งบริเวณรอบทะเลสาบเขมร
ความสำคัญทางด้านสังคมและวัฒนธรรม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นแหล่งที่มีอารยธรรมและวัฒนธรรมดั้งเดิมของโลกแห่งหนึ่ง เริ่มตั้งแต่สมัยหินแล้วพัฒนาความเจริญและวัฒนธรรมของตนให้ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ เช่น วัฒนธรรมดองซอน ทางด้านการเกษตร มีพัฒนาการการทำนาแบบนาดำเป็นที่แรกของโลก ในบริเวณบ้านเชียง เป็นแหล่งกำเนิดการปลูกข้าวเมื่อ 5,600 ปีมาแล้ว มีการทำนาระบบกักเก็บน้ำ มีระบบชลประทานที่ก้าวหน้า รู้จักใช้วัวควายไถนาและมีความชำนาญด้านการเดินเรือ

2. ความเจริญรุ่งเรืองในอดีตของรัฐต่างๆ
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เคยเป็นที่ตั้งของรัฐต่างๆ ที่กำเนิดขึ้นมา โดยมีวิธีการก่อตั้งมีความเจริญรุ่งเรืองตามแบบฉบับของตน เช่น รัฐฟูนัน อาณาจักรของชาวกัมพูชา รัฐจามปา รัฐเวียดนามโบราณ รัฐทวารวดี รัฐพยู รัญพุกาม รัฐมะทะรัม รัฐศรีวิชัย รัฐมัชปาหิต รัฐมะละกา และบารังไกส์ในหมู่เกาะฟิลิปปินส์  ความเจริฐรุ่งเรืองต่อเนื่องกันมา จนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 14 จึงเสื่อมและสิ้นสุดลง  หลังจากนั้นได้เกิดอาณาจักรใหม่ขึ้นแทนที่โดยพัฒนามาจากรัฐในอดีต
2.1 ฟูนัน(Funan)
ฟูนันเป็นรัฐที่รุ่งเรืองอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของประเทศกัมพูชา เวียดนามตอนใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย บางตอนของที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และภาคใต้ของไทย ลงมาถึงแหลมมลายู ฟูนันรวมตัวกันเป็นรัฐแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นรัฐชลประทานภายในดินแดนที่ประชาชนดำรงชีวิตด้วยการเกษตร  โดยใช้น้ำจากระบบชลประทานที่พัฒนาเป็นอย่างดี นอกจากนั้น ฟูนันยังมีเมืองท่าสำหรับจอดเรือและค้าขายกับต่างประเทศ   จึงมีรายได้จากการค้าและการเดินเรือ
เรื่องราวของอาณาจักรฟูนัน จากบันทึกของจีนปรากฎว่า ได้เขียนเล่าถึงความมั่งคั่ง ความเป็นอยู่ของชุมชนที่เป็นระเบียบ มีคุณธรรม มีการปกครองระบบกษัตริย์ มีเมืองต่างๆมาขึ้นด้วยหลายเมือง มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง มีการติดต่อต่างประเทศ ทั้งในเอเชียและโลกตะวันตก
ชาวพื้นเมืองมีชนชั้นสูงเป็นพวกมาลาโยโพนีเซียน ชนชั้นล่างเป็นพวกเนกริโตและเมลานีเซีย ฟูนันมีประวัติความเป็นมา เริ่มจากการรวมตัวกันของผู้คนเป็นชุมชนเล็กขนาดหมู่บ้านจากนั้นพัฒนาขึ้นมาจนกลายเป็นรัฐ
สาเหตุที่ฟูนันพัฒนาจากสังคมเผ่ามาเป็นสังคมรัฐ  สังคมดั้งเดิมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นสังคมเผ่า(Tribal Society)ต่อมาพัฒนาเป็นสังคมรัฐ(Social State) เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 1 เป็นต้นมา  สำหรับฟูนัน เดิมเป็นหมู่บ้าน ต่อมาขยายออกไป เพราะมีประชากรเพิ่มมากขึ้น จึงต้องขยายที่เพาะปลูกให้พอกินพอใช้กับจำนวนชุมชนที่ขยายขึ้น ได้พยายามหาเทคนิค วิทยาการต่างๆมาช่วย เช่น ขุดคลองกั้นน้ำ เพื่อให้อยู่ดี มีอาหารพอเพียง  ต่อมาเริ่มมีโครงร่างสังคมดีขึ้นจึงพัฒนาเป็นรัฐ
เหตุที่ฟูนันพัฒนาเป็นรัฐได้นั้น เพราะฟูนันมีการพัฒนาเรื่องการเพาะปลูก และเป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเลจากสภาพภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะเมืองออกแก้ว(Oc-EO) เป็นเมืองท่าของฟูนันที่เรือต่างๆผ่านมาต้องแวะ และการชลประทานในฟูนันก็เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกทำให้ฟูนันขยายตัวเป็นรัฐแรกในภูมิภาคนี้
ความเจริญและความเสื่อมของฟูนัน ตามหลักฐานของจีน ระบุว่า ฟูนันตั้งขึ้นโดยพราหมณ์โกณธิญญะ(Kaundinya)ผู้มีอิทธิพลเหนือชนพื้นเมือง และได้แต่งงานกับเจ้าหญิงนาคี(Nagi) ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 ฟูนันอยู่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงตอนใต้ มีเมืองหลวงชื่อ วยาธปุระ(Vyadhapura)แปลว่าเมืองของกษัตริย์นายพราน(The city of the hunter king)  ซึ่งคำว่าฟูนันเป็นคำที่เทียบเคียงกับภาษาเขมร คือ พนม หรือ บนม ที่แปลว่า ภูเขา ผู้ปกครองของฟูนัน เรียกว่า กูรุง บนม(Kurung Bnam) คือ เจ้าแห่งพนม (King of the Mountain) วยาธปุระ อยู่ใกล้เขาบาพนมและมีเมืองท่าที่สำคัญคือออกแก้ว  มีแม่น้ำยาว 200 กิโลเมตรต่อเชื่อมเมืองท่าออกแก้วกับเมืองวยาธปุระ  เนื่องจากเมืองหลวงอยู่ในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง บริเวณที่แม่น้ำ ทะเลสาบไหลมาบรรจบกัน จึงช่วยเรื่องการระบายน้ำจากทะเลสาบไปที่ราบทางฝั่งตะวันตกซึ่งช่วยในเรื่องการเพาะปลูกได้ดี  สถานที่ตั้งทางด้านยุทธศาสตร์ของฟูนัน ทำให้สามารถควบคุมเส้นทางช่องแคบเชื่อมฝั่งทะเลของอ่าวไทยเข้ากับทะเลอันดามันและเมืองท่าต่างๆของจีนตอนใต้ ทำให้มีความมั่งคั่งและอิทธิพลทางด้านการเมือง  ฟูนันมีอำนาจการปกครองเหนือลังกาสุกะ(Langkasuka มีเมืองหลวงอยู่ในบริเวณปัตตานีปัจจุบัน) และเมืองตามพรลิงค์(Tambralings มีเมืองหลวงอยู่ที่นครศรีธรรมราชหรือเมืองไชยา จ.สุราษฎร์ธานี) เมืองทั้งสองตั้งอยู่สองฝั่งเส้นทางเดินเรือค้าขายที่สำคัญ ฟูนันยังมัอำนาจเหนือเจนละ ซึ่งอยู่ตอนเหนือของฟูนัน ฟูนันมีอำนาจถึงประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 5
การขนส่งภายในฟูนันเป็นการคมนาคมทางน้ำ ประชากรอาศัยอยู่ริมฝั่งน้ำ ปลูกบ้านแบบใต้ถุนสูง กีฬาที่ชอบคือ การชนไก่ ชนหมู ภาษีอากรจ่ายเป็นทอง เงิน ไข่มุก น้ำหอม ฟูนันมีการติดต่อการค้ากับตะวันตก เนื่องจากปรากฏเหรียญเงินรูปจักรพรรดิโรมัน แหวนจารึกภาษาอินเดีย สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 2
ลักษณะของวัฒนธรรมที่เมืองออกแก้ว  เป็นแบบวัฒนธรรมผสมกันระหว่างวัฒนธรรมพื้นเมืองกับวัฒนธรรมอินเดีย เช่น ประเพณีการบูชาภูเขาอันศักดิ์สิทธิ์ และเจ้าหญิงธิดาพญานาคของชาวฟูนัน  ได้สืบทอดมาเป็นธรรมเนียมที่กษัตริย์กัมพูชาทรงปฏิบัติ  ส่วนลักษณะทางสถาปัตยกรรมชาวฟูนั้นได้รับอิทธิพลทางด้านวัฒนธรรมจากอินเดียสมัยราชวงศ์ปาลวะและราชวงศ์คุปตะ ทั้งศาสนาพุทธ และศาสนาฮินดู ใช้ภาษาสันสกฤต ซึ่งเป็นอิทธิพลจากอินเดีย
ฟูนันมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน  ดังนั้น เรื่องราวของอาณาจักรฟูนันจึงปรากฏในเอกสารจีนเป็นจำนวนมาก ที่กล่าวไว้คือ เมืองต่างๆของฟูนันมีกำแพงล้อมรอบ มีปราสาทราชวัง และบ้านเรือนราษฎร  ชาวฟูนันมีผิวดำ ผมหยิก เดินเท้าเปล่า ทำการเพาะปลูก ชอบการแกะสลักเครื่องประดับ การสลักหิน มีตัวอักษรใช้ มีทาสเชลยศึก มีการค้าทองคำ การค้าเงิน ค้าไหม การพิจารณาคดีความใช้แบบจารีตนครบาล มีแหล่งน้ำใช้ร่วมกัน มีการทดน้ำ เพื่อการเพาะปลูก
สรุปได้ว่า เรื่องราวของฟูนันส่วนมากเป็นความรู้ที่ได้มาจากบันทึกของชาวจีนที่ชื่อ คังไถ่ ที่เดินทางมายังอาณาจักรฟูนันในคริสต์ศตวรรษที่ 3  การล่มสลายของฟูนันปรากฎในเอกสารจีนสมัยราชวงศ์ถังในคริสต์ศตวรรษที่ 6 ว่าฟูนันเสื่อมเนื่องจากแพ้พวกเจนละ กษัตริย์ฟูนันต้องหนีไปทางทิศใต้ หลังเหตุการณ์ดังกล่าวรัฐเจนละได้เข้าครอบครองฟูนัน กษัตริย์เจนละทุกพระองค์ได้รับเอาเรื่องราวของฟูนันเป็นของตน และสมัยต่อมา คือ สมัยนครวัด กษัตริย์ทุกพระองค์ที่นครวัดถือว่าตนเองสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์      วยาธปุระทั้งสิ้น  จึงกล่าวได้ว่าอาณาจักรฟูนันเป็นผู้วางรากฐานอารยธรรมอินเดียในอินโดจีน และเป็นรัฐที่เป็นรากฐานของประเทศกัมพูชา
2.2 อาณาจักรของชาวกัมพูชา (Khmer Empire หรือ Kambujadesa)
ดินแดนปัจจุบันที่เป็นประเทศกัมพูชาสืบเชื้อสายมาจากรัฐโบราณหลายรัฐ เริ่มจาก ฟูนัน เจนละ นครวัด นครธม จนถึงกัมพูชา ตามลำดับ โดยมีประวัติความเป็นมาเริ่มต้นที่ฟูนัน เมื่อฟูนันอ่อนแอลงเจนละจึงเข้าครอบครองฟูนัน  สำหรับเจนละเมื่อแรกก่อตั้ง น่าจะอยู่บริเวณตะวันออกของทะเลสาบเขมรและขึ้นต่อฟูนันมีเมืองสำคัญคือ นครเชษฐาปุระ แต่หลักฐานของจีนกล่าวว่า สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 7 กษัตริย์ของเจนละมาประทับที่เมืองอิสานปุระ  เมื่อครอบครองฟูนันแล้วชาวฟูนันอยู่ปะปนกับชาวเจนละ เจนละจึงรับวัฒนธรรมฟูนันไว้  ต่อมารัฐเจนละอ่อนแอลงจนแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ เจนละบก(Upper Chenla)และ เจนละน้ำ(Lower Chenla) เมื่อหลังค.ศ.706 เล็กน้อย ต่อมาคริสต์ศตวรรษที่ 8 เจนละตอนล่างถูกโจมตี โดยราชวงศ์ไศเลนทร์(Sailendras)แห่งเกาะชวา  และเจนละทั้งหมดตกเป็นเมืองขึ้นของไศเลนทร์ระยะหนึ่ง  จนค.ศ.802 พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 (ค.ศ.802-850) สามารถรวบรวมเจนละทั้งสองเข้าด้วยกันเป็นรัฐเอกราชแล้วขนานนามใหม่ว่าเป็นรัฐ “นครวัด” เป็นการปลดแอกจากราชวงศ์ไศเลนทร์ และในสมัยพระเจ้ายะโสวรมัน(ค.ศ.889-900)ได้ขยายอิทธิพลไปถึงแหลมมลายู กษัตริย์แห่งรัฐในแหลมมลายูต้องส่งเครื่องบรรณาการให้ ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้ายะโสวรมันคือ การสร้างเมืองนครวัดซึ่งเป็นเมืองที่มีระบบชลประทานอย่างดี มีอ่างเก็บน้ำมีลำคลองมากมายจึงมีน้ำใช้อย่างอุดม สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2(ค.ศ.1113-1150)ได้สร้างปราสาทนครวัดเป็นศาสนสถานของศาสนาพราหมณ์ ที่แสดงออกถึงความยิ่งใหญ่ของชาวกัมพูชา และแสดงออกถึงอิทธิพลของอารยธรรมอินเดียที่มีต่อสถาปัตยกรรมของเขมร
รัฐนครวัด สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 9 กษัตริย์องค์แรกๆเริ่มพัฒนาเทคนิคในการเกษตร ควบคุมสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสร้างศาสนสถาน อาณาจักรจึงยังไม่ขยายไปกว้างไกลมากนัก โดยได้ครอบครอง        รัฐเล็กๆในดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน   รัฐนครวัดพัฒนาตนเองจนเป็นใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความพยายามในการเอาชนะการขาดแคลนน้ำ เพราะในดินแดนรัฐแม้จะมีฝนตกแต่ก็แล้งยาวนานถึง 6 เดือน  ชาวกัมพูชาจึงใช้เวลาหลายศตวรรษพัฒนาการเก็บน้ำ โดยพัฒนาอ่างเก็บน้ำ(เขมรเรียก บาราย)ทำให้มีน้ำใช้ในฤดูแล้ง  จนกล่าวได้ว่า ชาวนครวัดมีทักษะในงานวิศวกรรมระบบชลประทาน  ทำให้พื้นที่รอบนครวัดสามารถปลูกข้าวได้ถึงปีละ 3 ครั้ง พอเพียงเลี้ยงประชากร ซึ่งเป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ทำให้    นครวัดสามารถรองรับจำนวนประชากรจำนวนมากพอที่จะสร้างศาสนสถานขนาดใหญ่
ความเสื่อมของอาณาจักรนครวัด เนื่องมาจากความสนใจในการขยายอาณาเขต โดยการทำสงคราม เช่น เข้าตีรัฐจามปาเป็นนิจ จนในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ได้ปกครองดินแดนจามปาทั้งหมด การทำสงคราม  การสร้างนครวัด  ทำให้เกิดความยุ่งยากขึ้น จนราษฎรก่อการจลาจล  ส่วนรัฐต่างๆที่อยู่ในอำนาจของนครวัด เช่น บริเวณที่ปัจจุบันเป็นดินแดนประเทศไทย ลาว เวียดนาม ได้ทำสงครามปลดแอกจากนครวัด  จนถึงขั้นเข้าทำลายระบบชลประทานของนครวัด ทำให้นครวัดเสียอำนาจให้กับพวกจาม ในค.ศ.1177 อาณาจักรกัมพูชาจึงได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7(ค.ศ.1181-1219)ได้ทรงรวบรวมผู้คนขับไล่พวกจามออกจากนครวัด และสร้างราชธานีแห่งใหม่ขึ้นที่ “เมืองนครธม” ได้ขยายอำนาจออกไปปกครองดินแดนแม่น้ำโขงตอนล่าง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน และลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา โปรดให้สร้างปราสาทบายนที่เมืองนครธมเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนานิกายมหายาน ยอดปราสาทเป็นพระพักตร์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร  ภาพสลักภายในปราสาทเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเขมร และภาพการทำสงครามระหว่างชาวเขมรกับพวกจาม
เมื่อสิ้นสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อาณาจักรอ่อนแอลง  ทำให้ชนชาติไทยซึ่งตั้งหลักอยู่บริเวณตอนบนของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา  รวมกำลังตั้งเป็นรัฐอิสระจากเขมร  คือ อาณาจักรสุโขทัย และ อาณาจักรล้านนา  ต่อมาอิทธิพลขอมอ่อนลง มีการตั้งอาณาจักรอยุธยาและในค.ศ.1431 ได้ยกกองทัพไปตีนครธมโดยเจ้าสามพระยา อำนาจของเขมรที่มียาวนานกว่า 600 ปีได้สิ้นสุดลง แต่อาณาจักรเขมรยังคงอยู่โดยย้ายราชธานีไปอยู่ที่พนมเปญ เพื่อให้ห่างไกลจากราชอาณาจักรไทย  เมืองนครวัดและนครธมถูกปล่อยเป็นเมืองร้าง
อาณาจักรเขมรที่พนมเปญกลายเป็นดินแดนของไทยและเวียดนามผลัดกันเข้าปกครอง  สมัยกรุงศรีอยุธยาเขมรตกอยู่ใต้อำนาจของไทยบ่อยๆสมัยรัชกาลที่ 1 ถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ก็เช่นกันแต่เขมรก็ส่งบรรณาการให้ญวนด้วย จนต่อมาในสมัยจักรวรรดินิยมเขมรก็ตกเป็นของฝรั่งเศส
2.3 จามปา(Champa)
เป็นรัฐที่ตั้งอยู่บริเวณที่เป็นดินแดนเวียดนามใต้ในปัจจุบัน เป็นรัฐที่อยู่ติดทะเล แต่มีการจัดการเรื่องระบบชลประทานภายในแผ่นดิน ดำรงชีวิตด้วยการเกษตร และรับวัฒนธรรมอินเดีย บันทึกของชาวจีนเรียกอาณาจักรนี้ว่า “ลินยี่” แต่จารึกที่พบเป็นภาษาสันสกฤตที่พบในยุคหลังเรียกว่า จามปา รัฐนี้ตั้งอยู่ทางตอนเหนือและตะวันออกของฟูนัน สันนิษฐานว่า ตั้งขึ้นประมาณศตวรรษเดียวกับฟูนัน ถือโอกาสตอนที่ราชวงศ์ฮ
หมวดหมู่บันทึก: การศึกษา การเรียนการสอน
30/6/54 โพสต์โดย เลย์เบล
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
ปัจจุบันประเทศใดเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ประเทศใดบ้างเป็นประเทศสมาชิกอาเซียน (ตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)
จีนติดต่อการค้ากับใครก่อน ยุโรปหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สาวใดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่คุณชื่นชอบ
ศูนย์การบินพาณิชย์ที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ที่ใด
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู