หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
สวดมน
บท สวดมนต์ก่อนนอน สวดอะไรดี ครับที่ดี ครับ

ขอ มากๆ  ๆหลาย ๆๆบท หลายๆ ๆคน นะ จะลองสวด ทุกคืนเปลี่ยนไปทุกคืน เผื่ออันไหน คิดว่าดี เดียว ผมจะสวดอันนั้น

ขอความกรุณา แนะนำกระผมหนอย นะครับ
วัฒนธรรม | ศาสนา | ข้อมูล | ธรรมะ 3/4/55 โพสต์โดย เรวุฒิ
คำตอบ
1 จาก 3
บทไหนชอบก็สวดไปเลย  เอาที่ถูกใจ  แต่ที่ขาดไม่ได้คือ พุทธคุณ ธรรมคุณ  สังฆคุณ
4/4/55 โพสต์โดย LoGaRiThmLogiS1
2 จาก 3
เอาบทนี้ไปสวดละกัน
ให้ชื่อว่า ตาสว่าง

1.ใครที่ไม่ได้ทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล ไว้สำหรับตน ตั้งแต่ตอนมีชีวิตอยู่ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นคนหลง
2. ใครที่ปรารถนาอยากได้สุข แต่ไม่ได้ทำตนของตนให้ได้รับความสุข เข้าใจเสียว่าตายแล้วจึงจะได้รับความสุข ผู้นั้นก็เป็นคนหลง
3. ใครที่ปรารถนาอยากจะพ้นทุกข์ แต่ก็ไม่ได้ทำตนของตนให้พ้นจากความทุกข์ เข้าใจเสียว่าตายแล้วจึงจะพ้นจากทุกข์ ผู้นั้นก็เป็นคนหลง
4. ใครที่คิดว่าตอนมีชีวิตอยู่นี้สุขเป็นอย่างหนึ่ง ตายแล้วจะได้รับสุขอีกอย่างหนึ่ง ผู้นั้นก็เป็นคนหลง เพราะตอนมีชีวิตอยู่ก็จิตใจดวงนี้ ตอนตายไปแล้วก็ยังคงเป็นจิตใจดวงนี้อยู่ เมื่อตอนมีชีวิตอยู่มีความสุขด้วยอาการอย่างไร เมื่อตายแล้วก็มีความสุขด้วยอาการอย่างนั้น เมื่อตอนมีชีวิตอยู่มีความทุกข์ด้วยอาการอย่างไร เมื่อตายแล้วก็ย่อมมีความทุกข์ด้วยอาการอย่างนั้น
5. ใครที่ทำบุญแล้วคอยท่าให้บุญมาพาตนของตนไปให้ได้รับความสุข ผู้นั้นก็เป็นคนหลง เพราะเหตุใด บุญจึงจะพาใครไปให้ได้รับความสุข ก็ในเมื่อบุญนั้นแล คือ ความสุข จะให้ใครพาใครไปที่ไหน หากว่าทำบุญแล้ว ไม่ได้รู้สึกว่ามีความสุข ก็ได้ชื่อว่า ไม่รู้บุญ ไม่เห็นบุญ มีบุญไว้เปล่าๆ ชื่อว่า ทำบุญแล้วยังไม่พ้นนรก มิใช่ว่าทำบุญแล้วจะไม่ได้บุญ หากแต่ตัวไม่รู้ จึงไม่ได้รับความสุขนั้นแล ทำบุญแล้วก็ชื่อว่าได้รับความสุขบัดเดี๋ยวนั้น ไม่ใช่ทำแล้วนานๆ จึงจะได้ ในเวลาจะทำบุญก็ให้ระลึกว่า บุญนี้ทำเพื่ออะไร สงเคราะห์ใคร มีอานิสงฆ์อย่างไร ขณะทำก็ให้ยินดีในการทำบุญนั้น การสงเคราะห์นั้น เมื่อทำแล้ว สงเคราะห์แล้ว ก็ให้ยินดี ไม่มีจิตคิดเสียดาย เมื่อระลึกถึงก็ให้มีความสุขเช่นนั้น ชื่อว่าได้ขึ้นสวรรค์
6. ใครที่คิดเสียว่าตอนมีชีวิตอยู่นี้ ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ ไม่เป็น ก็ช่างเถอะ ไม่เป็นไร เมื่อตายแล้วจักรู้ จักเห็น จักได้ จักเป็น ผู้นั้นก็เป็นคนหลง ตอนมีชีวิตอยู่ ไม่รู้ไม่เห็นว่า ทุกข์ สุข นรก สวรรค์ มีอาการต่างกันอย่างไร? ครั้นเมื่อตายแล้วจะยิ่งซ้ำร้าย จะรู้จะเห็นได้ด้วยอาการอย่างไรเล่าหนอ
7. ใครที่คิดเสียว่าตอนมีชีวิตอยู่นี้ มีความสุขอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล เข้าใจเสียว่าตายแล้วก็จะยังได้รับความสุขอยู่เช่นนี้ก็ชื่อว่าเป็นคนหลง
8. ใครที่คิดเสียว่าตอนมีชีวิตอยู่นี้ จะทุกข์ จะสุข จะคิดชั่วอย่างไรก็ช่างเถิด เมื่อตายแล้วจะไปเกิดเป็นอะไรก็ช่างเถิด ไม่มีใครจะตามไปรู้ไปเห็น ผู้นั้นก็เป็นคนหลง
9. ใครที่คิดเสียว่าตอนมีชีวิตอยู่นี้ แม้จะมีทุกข์ใจอย่างไร ก็ช่างเถิด เราทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล ให้มากๆ ตายแล้วคงจะได้รับความสุข เช่นนี้ก็เป็นคนหลง
10. ใครที่ไม่รู้ว่า การรักษาศีลนั้น ทำเพื่อระงับดับกิเลส ผู้นั้นก็เป็นคนหลง การรักษาศีลนั้นก็เพื่อระงับดับกิเลสอย่างเดียว ไม่ได้มีเพื่อสิ่งอื่น
11. หากใครคิดว่า รักษาศีลแล้ว จะมีบุญกุศล ลอยมาจาก ฟ้า จากอากาศ จากภายนอกตน นอกตัว แล้วมาพาตัวไปสู่สวรรค์ สู่สุคติ ไปสู่นิพพาน ผู้นั้นก็เป็นคนหลง
12. ใครปรารถนาอยากจะพ้นทุกข์ หรือ ปรารถนาอยากจะได้สุขอย่างไร ก็ควรจะขวนขวาย ให้ได้ให้ถึงเสียตั้งแต่ตอนมีชีวิตอยู่นี้ ถ้าหากถือเอาอนาคต ชาติหน้าเป็นประมาณแล้ว ชื่อว่าเป็นคนหลงทั้งสิ้น
13. แม้ความสุขอย่างสูงสุด กล่าวคือ พระนิพพาน ใครปรารถนาอยากจะได้ ก็ควรทำให้ได้ให้ถึงเสียตั้งแต่ตอนมีชีวิตอยู่นี้ เพราะ พระนิพพานมี 2 ประเภท คือ ดิบหนึ่ง และ สุกหนึ่ง ผู้ได้รับความสุขจากพระนิพพานในขณะยังมีชีวิตอยู่นี้ ชื่อว่า ได้พระนิพพานดิบ แล ผู้ที่ได้รับความสุขจากพระนิพพานในขณะที่ตายแล้ว ชื่อว่า ได้พระนิพพานสุก หากใครเข้าใจว่า พระนิพพานมีอยู่ประเภทเดียว คือ ได้รับความสุขเมื่อตายแล้วเท่านั้น ชื่อว่าเป็นคนหลง
14. ผู้ที่เข้าใจว่า จิตของตน เป็น จิตตนแท้ ผู้นั้นก็เป็นคนหลง เพราะแท้จริงแล้ว เป็นสิ่งภายนอกทั้งนั้น มิใช่จิตของตนแท้ ถ้าหากเป็นจิตของตนแท้จริงแล้ว เราคงจะบังคับได้ว่า "จิตใจ เจ้าจงเป็นอย่างนั้น จงเป็นอย่างนี้ จงเป็นสุขอยู่ทุกเมื่อ อย่าทุกข์อย่าร้อนเลย" เราก็คงจะบังคับได้สักอย่าง ถ้าหากเป็นจิตใจของเราแท้แล้ว เมื่อเราพาเอามาเกิด จิตใจนั้นก็ย่อมต้องหมดไป ใครจะสามารถเอาจิตใจมาเกิดได้อีก! แต่นี่ยังมีคนถือเอาจิตเอาใจมาเกิดในโลกนี้อีกมากมาย แสดงว่า นี่ไม่ใช่จิตใจของใครทั้งนั้น
15. ผู้ที่หลงไปเกิดเป็น อรูป อพรหม นั้น ก็ล้วนแต่ปรารถนาพระนิพพานด้วยกันทั้งนั้น แต่เพราะไม่รู้จักวางใจให้สิ้น คิดว่าจิตใจนี้เป็นของตนแท้ แลนึกเอาจิตเอาใจไปรับความสุขอยู่ที่นั้นที่นี้ตามที่ตนนึกคิดไว้ แลคิดว่า นิพพานมีอยู่ในเบื้องบน ครั้นตายแล้ว ก็เลยพาเอาจิต เอาใจของตนไปเป็นสุขอยู่ในที่ไม่มีรูปตามที่จิตตนได้นึกคิดไว้ ผู้ที่หลงไปเกิดเป็น อรูป อพรม โดยความไม่รู้นี้ จะได้โลกุตรนิพพานช้านานยิ่ง เพราะว่า อรูป อพรมนั้น อายุยืนจนไม่สามารถกำหนดได้ว่าเท่านั้นเท่านี้ จึงได้ชื่อว่า นิพพานโลกีย์ ต่างกันตรงที่ไม่ได้ดับวิญญาณเท่านั้น ส่วนความสุขนั้นก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่ว่านิพพานโลกีย์นั้นยังไม่ถึงที่สุด หากหมดกำลังของฌาณแล้วก็ต้องลงมาเกิดอีก ทุกข์ สุข ยังมีอยู่เต็มที่ ดังนั้น ผู้ที่จะปรารถนานิพพานโลกีย์นี้ ไม่มีเลย
16. ใครที่เข้าใจว่าจะพาจิตของตนไปมีความสุขในพระนิพพานนั้น ผู้นั้นก็เป็นคนหลง ความสุข ความทุกข์ ที่จะพาเอาจิตใจไปรับได้นั้น ก็มีอยู่แต่เพียงใน นรก แล สวรรค์เท่านั้น จิตใจนั้น เป็นของละเอียด ไม่มีใครสามารถจับต้องได้ หากดวงจิตของใครไปตกนรก หรือ ขึ้นสวรรค์แล้ว ใครจะสามารถไปช่วยยกออกมาได้ เพราะจับต้องไม่ได้ หากเป็นตัวเป็นตนก็พอจะช่วยกันได้
17. ใครคิดว่าทำบุญ ทำกุศลไว้มากๆ แล้ว บุญ กุศล จะมาพาตัวไปสู่สุคติ มาพาตัวให้ไปถึงนิพพานเอง คิดอย่างนี้ชื่อว่าเป็นคนหลง ไม่อาจจะได้จะถึงได้เลย บาป อกุศล ก็เช่นกัน ไม่มีอยู่ ณ ภายนอกตัวเลย มันคือกิเลสในจิตใจนั้นเอง
18. หากใครคิดว่า พระพุทธเจ้านั้น ต่างกันด้วย ศีล ด้วยฤทธิ์ ด้วยอิทธิ นั่นก็เป็นคนหลง เพราะพระพุทธเจ้านั้น ทุกพระองค์ก็มีอาการเหมือนกันหมด เพราะท่านทรงไว้ซึ่ง ทศพลญาณ ผู้ใดมีทศพลญาณ ผู้นั้นได้ชื่อว่าพระพุทธเจ้า ไม่ว่าท่านผู้นั้นจะมี ฤทธิ์ มีอิทธิ ศักดา หรือไม่ก็ตาม ก็เรียกท่านผู้นั้นว่า พระพุทธเจ้า ดังนั้น ไม่ต้องรอชาติหน้า หรือชาติไหนๆ ท่านสามารถพบพระพุทธเจ้าได้หากน้อมตัว น้อมใจเข้าไปหาท่าน การน้อมตัวเข้าไปหาท่านนั้น คือการยกตัวให้เข้าสู่กระแสพระนิพพานนั่นเอง
4/4/55 โพสต์โดย Release
3 จาก 3
ชินบัญชร อิติปิโส  หาเนื้อเอาจากเว็บ
4/4/55 โพสต์โดย ผู้ดูแลตะปิ้ง
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
บทสวดไหน ช่วยรักษาโรคหาย รักษาโรค อนิสงฆ์ขนาดไหน
เกี่ยวกับการสวดมนต์
เวลาเราเวียนเทียน...ต้องสวดมนต์บทอะไรไปด้วยหรือเปล่าเมื่่่อเวียนแต่ละรอบ
ไม่ชอบสวดมนต์ทำไงดี?
ขอบทสวดมนต์และแผ่เมตตาแบบง่ายๆ
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู