หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
กฎหมายคืออะไร
17/6/51 โพสต์โดย รตร.
คำตอบ
1 จาก 14
ความหมายของกฎหมาย
           กฎหมาย      คือข้อบังคับ   กติกาของรัฐหรือของชาติ กำหนดขึ้นมาเพื่อใช้บังคับ  ควบคุม
ความประพฤติของบุคคลในสังคม ให้ปฏิบัติตาม   หากมีการฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดและได้รับโทษตามที่กำหนดไว้

ลักษณะสำคัญของกฎหมาย
      1.  กฎหมายต้องมาจากรัฐาธิปัตย์
                  รัฐาธิปัตย์ หมายถึงผู้มีอำนาจสูงสุดของรัฐ    เช่น  ผู้นำสูงสุด  หรือหัวหน้าคณะปฎิวัติในระบอบการปกครองแบบเผด็จการ   พระมหากษัตริย์ในระบอบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราช        ส่วนในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยพระมหากษัตริย์ตรากฎหมายโดยความยินยอมจากฝ่ายนิติบัญญัติ คือรัฐสภา

     2.  กฎหมายเป็นข้อบังคับใช้ได้ทั่วไป
                 กฎหมายที่ถูกบัญญัตินำมาประกาศใช้แล้ว จะต้องใช้ได้ทุกสถานที่ภายในรัฐ และใช้บังคับบุคคลทั่วไปโดยเสมอภาค  หากมีการยกเว้นแก่บุคคลใดกฎหมายจะระบุไว้

      3. กฎหมายเป็นข้อบังคับใช้ได้เสมอไป
                      กฎหมายที่ถูกบัญญัตินำมาประกาศใช้แล้ว  ต้องมีผลการบังคับใช้ได้ตลอดไป ยาวนานกี่ปีก็มีผลบังคับใช้ จนกว่าจะมีการประกาศยกเลิก

      4. กฎหมายเป็นข้อบังคับใช้ที่ทุกคนต้องปฎิบัติตาม
                      เมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายแล้ว  บุคคลหรือประชาชนจะพึงพอใจหรือไม่ก็ตาม ต้องปฏิบัติตาม
       5.  กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ
                      เมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายแล้ว ต้องมีขั้นตอนการปฏิบัติตามกฎหมาย หากบุคคลใดไม่ปฏิบัติตามจะได้รับโทษตามที่กฎหมายนั้น ๆ กำหนดไว้  เช่นการเสียสิทธิ   การชดใช้สินไหมทดแทน หรือการถูกลงโทษทางอาญา เช่น ริบทรัพย์  ปรับ  กักขัง  จำคุก  และสูงสุดคือประหารชีวิต
19/6/51 โพสต์โดย Kimzun
2 จาก 14
กฎหมายคือข้อบังคับใช้ตั้งแต่บุคคล2คนขึ้นไปและรวมถึงความผิดและการได้รับโทษ
12/9/52 โพสต์โดย ปัญจพล
3 จาก 14
กฎหมายคือกฎหรือข้อบังคับที่ออกโดยผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐ มีบทลงโทษถ้ามีผู้ไม่ปฏิบัติตาม
28/1/53 โพสต์โดย คนใต้
4 จาก 14
กฎหมายคือกฎที่เชื่อมโยงกับกฎธรรมชาติ สังคม และจารีตประเภณี
เป็นกฎที่ใช้เพื่อส่งเสริมสังคมของมนุษย์อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข
เป็นกฎที่ควบคุมสำนึกชั่วของมนุษย์  
บีบบังคับสำนึกชั่วของคนให้เกรงกลัวต่ออาญาหากการกระทำผิด
2/3/53 โพสต์โดย ComPE
5 จาก 14
ในเรื่อง "กฎหมายคืออะไร"  เป็นเรื่องที่นักนิติศาสตร์ถกเถียงกันมาก และให้ความคำจัดความตามความเชื่อในทฤษฎีของตน  แต่ก็มีความคล้ายคลึงกัน
   
     กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์(บิดาแห่งกฎหมายไทย) ทรงให้คำจำกัดความไว้ว่า "กฎหมาย  คือคำลั่งของผู้ปกครองว่าการแผ่นดินต่อราษฎรทั้งหลาย  เมื่อไม่ทำตามธรรมดาต้องมีโทษ" พระองค์ท่านได้รับแนวคิดว่าจาก John Austin นักกฎหมายชาวอังกฤษ ซึ่งอธิบายว่า กฎหมาย คือ คำสั่งของรัฐาธิปัตย์(ผู้มีอำนาจปกครอง)ที่กำหนดหน้าที่(Obligation)ให้บุคคลต่างๆ  ปฎิบัติตามคำสั่ง  คำสั่ง(Command) คือการแสดงเจตนาของรัฐาธิปัตย์(สถาบันที่มีอำนาจอธิปไตย)เพื่อกำหนดมาตรฐานความประพฤติให้กับผู้อยู่ใต้อำนาจของตน (เป็นทฤษฎีที่ยอมรับได้ในสังคมอังกฤษ)

     และอีกท่าน  ศาสตราจารย์ ดร.หยุด  แสงอุทัย  ได้แบ่งกฎหมายออกแบสองอย่างคือ
กฎหมายตามเนื้อความ  หมายถึง  กฎหมายซึ่งบทบัญญัติมีลักษณะเป็นกฎหมายแท้ ได้แก่  ข้อบังคับของรัฐซึ่งกำหนดความประพฤติของมนุษย์ ถ้าฝ่าฝืนจะได้รับผลร้ายหรือถุกลงโทษ ท่านได้แบ่งไว้ คือ

    กฎหมายตวามเนื้อความแยกออกเป็น
1.  ต้องเป็นข้อบังคับ  คือ ต้องมีข้อความบงการให้กระทำหรืองดเว้นการกระทำหรือให้กระการอย่างได้อย่างหนึ่ง
2.  ต้องเป็นข้อบังคับของรัฐ  ไม่ใช่ข้อบังคับของบุคคล "รัฐ" หมายถึง ราษฎรซึ่งถูกรวบรวมอยู่ในอาณาเขตอันหนึ่งภายใต้อำนาจอธิปไตยของตนเอง ประด้วย ราษฎร  อาณาเขต  อำนาจอธิปไตรของตนเอง
3.  ข้อบังคับต้องกำหนดความประพฤติ  ตือ  การเคลื่อนไหวของร่างกายหรือการงดเว้นการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างใดอย่างหนึ่ง (แค่คิดอย่างเดียวไม่ผิดถ้าไม่ลงมือหระทำ)
4.  ขัอบังคับนั้นต้องกำหนดความประพฤติของมนุษย์   เพื่อให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข และใช้บังคับมนุษย์เท่านั้น  เช่นถ้าสัตว์ทำให้คนได้รับความเสียหาย ก็ต้องลงโทษเจ้าของไม่ใช่นำสัตว์มาลงโทษ
5.  ข้อบังคับนั้นถ้าฝ่าฝืนจะต้องได้รับผลร้ายหรือลงโทษ   เมื่อเป็ฯกฎหมายก็ต้องมีสภาพบังคับ เช่น การลงโทษ ทั้งทางแพ่ง และอาญา

      กฎหมายตวามแบบพิธี
  หมายถึง  กฎหมายที่ออกมาโดยวิธีบัญญัติกฎหมาย โดยไม่ต้องคำนึงว่ากฎหมายนั้นเข้าลักษณะเป็นกฎหมายตามเนื้อความ ห้าข้อที่กล่าวไว้หรือไม่ ก็เช่น  พระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี ก็เห็นได้ว่า ไม่ได้เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับความประพฤติของบุคคลว่าถ้าฝ่าฝืนจะต้องรับโทษ(กฎหมายตามแบบพิธีมีอีกเยอะขีี้เกียดพิมพ์ง่ะ)

     อีกท่าน ดร. ปรีดี เกษมทรัพย์  กล่าวว่ากฎหมาย คือ  เป็นเกณฑ์ที่เป็นแบบแผนความประฟฤติของมนุษย์ในสังคม ซึ่งมีกระบวนการบังคับที่เป็นกิจลักษณะ ก็ ค้ลาย กฎหมายตามประเพณี หากฝ่าฝืนประเพณีที่สืบต่อกันมา ก็จะก่อให้เกิดความรู้สึกรุนแรงต่อสังคม (แบบว่าใครเป็นคนบอกว่าการค่าคนไม่ดี เราก็ไม่รู้  แต่ที่รู้ เป็นการปฎิบัติตามกันมา ตามประเพณีว่าฆ่าคนนั่นไม่ควรทำ เพราะมันรุนแรงต่อจิตใจ แต่ความรุนทางจิตใจมีไม่เท่ากัน ก็เลยกำหนดออกมาเป็นกฎ ) แต่ท่าน ดร ปีดี  ก็กล่าว ว่า คำสอนที่ว่า กฎหมายมาจากรัฐาธิปัตย์ มีข้อบกพร่องหลายประการ คร่าวๆ ประการแรก กฎหมายเป็นคำสั่ง เป็นเรื่องความต้องการ ของผู้มีอำนาจ ฉะนั้นก็จะเป็นกฎหมายที่ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับจิตใจของผู้ที่มีอำนาจ

        ท่านสุดท้าย รองศาสตราจารย์ ดร. โภคิน พลกุล  กล่าวว่า  กฎหมายคือ กฎเกณฑ์ที่วางระเบียบแห่งการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ในสังคม โดยมีสภาพบังคับ(sanction) ของสังคมนั้นๆ

   ที่กล่าวมาทั้งหมด ก็เป็นเพียงการให้ความในลักษณะทั่วๆไป แต่จริงๆแล้วก็ไม่มีคำนิยามใหนสมบูรณ์ ก็คืออยู่กับเราเห็นชอบในคำนิยามไหน แต่ที่เห็นแน่ๆ คือ กฎหมายเมื่อบัญญัติออกมาบังคับใช้แล้วก็ต้องปฎิบัตตาม ถ้าฝ่าฝืนย่อมต้องรับโทษ  แต่อย่าลืมต้นตอของการออกกฎหมายว่ามาจากใหนและสมเหตุสมผลหรือไม่ด้วย
11/3/53 โพสต์โดย General Will
6 จาก 14
กฎหมายคืออะไร

กฎหมาย คือ ข้อบังคับของรัฐาธิปัตย์ ที่บัญญัติขึ้นเพื่อใช้ควบคุมพฤติกรรมของพลเมือง หากใครฝ่าฝืนจะถูกลงโทษ
20/6/53 โพสต์โดย samsan
7 จาก 14
การจะหาความหมายในบางสิ่งบางอย่างที่อาจจะจับต้องได้หรือไม่ได้นั้น  มนุษย์แต่ละบุคคลย่อมมีความคิดความเห็นที่แตกต่างกัน  อันเนื่องมาจากการสั่งสมฐานความรู้  ที่ได้มาจากครูบาอุปฌาอาจารย์ที่ได้สั่งสอน  หรือจากความสรรค์หาหรือสังเกตรูปการณ์ก็ดี  จนกลั่นกรองออกมาเป็นความหมายของสรรพสิ่ง  เป็นบทสรุบของการแสวงหาที่จะรู้ในวิชาทางที่สนใจ  ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่ธรรมชาติสร้างขึ้นทุกประการ
           ดังนั้นการที่บุคคลแต่ละบุคคลให้ความหมาย  และเหตุผลในความหมายของกฎหมายนั้น  ทุกๆความหมายย่อมถูกต้องและมีเหตูผลในตัวอยู่แล้ว  ดังนั้นจึงไม่ควรนำมาเป็นคำวิพากย์วิจารย์ต่อกันหากไม่จำเป็น  ล้านๆความคิดล้านๆคำตอบย่อมมีความถูกต้องในตัว  จนไม่อาจจะหาความเป็นที่หนึ่งของคำตอบได้  แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความศรัทธาในความถูกต้อง  บนพื้นฐานของเหตุผลของกฎหมายที่เราได้อยู่ภายใต้กฎหมายในปัจจุบัน
          โดยส่วนตัวผมแล้วในความคิดเห็นของ"กฎหมาย"นั้น
           กฎหมาย  เกิดจาก  การที่มนุษย์  แต่แรกเริ่มเดิมที่ที่อาศัยกันโดยอิสรภาพ  อันไม่มีกฎระเบียบที่สังคมตราไว้จำกัด สิทธิ  เสรีภาพ  และหน้าที่  ที่ต้องมีแต้มวลมนุษย์คนอื่น  พูดง่ายๆคือต่างคนต่างอยู่  ไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆทั้งสิ้น   จนต่อมามนุษย์เริ่มที่หาภูมิศาสตร์ที่อยู่อาศัย  เริ่มจะมีถิ่นที่อยู่ที่แน่นอน  เริ่มที่จะมีแนวคิดที่ใกล้เคียงกัน  เริ่มที่จะมีมิตรภาพต่อกัน  เริ่มที่จะเพิ่มจำนวนตัวมนุษย์ที่มากขึ้น  เริ่มที่จะพึงพาอาศัยกัน  เริ่มที่จะมีผู้นำที่จะจัดสรรผลประโยชน์  ควบคุมดูแลความเป็นอยู่  เป็นตัวแทนของคนทั้งหลาย  แล้วเริ่มที่จะมีข้อตกลงที่จะอยู่กันอย่างมีความสุข  อย่างไม่ขัดแย้งกัน  เพื่อความบริสุทธิ์ยุติธรรมในการไกล่เกลียความผิด  ที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน  จนกลายมาเป็นกฎเกณฑ์ของสังคมที่จะอยู่ร่วมกันได้  จนเป็นที่มาของ  กฎหมาย  โดยมีผู้นำในสังคมเป็นบทบาทสำคัญที่จะควบคุม  ดูแล  ซึ่งมาจากการยอมรับของสังคม  อาจมีที่มาจากการคัดเลือกเอย  แต่งตั้งเอย  จนไม่ขาดที่จะมีตำแหน่งไว้  แล้วแต่สังคมนั้นๆ  พื้นที่นั้นๆ  จะเรียกขานขนานนาม  หรือวาระเวลาการกำหนดการเป็นผู้นำนั้นๆ
                 ผมเลยมีแนวความคิด  และให้ความหมายของ  กฎหมาย  ว่า   "กฎ  ระเบียบ  หรือ  ข้อบังคับทุกๆประเภท  ที่มนุษย์มีไว้เพื่อป้องกัน  หรือแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นเพื่อนำไปสู่ความปกติสุขของสังคม  โดยมนุษย์ทั้งหลายมอบกฎหมายผ่านผู้นำของตนให้มีสภาพบังคับสู่สังคม"
                   แหละนี่คือความคิดส่วนบุคคลที่ผมขอมอบความคิดเห็นกับสังคม  ที่ไม่ได้คัดลอกจากแนวความคิดของบุคคลใด หรือดัดแปลง  ผมขออธิบายอย่างนี้ครับ
                ชื่อ =   กฎ  ระเบียบ  หรือข้อบังคับ ทุกๆประเภท
ซึ่งเป็นสิทธิแต่ระบุคคลที่จะใช้เรียกขาน  ล้านสังคมล้านพื้นที่  อาจจะเรียกศัพท์คนละอย่าง  จะเรียกอะไรก็แล้วแต่  ผมก็จัดว่าเป็นกฎหมายเพราะบ้านเราเรียกอย่างนั้น  อังกฤษ  อาจเรียก  LAWS  ก็แล้วแต่  แต่เป็นที่เข้าใจกันว่าคือกฎ   ถ้าผมยกศัพท์ทุกประเทศมา  พรุ่งนี้เช้าผมคงจะได้นอน  เอาเป็นคลอบคุมคือ " กฎ  ระเบียบ  หรือข้อบังคับทุกๆประเภท" สมบูรณ์ที่สุดแล้วนั่นคือ ชื่อ
                 ต่อมาคือ
                 จุดประสงค์ = ที่มนุษย์มีไว้เพื่อป้องกัน  หรือแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นเพื่อนำไปสู่ความปกติสุขของสังคม          
                 หากสังคมใดมีความปกติลุขอยู่แล้ว  ไม่มีการรุกราน  ไม่มี ฆ่าจี้ชิงชิงปล้นหรือ  การกระทำที่มนุษย์ทำขึ้นแล้ว  ไม่กระทบถึงลิทธิของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน  ก็ไม่จำต้องมีทบลงโทษไว้ในสังคม  ทุกๆสังคมย่อมมีปัญหานั้นๆ   เมื่อมีแล้วสังคมนั้นๆต้องตรากฎหมายขึ้นเพื่อป้องกัน  แก้ไข  และลงโทษ  ไว้ประกอบกับสังคมนั้นๆ  นั่นคือจุดประสงค์
                  เหตุผลสุดท้ายคือ
                  ที่มาของกฎหมาย=  โดยมนุษย์ทั้งหลายมอบกฎหมายผ่านผู้นำของตนให้มีสภาพบังคับสู่สังคม
                  เมื่อมีปัญหาที่กระทบสิทธิคนในสังคมแล้ว  สังคมก็ต้องจัดคณะผู้มีความรู้ความเข้าใจในปัญหา  อาจจะเป็นกลุ่มคน  หรือคนคนเดียวก็ได้  แล้วการจัดการวางหลักความเชื่อมั่นในสังคมนั้นๆ  แต่บุคคลผู้ที่ตราหรือร่วมตรากฎหมาย  ย่อมเป็นคนที่มีคุณธรรมจริยธรรมอย่างเห็นได้ชัด  ในต่อหน้าและลับหลัง  เมือตราเป็นกฎหมายแล้วสิ่งสำคัญคือ  มีสภาพบังคับ  เพราะถ้าไม่มีสภาพบังคับแล้วแม้นกฎหมายนั้นจะดีเพียงใด  ก็จะเป็นแค่เศษกระดาษเท่านั้น  คือเมือมีกฎหมายจากผู้ร่างแล้ว  ก็ต้องมีการประกาศใช้การประชาพิจารของประชาชนโดยการดำเนินการจัดให้มี  คือผู้นำของสังคม  กฎหมายอาจเขียนโดยประชาชนหรือผู้นำคนเดียวก็ได้  แต่ประชาชนยินดียอมรับไว้เป็นกฎหมาย  ก็ถือว่ามีสภาพบังคับแล้ว  ประชาชนจะละเมิด  หรือทำการอันขัดต่อกฎหมายนั้นหาได้ไม่  หากยังฝ่าฝืนก็ต้องจัดการตามการที่ตกลงไว้แล้วนั้น
                     เหตุผลทั้งหมดแนวคิดทั้งหมดคือความคิดส่วนบุคคล  หาใช่ความจริงที่ผ่านการยอมรับกันทุกประการ  ท่านผู้อ่านโปรดใช้วิจารนยานในการตีความ  หรือเสพมูลข่าวสารนะครับ

...............................................................................................................................รัษฎาเพ็ชร.....
7/9/53 โพสต์โดย สิทธิพงศ์ รัษฎาเพ็ชร
8 จาก 14
กำลังหาอยู่เหมือนกันคะแต่เป็นคำศัพท์คะ
5/1/54 โพสต์โดย กริ๊วกร๊าว หง่าวน้อย
9 จาก 14
.                                                          หลักกฎหมาย  (กฎข้อความ)
     สมมุติฐาน  ทางความคิดบนหลักความจริงที่เป็นไปได้  นั่นคือ ทฤษฎี  ทฤษฏีที่ได้พิสูจน์ความจริง   ตรวจสอบความถูกต้อง
 ได้ อย่าง ชัดเจน     เป็นที่ยอมรับของทุกคนและทุกฝ่าย   โดยไม่มีข้อโต้แย้งหรือมีข้อโต้แย้งน้อยที่สุด    เราเรียกว่า  กฎ ( LAW )
ศาสตร์แต่ละศาสตร์    มีกฎที่แตกต่างกันไป  อาทิเช่น  วิทยาศาสตร์ , คณิตศาสตร์ , กลศาสตร์ , เกษตรศาสตร์ , พลศาสตร์ , ดาราศาสตร์ , พุทธศาสตร์ และศาสตร์อื่นๆอีกมากมาย   จากการวิเคราะห์และตรวจสอบโดยละเอียด  ทฤษฎีทุกทฤษฎี  กฎทุกกฎ  ในศาสตร์ทุกศาสตร์  ล้วนมาจากหลักการพื้นฐานเดียวกันทั้งหมดทั้งสิ้น  จึงสรุปได้ว่า  กฎ ( LAW )  คือ ทฤษฎีที่ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ   มีเนื้อหาสารประโยชน์  ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง   พิสูจน์และตรวจสอบความถูกต้องได้อย่างชัดเจน   เป็นที่ยอมรับของทุกคนทุกฝ่าย  โดยไม่มีใครโต้แย้งได้หรือมีข้อโต้แย้งน้อยที่สุด  ( อันเนื่องมาจากยังไม่มีสิ่งที่ถูกต้องมากกว่า  ชัดเจนมากกว่ามาแทนที่ )
จากเหตุผลทั้งหมดจึงสรุป   หลักเกณฑ์ของกฎ (LAW)   ได้  4  ข้อ ( บังคับ )  เป็นอย่างน้อย
    1. ต้องมีที่มาที่ไป  มีเนื้อหาสารประโยชน์  ที่ถูกต้องเป็นจริง                                                                                                      
    2.   ต้องพิสูจน์ความจริง  และตรวจสอบความถูกต้อง   ได้อย่างชัดเจน                    
    3.  ต้องเป็นที่ยอมรับของทุกคน  และ  ทุกฝ่าย                                                 4.     ต้องไม่มีใครโต้แย้งได้   หรือมีข้อโต้แย้งน้อยที่สุด
ผู้ที่สามารถออกกฎ ( LAW )ได้คือใคร      คำตอบคือ   บุคคลผู้ซึ่งมีอัจฉริยะทางความคิด  มีสติปัญญาความรอบรู้อันเป็นเลิศ
รู้แจ้งเห็นจริงหรือตรัสรู้  ดั่งองค์พระพุทธเจ้า   และบุคคลสำคัญที่สร้างกฎไว้ในศาสตร์แต่ละศาสตร์   ให้เราได้ศึกษาเล่าเรียนกัน เป็นต้น

กฎ ( LAW ) แบ่งออกได้เป็น  2 กลุ่ม ประเภท     ตามคุณสมบัติ  และ  ลักษณะจำเพาะ
     1. กฎ (LAW) ที่มีลักษณะ  ส่วนใหญ่หรือทั้งหมด   เป็นถ้อยความหรือข้อความ  ใช้อักษรย่อมิได้   ใช้อักขระแทนมิได้
เป็นกฎพื้นฐานทั่วไป   เข้าใจง่าย   มีความรู้พื้นฐาน   อ่านออกเขียนได้ก็เพียงพอ    พิสูจน์ได้ด้วยกายภาพหรือเครื่องมือพื้นฐานทั่วไป
(เช่น ใช้สายตา ,ไม้บรรทัด)   ตัวอย่างเช่น    กฎแห่งกรรมและกฎของเหตุและผล (พุทธศาสตร์)   เช่น   ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ,  เมื่อมีเหตุก็ต้องมีผล  เมื่อดับที่เหตุก็จะไม่เกิดผล   เป็นต้น   กฎของธรรมชาติ   ว่าด้วยน้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ , น้ำขึ้นน้ำลง , ลมบกลมทะเล , ฟ้าร้องฟ้าผ่า  เป็นต้น    กฎของการจราจรว่าด้วย  ไฟเหลือง  ,  ไฟเขียว  ,  ไฟแดง  เป็นต้น  กฎของกาลเวลา ว่าด้วย  วัน , เดือน , ปี  , ชั่วโมง , นาที     เป็นต้น  กฎของการเล่นเกมและกีฬาต่างๆ   เช่น เล่นหมากรุก  (การเดินของม้า , เรือ , เบี้ย , โคน , ขุน) เป็นต้น
    2. กฎ (LAW) ที่มีลักษณะ  มิได้เป็นข้อความ หรือมีส่วนน้อยเป็นข้อความ ใช้อักษรย่อแทนได้ หรือใช้อักขระแทนได้
เป็นกฎชั้นสูงเข้าใจยาก   ต้องมีความรู้ชั้นสูงถึงจะเข้าใจ   พิสูจน์ได้ด้วยเครื่องมือพิเศษ    มีความละเอียด   มีความเที่ยงตรง  และ  มีความว่องไวสูง  (  เช่น  คอมพิวเตอร์ , ออสซิโลสโคป  )  ตัวอย่างเช่น    E  =  I × R ( โอห์ม  LAW)  ,  E  =  m.c²   ,   ∑F  =  m.a  ( นิวตัน LAW ) ,     P  =   E.I . ( cos Ø )  ,   ∫ƒ(x)dx    เป็นต้น

กฎหมายคืออะไร   กฎหมายมาจากคำว่า  กฎ + หมาย  คำว่า "กฎ" มีความหมายซึ่งได้อธิบายไปแล้ว  ส่วนคำว่า "หมาย"เป็นลักษณะของนาม   หมายถึงข้อความ   เช่นจดหมาย   หมายถึง   การจดบันทึกเป็นข้อความ    ดังนั้น  กฎหมายจึงหมายถึงกฎที่มีลักษณะเป็นข้อความ    ซึ่งมีคุณสมบัติและลักษณะจำเพาะ   เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎในกลุ่มประเภทที่ (1) ซึ่งได้อธิบายไปแล้ว

กฎหมู่คืออะไร    ต่างจากกฎหมายอย่างไร  กฎหมู่มาจากคำว่า  กฎ + หมู่   คำว่า กฎ มีความหมายซึ่งได้อธิบายไปแล้ว  
และคำว่าหมู่  หมายถึงหมู่คน     และคนที่สามารถออกกฎได้คือ   ผู้ที่มีอัจฉริยะทางความคิด       มีสติปัญญาความรอบรู้อันเป็นเลิศ
รู้แจ้งเห็นจริง   เป็นต้น  เมื่อนำกฎหมู่มาเขียนเป็นข้อความ   มีคุณสมบัติและลักษณะจำเพาะเป็นไปตามหลักของกฎในกลุ่ม
ประเภทที่ (1) ซึ่งก็คือ   กฎหมายนั่นเอง

กฎหมายเป็นข้อบังคับ   กฎทุกกฎรวมทั้งกฎหมาย   เป็นข้อบังคับด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว   เช่น กฎการบวก  2 + 2 =  4   บวกยังไงก็ได้เท่ากับ  = 4   ซึ่งเป็นข้อบังคับตามหลักของกฎ   มีความถูกต้องเป็นจริง  พิสูจน์ได้   เป็นที่ยอมรับของทุกคน    และ   ไม่มีใครโต้แย้งได้   กฎหมายจราจรว่าด้วยไฟจราจร  มีข้อบังคับ  เช่น ไฟเขียวให้รถวิ่ง ไฟแดงให้รถหยุด ( แยกไหนมีไฟแดงให้รถวิ่ง  หรือ  มีไฟจราจรสีน้ำเงินช่วยแจ้งที )  กฎของกาลเวลา  มีข้อบังคับ  เช่น 1 ปี = 12 เดือน  ,  1 วัน  =  24  ชั่วโมง  ( ปฏิทินบ้านใครมี  1 ปี  =  13 เดือน หรือ เวลาบ้านใคร  มี 1 วัน =  25  ชั่วโมง  ช่วยแจ้งที )   และอีกตัวอย่างเช่น   กฎหมายของธรรมชาติว่าด้วยน้ำ   เป็นของเหลวต้องไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ   เป็นข้อบังคับด้วยตัวของมันเอง  ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎ   เมื่อนำข้อบังคับนี้ไปใช้แก้ปัญหาน้ำท่วมขัง   โดยขุดทางเพื่อระบายน้ำไหลลงสู่คลอง   เป็นการบังคับให้น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ   ลงสู่คลองทิ้งไป     ทำให้สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมขังนี้ได้

ข้อบังคับมิใช่กฎหมาย   ข้อบังคับ เป็นเรื่องของการใช้อำนาจ   ผู้ที่มีอำนาจมากกว่าสามารถบังคับ  ผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่าหรือไม่มีอำนาจ  ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของผู้มีอำนาจมากกว่า   ซึ่งการใช้อำนาจดังกล่าวขึ้นอยู่กับการปกครองแต่ละรูปแบบ   ในปัจจุบันประเทศไทยใช้ การปกครองแบบประชาธิปไตย  อันมีปวงชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย   ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุด และ ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ  อยู่ในตัวคนไทยทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน  เมื่ออำนาจอธิปไตยแต่ละอธิปไตย  หลายๆอธิปไตยร่วมเป็นธิปไตยของปวงประชา   ที่เรียกว่า ประชาธิปไตย  ผลของประชาธิปไตยได้อำนาจธิปไตย   นำไปใช้บังคับ , ควบคุม , กำกับ , ตรวจสอบ , ประเมินผล และ ให้คุณให้โทษ กับเจ้าหน้าที่ได้แก่ ข้าราษฏร  ข้าราชการ  และ  ผู้แทนประชาชน  ทั้งในระดับท้องถิ่น  ระดับจังหวัด  และ ระดับประเทศ   ให้ทำงานอย่างมีคุณภาพ  มีประสิทธิภาพ และ มีประสิทธิผลสูงสุด  ซึ่งจะกล่าวให้ทราบในเรื่องของ    การปกครอง  ( แบบประชาธิปไตย )   และเพื่อมิให้เกิดปัญหา   จากการใช้อำนาจอธิปไตยอันเป็นสิทธิและหน้าที่  จนเกินขอบเขตเกินเลย  หรือ  ละเว้น  ละเลย  เพิกเฉย  ไม่ใช้อำนาจอธิปไตยอันเป็นสิทธิและหน้าที่    จนเกิดความเสียหาย  ต่อชีวิตและทรัพย์สินของ  ผู้อื่น  อาชีพอื่น  หน่วยงานอื่น   และองค์กรอื่น  จึงจำเป็นต้องมีข้อบังคับไว้ป้องกันและควบคุมการใช้อำนาจ ซึ่งจะกล่าวให้ทราบในเรื่องของ อำนาจอธิปไตย ( เป็นของปวงชน )    ข้อบังคับที่มิได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎ มิใช่กฎ   หากไม่มีคุณสมบัติและลักษณะจำเพาะเป็นถ้อยความหรือข้อความ   มิใช่กฎหมาย

 กฎหมายจราจร  และ กฎจราจร    ในการสร้างบ้านหรือตึกจำเป็นต้องมีกฎเป็นแนวทางในการปฏิบัติ    เพื่อให้เกิดความปลอดภัย   มั่นคง  แข็งแรง  ทนทาน  และประหยัดค่าใช้จ่าย     ต้องมีข้อบังคับตามหลักเกณฑ์ของกฎในศาสตร์ว่าด้วยการก่อสร้าง  เช่นใช้เหล็กเส้นขนาดเท่าไร    ใช้ปูนชนิดอะไร    ปูนก่อมีส่วนผสมของหิน  ปูน  และทราย  เป็นเท่าไร     ปูนฉาบมีส่วนผสมของหิน  ปูน  และทราย  เป็นเท่าไร    ใช้เสากี่ต้น    เสาแต่ละต้นมีขนาดเท่าไร   เป็นต้น   คำถามเหล่านี้มีคำตอบที่ชัดเจน ในศาสตร์ว่าด้วยการก่อสร้าง  ซึ่งมีความถูกต้องเป็นจริง  พิสูจน์ได้   เป็นที่ยอมรับของทุกคน   และ  ไม่มีใครโต้แย้งได้หรือมีข้อโต้แย้งน้อยที่สุด
      เช่นเดียวกับการใช้รถใช้ถนน  จำเป็นต้องมีกฎจราจรเป็นแนวทางในการปฏิบัติ  เพื่อให้เกิดความสะดวก  รวดเร็ว  ปลอดภัย  และ  ประหยัดพลังงาน   ซึ่งต้องมีข้อบังคับตามหลักเกณฑ์ของกฎในศาสตร์ของการจราจร   กฎจราจรว่าด้วยทางโค้ง  เช่น ต้องมีรัศมีโค้งกี่เมตร    ต้องมีความชัน( SLOPE) กี่องศา   ที่ความเร็ว  0 – 120   +10%   กิโลเมตร/ชั่วโมง  เป็นต้น   ว่าด้วยทางยูเทริน   เช่น   การกำหนดจุดที่เหมาะสม    ช่องทางต้องกว้างกี่เมตร    ต้องยาวกี่เมตร    ต้องมีรัศมีโค้งกี่เมตร  เป็นต้น  ( ช่องทางยูเทรินแบบสองทิศทาง   ทำให้รถที่มายูเทริน   เกิดการบดบังซึ่งกันและกัน    มองไม่เห็นรถที่วิ่งสวนมา   ทำให้เกิดอุบัติเหตุ  )   ว่าด้วยทางสามแยก   เช่น   ช่องทางเลี้ยวต้องยาวกี่เมตร   ต้องกว้างกี่เมตร    ตำแหน่งไฟส่องสว่าง    ตำแหน่งป้ายจราจร    ตำแหน่งสัญญาณไฟจราจร    ขนาดของไฟจราจร  เป็นต้น  ว่าด้วยการรวมช่องจราจร  เช่น ก่อนรวมช่องทางต้องมีระยะกี่เมตร  เป็นต้น ( การรวมช่องจราจรในระยะกะชั้นชิดทำให้เกิดอุบัติเหตุ)    ว่าด้วยสัญญาณไฟจราจร  เช่น  ไฟแดงกี่วินาที  ไฟเขียวและเหลืองกี่วินาที   เวลาว่างก่อนเปลี่ยนทางจราจรกี่วินาที   เป็นต้น
( เวลาว่าง  เป็นการหลีกเลี่ยงปรากฏการของแรงเฉื่อยในการเคลื่อนที่ของรถ  ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับของกฎทรงพลังงาน  ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงกฎ   หรือ   เอาชนะกฎได้   จึงจำเป็นต้องหลีกเลี่ยง  โดยชดเชยเป็นเวลาว่าง  ก่อนอีกด้านจะเป็นไฟเขียว)  และ  กฎจราจรว่าด้วยเส้นวิกฤต    เช่น  เส้นวิกฤตมีระยะห่างจากทางแยกกี่เมตร    ที่ความเร็ว  0 – 120   +10%   กิโลเมตร/ชั่วโมง  เส้นมีความหนาเท่าไร   เป็นต้น  ( เส้นวิกฤตเป็นเส้นที่ช่วยในการตัดสินใจ  ว่าต้องหยุดรถหรือวิ่งผ่านไป   ในช่วงเวลาคาบลูกคาบดอก  ซึ่งสายตามนุษย์วัดระยะทางไม่ได้ )   คำถามเหล่านี้ต้องมีคำตอบ  ตามหลักของกฎในศาสตร์ของการจราจร  ซึ่งต้องมีที่มาที่ไป  มีเนื้อหาสารประโยชน์   ที่ถูกต้องเป็นจริง  พิสูจน์ได้ชัดเจน   เป็นที่ยอมรับของทุกคน ทุกฝ่าย  และ  ไม่มีใครโต้แย้งได้หรือมีข้อโต้แย้งน้อยที่สุด  

 โจทย์คำถาม
1    กฎหมายคืออะไร    มีหลักเกณฑ์อย่างไร    และ     ประชาชนได้ประโยชน์อย่างไร  ?
ตอบ ...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
2    ผู้ที่สามารถออกกฎหมายคือใคร  ตามหลักกฎหมาย  ต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง   ?
ตอบ ...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
3    การดูแล รักษา กำกับ ตรวจสอบกฎหมาย    ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย      เป็นหน้าที่ของอาชีพอะไร   ?
ตอบ ...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
4    กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย    ตามหลักกฎหมาย   หมายถึงอย่างไร  ?
ตอบ ...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
5    รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติสูงสุด   ประกอบด้วย  การปกครองสูงสุด  กฎหมายสูงสุด   การใช้อำนาจสูงสุด(อธิปไตย)   และ ความยุติธรรมสูงสุด   รัฐธรรมนูญในส่วนที่เป็นกฎหมายสูงสุด   สูงสุดอย่างไร    ถูกต้องตามหลักกฎหมายหรือไม่อย่างไร   ?
ตอบ ...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
6    กฎหมายเป็นข้อ(ความ)บังคับ  แต่ข้อ(ความ)บังคับมิใช่กฎหมาย    เป็นเพราะอะไร  ?  
ตอบ       ........................................................................................................................................................................................
              ........................................................................................................................................................................................
7    กฎจราจรเป็นกฎในการใช้รถใช้ถนน   ให้เกิดประสิทธิภาพในด้าน  ความสะดวก  รวดเร็ว   ปลอดภัย และ ประหยัดพลังงาน
เช่น  กฎว่าด้วยทางโค้ง , กฎว่าด้วยทางแยก  , กฎว่าด้วยทางยูเทริน ,  กฎว่าด้วยสัญญาณไฟจราจร , กฎว่าด้วยป้ายจราจร  
เป็นต้น   เมื่อกฎจราจรเป็นกฎ    ต้องมีความถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกฎ 100%   แล้วปัญหาที่พบ  เช่น โค้งอันตราย
แยกอันตราย , จุดยูเทรินอันตราย , ช่องจราจรอันตราย , ปัญหารถติด , จราจรสับสนวุ่นวายไปหมด   เป็นเพราะอะไร  ?  
ตอบ ...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
8    เมื่อกฎหมายผิดหรือขัดต่อหลักกฎหมาย ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย เช่นกฎหมายจราจรผิดหรือขัดต่อหลักกฎหมาย
ของการจราจร   ก่อให้เกิด   อุบัติเหตุบนท้องถนน   บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก    ใครเป็นผู้รับผิดชอบ    และรับผิดชอบอย่างไร   ?
ตอบ ...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
9   กฎเป็นพื้นฐานของการศึกษา   แต่เป็นหัวใจของความรู้    เพราะถ้าไม่รู้หรือรู้ไม่จริง   ตีโจทย์ไม่แตก   ตอบโจทย์ไม่ถูก    ก็แก้ปัญหาไม่ได้    ฉะนั้นผู้ที่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน  จึงหมายถึงผู้มีความรู้     ท่านได้นำความรู้ไปใช้ในการ   วิเคราะห์ปัญหา   ตอบปัญหา   และ  แก้ไขปัญหาต่างๆ     ให้สำเร็จลุล่วง    เพื่อประโยชน์ต่อตนเอง    สังคม   และประเทศชาติ     อย่างไร  ?  
ตอบ ...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
8/5/54 โพสต์โดย ปัญญาคน
10 จาก 14
สรุป

กฎ ( LAW )  คือ ทฤษฎีที่ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ   มีเนื้อหาสารประโยชน์  ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง   พิสูจน์และตรวจสอบความถูกต้องได้อย่างชัดเจน   เป็นที่ยอมรับของทุกคนทุกฝ่าย  โดยไม่มีใครโต้แย้งได้หรือมีข้อโต้แย้งน้อยที่สุด  ( อันเนื่องมาจากยังไม่มีสิ่งที่ถูกต้องมากกว่า  ชัดเจนมากกว่ามาแทนที่ )

กฎหมายมาจากคำว่า  กฎ + หมาย  คำว่า "กฎ" มีความหมายซึ่งได้อธิบายไปแล้ว  ส่วนคำว่า "หมาย"เป็นลักษณะของนาม   หมายถึงข้อความ   เช่นจดหมาย   หมายถึง   การจดบันทึกเป็นข้อความ      

ดังนั้นกฎหมายจึงหมายถึงข้อความที่ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ   มีเนื้อหาสารประโยชน์  ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง   พิสูจน์และตรวจสอบความถูกต้องได้อย่างชัดเจน   เป็นที่ยอมรับของทุกคนทุกฝ่าย  โดยไม่มีใครโต้แย้งได้หรือมีข้อโต้แย้งน้อยที่สุด  ( อันเนื่องมาจากยังไม่มีสิ่งที่ถูกต้องมากกว่า  ชัดเจนมากกว่ามาแทนที่ )
13/5/54 โพสต์โดย ปัญญาคน
11 จาก 14
สรุป
อย่านำไปปนกันครับ   แนวทางปฏิบัติสูงสุด  ประกอบด้วย  การปกครองสูงสุด  กฎหมายสูงสุด   การใช้อำนาจสูงสุด(อธิปไตย)   และ ความยุติธรรมสูงสุด  

การปกครอง  เป็นเรื่องของการคาบคุมเจ้าหน้าที่  ให้ทำงานอย่างมีคุณภาพ   มีประสิทธิภาพ  แลมี               ประสิทธิผลสูงสุด

กฎหมาย      เป็นเรื่องของถูกต้องที่สุด

การใช้อำนาจสูงสุด(อธิปไตย)  เป็นเรื่องของการใช้อำนาจอธิปไตย อันเป็นสิทธิ  และหน้าที่   ของประชาชน

ความยุติธรรม   เป็นเรื่องของการยุติปัญหายุติความขัดแย้ง   ไม่ใช่ยุติที่กฎหมาย   แต่เป็นการนำการปกครอง  นำกฎหมาย  และนำอำนาจอธิปไตย อันเป็นสิทธิ  และหน้าที่  ของประชาชน  เข้ามาประมวลผล  เพื่อหาข้อยุติปัญหา  ยุติความขัดแย้ง   และให้ความเป็นธรรม  หรือสมดุลย์  ของผลประโยชน์  และผลของโทษ  เช่นการลงโทษผู้กระทำคามผิด ให้สมดุลย์กับมูลค่าความเสียหายที่ได้กระทำไว้  ต่อชีวิตและทรัพย์สิน  ของผู้อื่น  
ประดุจดั่ง    ตาชั่งคาน   ซึ่งเป็นสัญลักษณ์  ของความยุติธรรม  
และตาชั่งต้องนิ่งไม่แกว่ง(ยุติ)  และต้องสมดุลย์ไม่เอียงข้าง(ธรรม)  หากตาชั่งไม่ตรงต้องเปลี่ยนหรือทำลายทิ้ง
14/5/54 โพสต์โดย ปัญญาคน
12 จาก 14
กฎเกณฑ์ หรือ ข้อบังที่ได้บัญญัติขึ้นโดยผู้มีอำนาจ วัตถุประสงค์
เพื่อควมคุมพฤติกรรมบุคคลในสังคมอย่างไดอย่างนึ่ง
และหากฝ่าฝีนผู้นั้นจะมีความผิด
9/6/54 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
13 จาก 14
ข้อบังคับ
16/11/54 โพสต์โดย ป้อง ปืนโต
14 จาก 14
กฎหมาย คือ กฎเกณฑ์ที่บุคคลพึงปฏิบัติ

สาระสำคัญอง กม. คือ บุคคล สิทธิ หน้าที่

ลักษณะโดยทั่วไป คือ

- ออกโดยรัฐฎาธิปัตย์ คือ ผู้มีอำนาจในการออก กม.องรัฐ คือ สภา

- กฎหมายมีสภาพบังคับ  บังคบให้ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจ

- ใช้ได้ทั่วไป ใช้ได้ทั่วไปกับบุคคลทุกคน โดยเสมอภาคเท่าเทียมกัน

- ใช้ได้เสมอ กฎหมายนอนหลับแต่ไม่ตาย ใช้ได้เสมอจนกว่าจะมี การตรากฎหมายมาบอกล้าง

- กฏหมายไม่มีผลย้อนหลัง ยกเว้นกรณีที่เป็นประโยชน์ต่อจำเลยในคดีอาญา
4/1/55 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
แบบทดสอบเรื่อง "กฎหมายเบื้องต้น" (30 ข้อ)
อยากรู้คอมพิวเตอร์หยอดเหรียญตามห้าง เราจะประกอบการต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ แล้วต้องยื่นเรื่องกับใครบ้างถึงจะถูกกฎหมายครับ
คนที่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นผิดกฎหมายไหม
รัชกาลที่5ได้มีการปฏิรูปกฎหมายโดยวิธีใด
ขายบุหรี่เป็นมวนผิดกฎหมายหรือเปล่า
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู