หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
คำสมาสคืออะไร
???????????????????
00012 16/11/51 โพสต์โดย ไม่มีชื่อ
คำตอบ
1 จาก 11
คำสมาส เป็นคำที่เกิดจากการรวมคำสองคำซึ่งต่างก็เป็นคำบาลีหรือสันสกฤตเข้าเป็นคำเดียวกัน โดยการนำมาเรียงต่อกัน ไม่ได้มีการดัดแปลงรูปอักษร มีการออกเสียง อะ อิ อุ ระหว่างคำ เช่น ประวัติ+ศาสตร์ → ประวัติศาสตร์

และ
คำสมาส
การสร้างคำสมาสในภาษาไทยได้แบบอย่างมาจากภาษาบาลีและสันสกฤต   โดยนำคำบาลี-สันสกฤต   ตั้งแต่สองคำมาต่อกันหรือรวมกัน
ลักษณะของคำสมาสเป็นดังนี้
๑. เป็นคำที่มาจากภาษาบาลี-สันสกฤตเท่านั้น   คำที่มาจากภาษาอื่นๆ นำมาประสมกันไม่นับเป็นคำสมาส   ตัวอย่างคำสมาส
บาลี+บาลี อัคคีภัย    วาตภัย    โจรภัย    อริยสัจ    ขัตติยมานะ    อัจฉริยบุคคล
สันสกฤต+สันสกฤต แพทยศาสตร์    วีรบุรุษ    วีรสตรี    สังคมวิทยา   ศิลปกรรม
บาลี+สันสกฤต, สันสกฤต+บาลี หัตถศึกษา    นาฎศิลป์    สัจธรรม    สามัญศึกษา
๒. คำที่รวมกันแล้วไม่เปลี่ยนแปลงรูปคำแต่อย่างใด  เช่น
วัฒน+ธรรม    =   วัฒนธรรม สาร+คดี        =   สารคดี
พิพิธ+ภัณฑ์   =   พิพิธภัณฑ์ กาฬ+ปักษ์    =   กาฬปักษ์
ทิพย+เนตร    =   ทิพยเนตร โลก+บาล     =   โลกบาล
เสรี+ภาพ      =   เสรีภาพ สังฆ+นายก  =   สังฆนายก
๓. คำสมาสเมื่อออกเสียงต้องต่อเนื่องกัน  เช่น
ภูมิศาสตร์ อ่านว่า พู-มิ-สาด
เกียรติประวัติ อ่านว่า เกียด-ติ-ประ-หวัด
เศรษฐการ อ่านว่า เสด-ถะ-กาน
รัฐมนตรี อ่านว่า รัด-ถะ-มน-ตรี
เกตุมาลา อ่านว่า เก-ตุ-มา-ลา
๔. คำที่นำมาสมาสกันแล้ว   ความหมายหลักอยู่ที่คำหลัง   ส่วนความรองจะอยู่ข้างหน้า  เช่น
ยุทธ (รบ)  +  ภูมิ (แผ่นดิน  สนาม) =   ยุทธภูมิ  (สนามรบ)
หัตถ (มือ)  +  กรรม (การงาน) =   หัตถกรรม  (งานฝีมือ)
คุรุ (ครู)   +   ศาสตร์ (วิชา) =   คุรุศาสตร์  (วิชาครู)
สุนทร (งาม  ไพเราะ)  +  พจน์ (คำกล่าว)=   สุนทรพจน์  (คำกล่าวที่ไพเราะ)

คำสนธิ
คำสนธิในภาษาไทยหมายถึงคำที่มาจากภาษาบาลี-สันสกฤต   มาเชื่อมต่อกัน
ทำให้เสียงพยางค์หลังของคำแรกกลมกลืนกันกับเสียงพยางค์แรกของคำหลัง
๑. สระสนธิ   คือการกลมกลืนคำด้วยเสียงสระ  เช่น
วิทย+อาลัย     =   วิทยาลัย พุทธ+อานุภาพ  =   พุทธานุภาพ
มหา+อรรณพ  =   มหรรณพ นาค+อินทร์       =   นาคินทร์
มัคค+อุเทศก์   =   มัคคุเทศก์ พุทธ+โอวาท     =   พุทโธวาท
รังสี+โอภาส    =   รังสิโยภาส ธนู+อาคม        =   ธันวาคม
๒. พยัญชนะสนธิ   เป็นการกลมกลืนเสียงระหว่างพยัญชนะกับพยัญชนะ   ซึ่งไม่ค่อยมีใช้ในภาษาไทย  เช่น
รหสฺ + ฐาน     =   รโหฐาน มนสฺ + ภาว   =   มโนภาว  (มโนภาพ)
ทุสฺ + ชน        =   ทุรชน นิสฺ + ภย       =   นิรภัย
๓. นฤคหิตสนธิ   ได้แก่การเชื่อมคำที่ขึ้นต้นด้วยนฤคหิตหรือพยางค์ท้ายของคำหน้าเป็นนฤคหิต  กับคำอื่นๆ  เช่น
สํ + อุทัย     =   สมุทัย สํ + อาคม     =   สมาคม
สํ + ขาร      =   สังขาร                สํ + คม         =   สังคม
สํ + หาร     =   สังหาร สํ + วร          =    สังวร
16/11/51 โพสต์โดย Miscellanous
2 จาก 11
คำสมาส เป็นคำที่เกิดจากการรวมคำสองคำซึ่งต่างก็เป็นคำบาลีหรือสันสกฤตเข้าเป็นคำ เดียวกัน โดยการนำมาเรียงต่อกัน ไม่ได้มีการดัดแปลงรูปอักษร
16/11/51 โพสต์โดย wooddy
3 จาก 11
สมาส หมายถึง ชน

คือเอาคำมาชนกัน
21/7/53 โพสต์โดย mybox.mgr
4 จาก 11
ไม่เข้าใจอะเเต่ก็ทำให้รู้ว่ามายังไง
7/4/54 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
5 จาก 11
ขอบคุณค่ะ
28/6/54 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
6 จาก 11
เนื้อหาดีมากๆครับ ^^
27/10/54 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
7 จาก 11
ขอบคุณมากๆครับ พี่น้อง
24/2/55 โพสต์โดย halovena
8 จาก 11
คำสมาส คือ คำที่เกิดจากการนำคำในภาษาบาลีและสันสกฤตมารวมเข้าด้วยกัน เพื่อทำให้เกิดคำใหม่ ที่มีความหมายใหม่ โดยยังมีเค้าของความหมายเดิมอยู่

การสมาสคำ คือ เป็นวิธีการสร้างคำในภาษาบาลีและสันสกฤตเช่นเดียวกับคำประสมของไทย โดยนำคำตั้งแต่ 2 คำมารวมกันเป็นคำเดียว ซึ่งมีลักษณะคล้ายคำประสม แต่มีข้อแตกต่างกัน คือ คำสมาสนั่นคำหลักมักจะอยู่ข้างหลัง คำขยายมักอยู่ข้างหน้า ถ้าเป็นคำประสมก็จะกลับกันคือ คำหลักอยู่ข้างหน้า คำขยายอยู่ข้างหลัง เช่น

เมืองหลวง คำหลัก คือ เมือง อยู่ข้างหน้า (เป็นคำประสม)

ราชธานี คำหลัก คือ ธานี อยู่ข้างหลัง (เป็นคำสมาส)

หลักสังเกตคำสมาสในภาษาไทย
เกิดจากคำมูลตั้งแต่สองคำขึ้นไป


เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตเท่านั้น จะต้องเป็นคำที่มาจากภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต มาสมาสกัน เช่น กาฬพักตร์ ภูมิศาสตร์ ราชธรรม บุตรทาน อักษรศาสตร์ อรรถคดี ฯลฯ จะนำคำไทยหรือคำภาษาอื่นมาสมาสกับคำบาลี หรือสันสกฤตไม่ได้ ถือว่าไม่ใช่คำสมาส เช่น

พยางค์สุดท้ายของคำหน้า หากมีสระ อะ หรือมีตัวการันต์อยู่ ให้ยุบตัวนั้นออก (ยกเว้นคำบางคำ เช่น กิจจะลักษณะ เป็นต้น) เช่น

แปลความจากหลังมาหน้า เช่น

ส่วนมากออกเสียงพยางค์ท้ายของคำหน้า แม้จะไม่มีรูปสระกำกับอยู่ โดยจะใช้เสียง อะ อิ และ อุ (เช่น สมณพราหมณ์ ไม่ใช่ สมณะพราหมณ์ / กาลเทศะ ไม่ใช่ กาละเทศะ) แต่บางคำก็ไม่ออกเสียง (เช่น สมัยนิยม สมุทรปราการ)


คำว่า "วร" เมื่อสมาสกับคำอื่นแล้ว จะนำมาใช้เป็นคำราชาศัพท์ในภาษาไทย และจะแผลงเป็น "พระ" ก็ถือว่าเป็นคำสมาส เช่น


การอ่านออกเสียงระหว่างคำ เมื่อจะอ่านคำสมาส จะต้องอ่านให้มีเสียงสระเชื่อมติดกันระหว่างคำหน้ากับคำหลัง ถ้าระหว่างคำไม่มีรูปสระ ให้อ่านเหมือนมีสระอะประสมอยู่ เช่น

คำที่มีคำเหล่านี้อยู่ด้วย มักจะเป็นคำสมาส คือ การ กร กรรม คดี ธรรม บดี ภัย ภัณฑ์ ภาพ ลักษณ์ วิทยา ศาสตร์ ศึกษา ศิลป์
ราชวัง (บาลี + ไทย)
ทุนทรัพย์ (ไทย + สันสกฤต)
สรรพสิ่ง (สันสกฤต + ไทย)
กระยาสารท (เขมร + บาลี)
บายศรี (เขมร + สันสกฤต)
ราชธานี คำหลัก คือ ธานี อยู่ข้างหลัง (เป็นคำสมาส)

หลักสังเกตคำสมาสในภาษาไทย
เกิดจากคำมูลตั้งแต่สองคำขึ้นไป


เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตเท่านั้น จะต้องเป็นคำที่มาจากภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต มาสมาสกัน เช่น กาฬพักตร์ ภูมิศาสตร์ ราชธรรม บุตรทาน อักษรศาสตร์ อรรถคดี ฯลฯ จะนำคำไทยหรือคำภาษาอื่นมาสมาสกับคำบาลี หรือสันสกฤตไม่ได้ ถือว่าไม่ใช่คำสมาส เช่น

พยางค์สุดท้ายของคำหน้า หากมีสระ อะ หรือมีตัวการันต์อยู่ ให้ยุบตัวนั้นออก (ยกเว้นคำบางคำ เช่น กิจจะลักษณะ เป็นต้น) เช่น

แปลความจากหลังมาหน้า เช่น

ส่วนมากออกเสียงพยางค์ท้ายของคำหน้า แม้จะไม่มีรูปสระกำกับอยู่ โดยจะใช้เสียง อะ อิ และ อุ (เช่น สมณพราหมณ์ ไม่ใช่ สมณะพราหมณ์ / กาลเทศะ ไม่ใช่ กาละเทศะ) แต่บางคำก็ไม่ออกเสียง (เช่น สมัยนิยม สมุทรปราการ)


คำว่า "วร" เมื่อสมาสกับคำอื่นแล้ว จะนำมาใช้เป็นคำราชาศัพท์ในภาษาไทย และจะแผลงเป็น "พระ" ก็ถือว่าเป็นคำสมาส เช่น


การอ่านออกเสียงระหว่างคำ เมื่อจะอ่านคำสมาส จะต้องอ่านให้มีเสียงสระเชื่อมติดกันระหว่างคำหน้ากับคำหลัง ถ้าระหว่างคำไม่มีรูปสระ ให้อ่านเหมือนมีสระอะประสมอยู่ เช่น

คำที่มีคำเหล่านี้อยู่ด้วย มักจะเป็นคำสมาส คือ การ กร กรรม คดี ธรรม บดี ภัย ภัณฑ์ ภาพ ลักษณ์ วิทยา ศาสตร์ ศึกษา ศิลป์
ชีวะ + วิทยา = ชีววิทยา
ธุระ + กิจ = ธุรกิจ
ทันต์ + กรรม = ทันตกรรม
สัตว์ + แพทย์ = สัตวแพทย์
ราชธานี คำหลัก คือ ธานี อยู่ข้างหลัง (เป็นคำสมาส)

หลักสังเกตคำสมาสในภาษาไทย
เกิดจากคำมูลตั้งแต่สองคำขึ้นไป


เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตเท่านั้น จะต้องเป็นคำที่มาจากภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต มาสมาสกัน เช่น กาฬพักตร์ ภูมิศาสตร์ ราชธรรม บุตรทาน อักษรศาสตร์ อรรถคดี ฯลฯ จะนำคำไทยหรือคำภาษาอื่นมาสมาสกับคำบาลี หรือสันสกฤตไม่ได้ ถือว่าไม่ใช่คำสมาส เช่น

พยางค์สุดท้ายของคำหน้า หากมีสระ อะ หรือมีตัวการันต์อยู่ ให้ยุบตัวนั้นออก (ยกเว้นคำบางคำ เช่น กิจจะลักษณะ เป็นต้น) เช่น

แปลความจากหลังมาหน้า เช่น

ส่วนมากออกเสียงพยางค์ท้ายของคำหน้า แม้จะไม่มีรูปสระกำกับอยู่ โดยจะใช้เสียง อะ อิ และ อุ (เช่น สมณพราหมณ์ ไม่ใช่ สมณะพราหมณ์ / กาลเทศะ ไม่ใช่ กาละเทศะ) แต่บางคำก็ไม่ออกเสียง (เช่น สมัยนิยม สมุทรปราการ)


คำว่า "วร" เมื่อสมาสกับคำอื่นแล้ว จะนำมาใช้เป็นคำราชาศัพท์ในภาษาไทย และจะแผลงเป็น "พระ" ก็ถือว่าเป็นคำสมาส เช่น


การอ่านออกเสียงระหว่างคำ เมื่อจะอ่านคำสมาส จะต้องอ่านให้มีเสียงสระเชื่อมติดกันระหว่างคำหน้ากับคำหลัง ถ้าระหว่างคำไม่มีรูปสระ ให้อ่านเหมือนมีสระอะประสมอยู่ เช่น

คำที่มีคำเหล่านี้อยู่ด้วย มักจะเป็นคำสมาส คือ การ กร กรรม คดี ธรรม บดี ภัย ภัณฑ์ ภาพ ลักษณ์ วิทยา ศาสตร์ ศึกษา ศิลป์
ราชบุตร แปลว่า บุตรของพระราชา
เทวบัญชา แปลว่า คำสั่งของเทวดา
ราชการ แปลว่า งานของพระเจ้าแผ่นดิน
ราชธานี คำหลัก คือ ธานี อยู่ข้างหลัง (เป็นคำสมาส)
เกิดจากคำมูลตั้งแต่สองคำขึ้นไป


เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตเท่านั้น จะต้องเป็นคำที่มาจากภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต มาสมาสกัน เช่น กาฬพักตร์ ภูมิศาสตร์ ราชธรรม บุตรทาน อักษรศาสตร์ อรรถคดี ฯลฯ จะนำคำไทยหรือคำภาษาอื่นมาสมาสกับคำบาลี หรือสันสกฤตไม่ได้ ถือว่าไม่ใช่คำสมาส เช่น

พยางค์สุดท้ายของคำหน้า หากมีสระ อะ หรือมีตัวการันต์อยู่ ให้ยุบตัวนั้นออก (ยกเว้นคำบางคำ เช่น กิจจะลักษณะ เป็นต้น) เช่น

แปลความจากหลังมาหน้า เช่น

ส่วนมากออกเสียงพยางค์ท้ายของคำหน้า แม้จะไม่มีรูปสระกำกับอยู่ โดยจะใช้เสียง อะ อิ และ อุ (เช่น สมณพราหมณ์ ไม่ใช่ สมณะพราหมณ์ / กาลเทศะ ไม่ใช่ กาละเทศะ) แต่บางคำก็ไม่ออกเสียง (เช่น สมัยนิยม สมุทรปราการ)


คำว่า "วร" เมื่อสมาสกับคำอื่นแล้ว จะนำมาใช้เป็นคำราชาศัพท์ในภาษาไทย และจะแผลงเป็น "พระ" ก็ถือว่าเป็นคำสมาส เช่น


การอ่านออกเสียงระหว่างคำ เมื่อจะอ่านคำสมาส จะต้องอ่านให้มีเสียงสระเชื่อมติดกันระหว่างคำหน้ากับคำหลัง ถ้าระหว่างคำไม่มีรูปสระ ให้อ่านเหมือนมีสระอะประสมอยู่ เช่น

คำที่มีคำเหล่านี้อยู่ด้วย มักจะเป็นคำสมาส คือ การ กร กรรม คดี ธรรม บดี ภัย ภัณฑ์ ภาพ ลักษณ์ วิทยา ศาสตร์ ศึกษา ศิลป์
วรพักตร์ เป็น พระพักตร์
วรเนตร เป็น พระเนตร
แต่ พระเก้าอี้ พระอู่ พระนอง ซึ่งมีคำพระอยู่ข้างหน้า แต่เก้าอี้ อู่ ขนอง ไม่ใช่คำบาลีและสันสกฤต คำราชาศัพท์เหล่านี้จึงไม่ใช่คำสมาส

สังเกตคำประเภทนี้โดยมากเป็นคำราชาศัพท์ เช่น พระบาท พระมัสสุ พระขรรค์ พระธิดา พระมารดา พระบิดา พระเศียร พระกรรณ พระหัตถ์ พระอนุชา พระเชษฐา
ราชธานี คำหลัก คือ ธานี อยู่ข้างหลัง (เป็นคำสมาส)
เกิดจากคำมูลตั้งแต่สองคำขึ้นไป


เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตเท่านั้น จะต้องเป็นคำที่มาจากภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต มาสมาสกัน เช่น กาฬพักตร์ ภูมิศาสตร์ ราชธรรม บุตรทาน อักษรศาสตร์ อรรถคดี ฯลฯ จะนำคำไทยหรือคำภาษาอื่นมาสมาสกับคำบาลี หรือสันสกฤตไม่ได้ ถือว่าไม่ใช่คำสมาส เช่น

พยางค์สุดท้ายของคำหน้า หากมีสระ อะ หรือมีตัวการันต์อยู่ ให้ยุบตัวนั้นออก (ยกเว้นคำบางคำ เช่น กิจจะลักษณะ เป็นต้น) เช่น

แปลความจากหลังมาหน้า เช่น

ส่วนมากออกเสียงพยางค์ท้ายของคำหน้า แม้จะไม่มีรูปสระกำกับอยู่ โดยจะใช้เสียง อะ อิ และ อุ (เช่น สมณพราหมณ์ ไม่ใช่ สมณะพราหมณ์ / กาลเทศะ ไม่ใช่ กาละเทศะ) แต่บางคำก็ไม่ออกเสียง (เช่น สมัยนิยม สมุทรปราการ)


คำว่า "วร" เมื่อสมาสกับคำอื่นแล้ว จะนำมาใช้เป็นคำราชาศัพท์ในภาษาไทย และจะแผลงเป็น "พระ" ก็ถือว่าเป็นคำสมาส เช่น


การอ่านออกเสียงระหว่างคำ เมื่อจะอ่านคำสมาส จะต้องอ่านให้มีเสียงสระเชื่อมติดกันระหว่างคำหน้ากับคำหลัง ถ้าระหว่างคำไม่มีรูปสระ ให้อ่านเหมือนมีสระอะประสมอยู่ เช่น

คำที่มีคำเหล่านี้อยู่ด้วย มักจะเป็นคำสมาส คือ การ กร กรรม คดี ธรรม บดี ภัย ภัณฑ์ ภาพ ลักษณ์ วิทยา ศาสตร์ ศึกษา ศิลป์
ประวัติศาสตร์ อ่านว่า ประ – หวัด – ติ – สาด
นิจศีล อ่านว่า นิจ – จะ – สีน
ไทยธรรม อ่านว่า ไทย – ยะ – ทำ
อุทกศาสตร์ อ่านว่า อุ – ทก – กะ – สาด
อรรถรส อ่านว่า อัด – ถะ – รด
จุลสาร อ่านว่า จุน – ละ – สาน
ราชธานี คำหลัก คือ ธานี อยู่ข้างหลัง (เป็นคำสมาส)
เกิดจากคำมูลตั้งแต่สองคำขึ้นไป
เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตเท่านั้น จะต้องเป็นคำที่มาจากภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต มาสมาสกัน เช่น กาฬพักตร์ ภูมิศาสตร์ ราชธรรม บุตรทาน อักษรศาสตร์ อรรถคดี ฯลฯ จะนำคำไทยหรือคำภาษาอื่นมาสมาสกับคำบาลี หรือสันสกฤตไม่ได้ ถือว่าไม่ใช่คำสมาส เช่น
พยางค์สุดท้ายของคำหน้า หากมีสระ อะ หรือมีตัวการันต์อยู่ ให้ยุบตัวนั้นออก (ยกเว้นคำบางคำ เช่น กิจจะลักษณะ เป็นต้น) เช่น
แปลความจากหลังมาหน้า เช่น
ส่วนมากออกเสียงพยางค์ท้ายของคำหน้า แม้จะไม่มีรูปสระกำกับอยู่ โดยจะใช้เสียง อะ อิ และ อุ (เช่น สมณพราหมณ์ ไม่ใช่ สมณะพราหมณ์ / กาลเทศะ ไม่ใช่ กาละเทศะ) แต่บางคำก็ไม่ออกเสียง (เช่น สมัยนิยม สมุทรปราการ)
คำว่า "วร" เมื่อสมาสกับคำอื่นแล้ว จะนำมาใช้เป็นคำราชาศัพท์ในภาษาไทย และจะแผลงเป็น "พระ" ก็ถือว่าเป็นคำสมาส เช่น
การอ่านออกเสียงระหว่างคำ เมื่อจะอ่านคำสมาส จะต้องอ่านให้มีเสียงสระเชื่อมติดกันระหว่างคำหน้ากับคำหลัง ถ้าระหว่างคำไม่มีรูปสระ ให้อ่านเหมือนมีสระอะประสมอยู่ เช่น
คำที่มีคำเหล่านี้อยู่ด้วย มักจะเป็นคำสมาส คือ การ กร กรรม คดี ธรรม บดี ภัย ภัณฑ์ ภาพ ลักษณ์ วิทยา ศาสตร์ ศึกษา ศิลป์

ที่มา http://www.myfirstbrain.com/student_view.aspx?ID=49692
3/1/56 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
9 จาก 11
รัฐมนตรี
27/8/56 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
10 จาก 11
นามวลีคือ
11/9/56 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
11 จาก 11
คำสมาสหมายถึง
7/3/57 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
วิธีทำ ดอกคริสมาสต์ ด้วยกระดาษย่น
ของขวัญที่นิยมให้ในวันแม่คืออะไร??
คำศักดิ์สิทธิ์ สำหรับคลายทุกข์
คุณเชื่อ..ในคำ "อธิษฐาน" หรือเปล่า...??
ช่วยหน่อย...หาคำพ้องเสียง 20 คำ
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู