หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
ประวัตินักบุญทั้งหมด
นักบุญทางคริสศาสนา มีใครมีประวัตินักบุญครบทุกท่าน หรือไม่ครับ ผมต้องการด่วน
วัฒนธรรม 21/12/52 โพสต์โดย cholyheng
คำตอบ
1 จาก 10
นักบุญคริสโตเฟอร์ (ภาษาอังกฤษ:Saint Christopher; ภาษากรีก: Άγιος Χριστόφορος) เป็นนักบุญในคริสต์ศาสนาและเป็นมรณสักขีหรือผู้พลีชีพเพื่อศาสนาเมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 3 โดยจักรพรรดิเดซิอุสแห่งจักรวรรดิโรมัน และเป็นหนึ่งในนักบุญผู้ช่วยศักดิ์สิทธิ์สิบสี่องค์

ในนิกายโรมันคาทอลิกนักบุญคริสโตเฟอร์เป็นนักบุญผู้พิทักษ์ผู้เดินทางและนักกีฬา แต่เมื่อปี ค.ศ. 1969 ทางวาติกันก็ ล้มเลิกวันสมโภชของนักบุญคริสโตเฟอร์จาปฏิทินศาสนาที่เป็นทางการ เพราะขาดหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่านักบุญคริสโตเฟอร์มีตัวตนหรือเป็นผู้ เคร่งครัดทางศาสนาจริงหรือไม่[1] แต่การสมโภชก็ยังทำกันตามท้องถิ่น

ตำนานของนักบุญคริสโตเฟอร์

ตามตำนานกล่าวว่าในสมัยของจักพรรดิเดซิอุสแห่งจักรวรรดิโรมันมีชายคน หนึ่งชื่อ เรเพรบัส หรือ เรโพรบัส (ภาษาอังกฤษ รีโพรเบท) ผู้ถูกจับเป็นเชลยศึกจากสงครามกับชนเผ่าทางตะวันตกของอียิปต์และถูกส่งไปทำ งานในหน่วย “Marmaritae” ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นชนเผ่าเบอร์เบอร์แห่งไซเรไนคา เรเพรบัสมีลักษณะสูงใหญ่และท่าทางน่าเกรงขามมีหัวเป็นหมา (cynocephaly) และเป็นผู้กินเนื้อมนุษย์เช่นชน Marmaritae[2] ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามในที่สุดเรเพรบัสก็หันมานับถือศาสนาคริสต์และรับศีลจุ่มและ เริ่มเผยแพร่ศาสนา ในที่สุดเจ้าเมืองอันติโอก (หรือบางเรื่องก็ว่าพระจักพรรดิเอง) ประกาศสั่งประหารชีวิตเรเพรบัสเพราะความเชื่อในศาสนาคริสต์ แต่เรเพรบัสก็รอดการปองชีวิตมาได้หลายครั้งอย่างปาฏิหาริย์ แต่ในที่สุดก็อนุญาตให้ประหารตนเองหลังจากที่เปลึ่ยนศาสนาคนเป็นจำนวนมาก ร่างของเรเพรบัสถูกนำกลับไปอเล็กซานเดรียโดยปีเตอร์แห่งอัตตาเลีย
21/12/52 โพสต์โดย PANDA10
2 จาก 10
นักบุญแคทเธอรินแห่งอเล็กซานเดรีย (ภาษาอังกฤษ: St. Catherine of Alexandria หรือ St. Catherine of the Wheel หรือ The Great Martyr Saint Catherine; ภาษากรีก: ἡ Ἁγία Αἰκατερίνη ἡ Μεγαλομάρτυς) เป็นนักบุญทางคริสต์ศาสนาและเป็นมรณสักขีหรือผู้พลีชีพเพื่อศาสนา นิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์ถือกันว่านักบุญแคทเธอรินเป็นมรณสักขีคนสำคัญ และทางนิกายโรมันคาทอลิกนับนักบุญแคทเธอรินเป็นหนึ่งในนักบุญผู้ช่วยศักดิ์สิทธิ์สิบสี่องค์ นักบุญแคทเธอรินเป็นนักบุญองค์หนึ่งที่มาปรากฏตัวต่อ นักบุญโจนออฟอาร์ค

ประวัติ

ชีวิตของนักบุญแคทเธอรินส่วนใหญ่เป็นตำนานซึ่งมีด้วยกันหลายมุมมอง ตำนานที่เป็นที่รู้จักกันมากกล่าวว่าแคทเธอรินเป็นลูกสาวของคอนสทุส (Constus) ผู้เป็นผู้ว่าการเมืองอเล็กซานเดรียในประเทศอียิปต์ แคทเธอรินประกาศว่าเธอจะยอมแต่งงานกับผู้ที่มีชื่อเสียงมากกว่า ร่ำรวยมากกว่า และมีสติปัญญาสูงกว่าเธอเท่านั้น แม่ของแคทเธอรินผู้เป็นคริสต์ศาสนิกชนอย่างลับๆ ส่งแคทเธอรินไปหานักบวชผู้กล่าวว่ามีชายหนุ่มผู้มีคุณสมบัติเกินกว่า ทุกอย่างที่แคทเธอรินตั้งความต้องการไว้ เช่นมีความสวยงามเลิศกว่าแสงอาทิตย์ มีสติปัญญาครอบคลุมไปทุกอย่าง และมีความร่ำรวยที่แผ่ขยายไปทั่วโลก[1]

เมื่อแคทเธอรินได้เห็นภาพของผู้นี้เธอจึงยอมรับศีลล้างบาปเพื่อมานับถือ ศาสนาคริสต์และได้รับการส่งตัวไปสวรรค์ทางวิสัยทัศน์เพื่อเป็นการหมั้นหมาย ทางศรัทธากับพระเยซูโดยมีพระแม่มารีอยู่เคียงข้าง ความเชื่อเรื่องการแต่งงานแบบอาถรรพ์ (mystical marriage) กับผู้นำทางศาสนาแบบนี้เป็นตำนานที่รู้จักกันทางตะวันออกของเมดิเตอร์เรเนียนและบริเวณอานาโตเลีย
[แก้] การพลีชีพ

ตามตำนานกล่าวว่าแคทเธอรินได้เดินทางไปเยี่ยมแม็กเซ็นเทียสจักรพรรดิของจักรวรรดิโรมันเพื่อ ไปโน้มน้าวพระจักรพรรดิให้เห็นว่าการลงโทษผู้นับถือคริสต์ศาสนาเป็นสิ่งที่ ผิด แคทเธอรินสามารถชักชวนให้จักรพรรดินีและบรรดานักปราชญ์ผู้ที่ถูกส่งตัวมาโต้ เถียงกับเธอให้เปลี่ยนมานับถือคริสต์ศาสนา แต่ทุกคนที่เปลี่ยนศาสนาก็ถูกสังหารหมด[1] เมื่อจักรพรรดิแม็กเซ็นเทียสไม่สามารถเปลี่ยนใจแคทเธอรินได้ พระองค์ก็สั่งให้จับแคทเธอรินไปขัง แต่ผู้มาเยี่ยมกลับเปลี่ยนศาสนากันไปตามๆกัน พระจักรพรรดิจึงสั่งประหารชีวิตแคทเธอรินบนกงล้อที่มีดาบเสียบที่ใช้เป็น เครื่องมือทรมาน แต่เมื่อแคทเธอรินแตะล้อๆ ก็หัก พระจักรพรรดิจึงทรงสั่งให้ตัดหัวแคทเธอรินแทน

หลังจากที่แคทเธอรินสิ้นชีวิตเทวดาก็นำร่างของแคทเธอรินไปยังภูเขาไซนายซึ่งต่อมาเป็นสถานที่ที่จักรพรรดิจัสติเนียนแห่งจักรวรรดิโรมันตะวันออกสร้างสำนักสงฆ์เซนต์แคทเธอรินเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 6 สำนักสงฆ์นี้ก็ยังเป็นที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ และเป็นสถานที่ที่มีมีความสำคัญทางศิลปะและสถาปัตยกรรมทางคริสต์ศาสนาและเป็นที่สะสมหนังสือวิจิตร

สัญลักษณ์ของแคทเธอรินคือล้อที่มีปุ่มแหลมรอบซึ่งมาเรียกกันว่าล้อแคทเธอริน วันฉลองนักบุญแคทเธอรินตกวันที่ 25 ธันวาคม แต่นิกายรัสเซียออร์โธด็อกซ์ฉลองกันวันที่ 24 ธันวาคม เพราะจักรพรรดินีแคทเธอรินมหาราชแห่งรัสเซียไม่ต้องการให้ฉลองวันเดียวกันกับการฉลองวันถวายตัวของพระแม่มารี
21/12/52 โพสต์โดย PANDA10
3 จาก 10
นักบุญจอร์จ (ภาษาอังกฤษ: St. George) เกิดเมื่อประมาณปี ค.ศ. 275-281 และเสียชืวิตเมื่อวันที่ 23 เมษายน ค.ศ. 303 ตามวรรณกรรมนักบุญนักบุญจอร์จเป็นทหารของจักรวรรดิโรมันจากบริเวณที่พูดภาษากรีกในบริเวณอานาโตเลีย ปัจจุบันอยู่ในประเทศตุรกีและเป็นมรณสักขี หรือผู้พลีชีพเพื่อศาสนา

นักบุญจอร์จเป็นนักบุญที่นิยมสักการะกันมากในนิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์ และ นิกายโอเรียนทัลออร์โธด็อกซ์ และเป็นที่รู้จักกันจากตำนานการต่อสู้กับมังกร นักบุญจอร์จเป็นหนึ่งในนักบุญผู้ช่วยศักดิ์สิทธิ์สิบสี่องค์

ประวัติ

การที่นักบุญจอร์จมิได้อยู่ใน “ประวัตินักบุญ” (vita) หรือ “กิจการของนักบุญ” (acta) ทำให้เป็นที่แน่ใจว่าไม่มีตัวตนจริง[1] ตำนานของนักบุญจอร์จมาจากผู้เขียนประวัตินักบุญรุ่นหลัง หลักฐานที่สำคัญมาจากตำนานทองซึ่งเป็นที่รู้จักกันจากฉบับแปลของวิลเลียม แค็กซ์ตัน (William Caxton) เมื่อปี ค.ศ. 1483

นักบุญจอร์จเกิดในครอบครัวที่นับถือคริสต์ศาสนาในคริสต์ศตวรรษที่ 3 พ่อของจอร์จเป็นนายทหารโรมันจากคาพะเดอคา (Cappadocia) ในประเทศตุรกี แม่มาจากลิดเดียในประเทศอิสราเอลปัจจุบัน เมื่อพ่อนักบุญจอร์จเสียชีวิต แม่ก็นำนักบุญจอร์จกลับไปลิดเดีย ซึ่งเป็นที่ที่นักบุญจอร์จได้รับการศึกษา เมื่อโตขึ้นก็เป็นทหารตามพ่อและเป็นทหารที่ดีจนในที่สุดก็ได้รับตำแหน่งสูง ทางทหาร พออายุเกือบสามสิบก็ได้รับแต่งตั้งเป็น “Tribune” และ “Comes” หรือ เค้านท์ และไปประจำการที่นิโคมีเดียเป็นทหารรักษาพระองค์ของจักรพรรดิไดโอคลีเชียน

เมื่อปี ค.ศ. 303 จักรพรรดิไดโอคลีเชียนออกกฤษฏีกาประกาศให้กำจัดผู้นับถือคริสต์ศาสนาทั่วจักรวรรดิโรมัน กล่าวกันว่าซีซาร์กาเลริอุส (Caesar Galerius) เป็นผู้รับผิดชอบในการลงโทษผู้นับถือคริสต์ศาสนาและกระทำต่อมาในสมัยของตน เองระหว่างปี ค.ศ. 305 ถึงปี ค.ศ. 311 นักบุญจอร์จถูกสั่งให้มีส่วนร่วมในการกำจัดผู้นับถือคริสต์ศาสนาแต่แทนที่จะ ทำ กลับสารภาพว่าเป็นคริสเตียนเองและประนามกฤษฏีกา ซึ่งทำให้จักรพรรดิไดโอคลีเชียนพิโรธและสั่งให้จับนักบุญจอร์จไปทรมาน และสังหาร

หลังจากทรมานด้วยวิธีต่างๆ รวมทั้งมัดกับล้อที่มีดาบปัก นักบุญจอร์จก็ถูกสังหารโดยถูกตัดเป็นชิ้นๆ หน้ากำแพงเมืองนิโคเดอเมียเมื่อวันที่ 23 เมษายน ค.ศ. 303 ผู้ที่เป็นพยานในความทรมานของนักบุญจอร์จคือจักรพรรดินีอเล็กซานดรา และ เอธาเนเซียส พระนอกศาสนาผู้มานับถือคริสต์ศาสนา ผู้ซึ่งถูกฆ่าตามนักบุญจอร์จ ร่างของนักบุญจอร์จถูกนำกลับไปลิดเดีย หลังจากนั้นก็มีผู้ศรัทธามาสักการะในฐานะที่เป็นผู้พลีชีพเพื่อศาสนา
21/12/52 โพสต์โดย PANDA10
4 จาก 10
นักบุญมาร์กาเร็ตแห่งอันติโอก หรือ นักบุญมาร์กาเร็ตพรหมจารี (ภาษาอังกฤษ: Margaret of Antioch หรือ Margaret the Virgina) เป็นนักบุญในคริสต์ศาสนา และเป็นพรหมจารีและมรณสักขีหรือผู้พลีชีพเพื่อศาสนา ผู้เสียชีวิตเมื่อราว ค.ศ. 304 นักบุญมาร์กาเร็ตแห่งอันติโอกเป็นหนึ่งในนักบุญผู้ช่วยศักดิ์สิทธิ์สิบสี่องค์

ที่มาของนักบุญมาร์กาเร็ตไม่เป็นที่ทราบแน่นอนหรือเป็นที่สงสัยกันว่ามีตัวตนจริงหรือไม่ เมื่อปี ค.ศ. 494 สมเด็จพระสันตะปาปาเกลาซิอุสที่ 1 ทรงประกาศว่าเรื่องของนักบุญมาร์การเร็ตเป็นเรื่องจากเอกสารที่ไม่มีหลัก แหล่งที่น่าเชื่อถือ (Apocrypha) แต่ความนิยมของนักบุญมาร์การเร็ตไม่ได้หายไปและมารุ่งเรืองขึ้นอีกทางตะวัน ตกในสมัยสงครามครูเสด กล่าวกันว่าถ้าใครเขียนหรืออ่านเรื่องราวชีวิตของท่านๆ ก็จะให้สัญญาแก้บาป (indulgence) ให้แก่ผู้นั้น หรืออาจจะมาช่วยขวางอันตรายที่เกิดขึ้น ความเชื่อเช่นนี้ทำให้ลัทธินิยมของนักบุญมาร์การเร็ตเป็นที่แพร่หลายกันมาก[1]

ตามตำนานทองนักบุญมาร์กาเร็ตเป็นชาวอันติโอก เป็นลูกสาวของพระนอกศาสนาชื่อเอเดเซียส และอาศัยอยู่กับแม่เลึ้ยงโดยเลึ้ยงแกะ พ่อเยาะเย้ยในความเชื่อในคริสต์ศาสนาของ นักบุญมาร์การเร็ต โอลิเบรียสขอแต่งงานกับมาร์การเร็ตแต่มีข้อแม้ว่ามาร์กาเร็ตต้องเลิกนับถือ คริสต์ศาสนาแต่มาร์การเร็ตไม่ยอม จึงถูกทรมานระหว่างการทรมานก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นหลายอย่างเช่นเรื่องหนึ่ง กล่าวว่านักบุญมาร์การเร็ตถูกซาตานในรูปของมังกรกลืน แต่ก็หนีมาได้ เพราะกางเขนที่ถือไว้ในมือระคายท้องมังกร ในที่สุดก็ถูกสังหารเมื่อราว ค.ศ. 304 แม้แต่ตำนานทองก็ยังแสดงความไม่น่าเชื่อถือในเรื่องที่กล่าวโดยบรรยาย เหตุการณ์สุดท้ายว่าให้ผู้อ่านฟังหูไว้หู(trans. Ryan, 1.369)

ทางนิกายออร์โธด็อกซ์รู้ จักมาร์กาเร็ตในชื่อ มารินา และฉลองวันสมโภชวันที่ 17 กรกฎาคม และอาจจะเป็นคนคนเดียวกับนักบุญเพลาเกีย เพราะชื่อ “มารินา” ในภาษากรีกเป็นชื่อเดียวกับ “เพลาเกีย” – และเพลาเกียกล่าวตามตำนานว่าชื่อ มาร์การิโต แต่ไม่มีหลักฐานอะไรที่สามารถบอกความสัมพันธ์ของนักบุญสององค์นี้ มารินาของกรีกมาจากอันติโอก แต่เมื่อความตอนนี้หายไปจากทางตะวันตก

ลัทธินิยมนักบุญมาร์การเร็ตมีความนิยมกันมากในอังกฤษโดย จะเห็นได้จากวัดถึง 250 วัดตั้งตามชื่อมาร์การเร็ต ผู้ที่เลื่อมใสเชื่อกันว่าเป็นนักบุญผู้พิทักษ์ผู้หญิงมีครรภ์ ในศิลปะภาพของนักบุญมาร์การเร็ตมักจะเป็นผู้หญิงหนีมังกร

นักบุญมาร์กาเร็ตเป็นนักบุญของนิกายโรมันคาทอลิกและมีชื่อในรายการ “มรณสักขีของโรมัน” สำหรับวันที่ 20 กรกฎาคม[2] และเป็นนักบุญองค์หนึ่งที่มาปรากฏตัวต่อ นักบุญโจนออฟอาร์ค
21/12/52 โพสต์โดย PANDA10
5 จาก 10
นักบุญเปาโล เดิมชื่อว่า "เซาโล" (ภาษาฮีบรู แปลว่า ที่ปรารถณาที่ต้องการ" ท่านเป็นชาวยิวที่เกลียดชังพวกคริสตชนอย่างยิ่ง ครั้งหนึ่ง ขณะที่ท่านเดินทางไปเมืองดามัสกัส เพื่อจับคริสตชน พระเป็นเจ้าได้ประจักษ์มาหาท่านโดยทำให้เกิดแสงสว่างลงมาจากฟ้าล้อมรอบตัวท่าน จนทำให้ท่านตกลงมาจากหลังม้า และก็มีเสียงถามท่านว่า " เซาโล เซาโล เจ้าเบียดเบียนเราทำไม " เซาโลจึงถามว่า " พระองค์ต้องการให้ข้าพเจ้าทำสิ่งใด " เสียงนั้นก็ว่า " จงเข้าไปในเมืองแล้วเจ้าจะรู้ว่าจะต้องทำอะไร" แต่เนื่องจากขณะนั้นตาของท่านบอด จึงต้องมีคนนำทางท่านเข้าไปในเมือง สามวันให้หลัง ท่านได้พบกับชายคนหนึ่งชื่อ อานาเนีย ซึ่งบอกกับท่านว่า พระเป็นเจ้าได้ส่งเขามาพบท่าน หลังจากนั้นท่านก็ได้เห็นอีกครั้ง พร้อมกับพระหรรษทานจากพระจิตเจ้า ท่านได้กลับใจและรับศีลล้างบาป ทั้งเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น " เปาโล " (เทียบ กจ. 9 : 1-19, กท. 1 : 12-17)
    ท่านเป็นผู้มีจิตใจร้อนรนทั้งจาริกประกาศพระศาสนาจักรไปทั่วแคว้นต่างๆ รวมทั้งเขียนจดหมายถึงคริสตชนเป็นจำนวนมากที่สุด ท่านจึงถูกจำคุกและถูกตัดศีรษะ เป็นมรณสักขี ฉะนั้น จึงเห็นว่า สัญญลักษณ์ที่เห็นในภาพคือ พระคัมภีร์และดาบ.

นักบุญ เปาโล กลับใจ

    การฉลองในวันนี้ได้เริ่มขึ้นก่อนที่ประเทศโกล (ประเทศฝรั่งเศสในปัจจุบัน) ในศตวรรษที่ 8 เนื่อง ในโอกาสที่ได้มีการเคลื่อนย้ายพระธาตุบางส่วนของนักบุญอัครธรรมทูตองค์นี้ แต่พระศาสนจักรโรมันได้ เริ่มจัดฉลองนี้เข้าไว้ในพิธีกรรมก็เมื่อปลายศตวรรษที่ 10 การกลับใจของนักบุญ เปาโล ได้ถูกกล่าวไว้ในบางจดหมายของท่านหลายแห่ง รวมทั้งในหนังสือ กิจการอัครสาวกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าต้องพาดพิงไปถึงฤทธานุภาพแห่งพระหรรษทานของพระเป็นเจ้าที่สามารถเปลี่ยนเซาโล นักเบียดเบียนพระศาสนจักรผู้โหดร้ายทารุณ ให้เป็นอัครธรรมทูตชั้นเยี่ยม การกลับ ใจของท่านนี้แน่นอนต้องเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญเหตุการณ์หนึ่งในประวัติของพระศาสนจักร พระศาสนจักร เป็นหนี้ท่านอย่างมากในเรื่องการประกาศพระวรสารในหมู่พวกคนต่างศาสนา และในเรื่องการคิดทบทวน ทางเทววิทยาที่มีต่อคำสอนของคริสตศาสนา

คำภาวนาทูลขอและข้อปฏิบัติ  

1. พระเจ้าข้า โปรดช่วยเราให้กลับใจมาหาพระองค์อย่างแท้จริง โดยอาศัยพระหรรษทานของพระองค์ด้วยเถิด  

2. ขอให้จิตตารมณ์ของพระคริสตเจ้าช่วยเราให้ทำงานเพื่อเอกภาพของคริสตศาสนา

3. ข้าแต่พระเยซูเจ้า ขอโปรดช่วยให้คริสตชนได้ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันตามที่พระองค์ได้ทรงวิงวอนของจากพระบิดาเจ้า

4. ขอให้เราคริสตชนทุกคนได้รู้จักว่า เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของเราที่จะต้องออกแรงทำงานเพื่อความรอดของโลก

    สภาพระสังฆราชฯได้ประกาศให้ปี ค.ศ. 2007-2010 เป็นปีพระวาจา โดยมุ่งหวังให้คริสตชนอ่าน ฟัง ไตร่ตรอง และภาวนาพระวาจา เพื่อนำการดลใจจากพระจิตเจ้า ไปดำเนินชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นพลังเพิ่มความเข้มแข็งให้แก่ชีวิตและพันธกิจของมวลคริสตชน จากการติดตามตลอดช่วงเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าบรรดาคริสตชนไทยมีความตื่นตัวและให้ความสนใจ พระวาจามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    ในขณะที่เราเข้าสู่ปีที่ 2 ของปีพระวาจา ให้เราขอบคุณพระเป็นเจ้าที่สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ที่ 16 ได้ประกาศให้พระศาสนจักรทั่วโลก ได้ระลึกถึงครบรอบ 2000 ปี แห่งการบังเกิดของนักบุญเปาโล โดยประกาศให้ปีนี้เป็นปีนักบุญเปาโลอัครสาวก โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2008 ถึง 29 มิถุนายน 2009  

    สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทยเห็นเหมาะสม ให้ประกาศช่วงเวลาดังกล่าวเป็น “ปีพระวาจาและปีนักบุญเปาโล” ควบคู่กันไป เพื่อเป็นการฟื้นฟูชีวิต การเป็นชุมชนแห่งความเชื่อ อาศัยการไตร่ตรอง วิถีชีวิต และคุณธรรมที่นักบุญเปาโลได้สร้างชุมชนคริสตชนต่าง ๆ ในยุคแรกเริ่มของพระศาสนจักร  ท่านเป็นที่ยอมรับในพระศาสนจักรยุคแรกว่า เป็นผู้ชี้นำฝ่ายจิต เป็นผู้รักษา ผู้ปลดปล่อย และเป็นประกาศกสำคัญ ที่ได้นำพระวาจา ซึ่งเป็นข่าวดี ไปประกาศแก่เพื่อนพี่น้องต่างความเชื่อ  อีกทั้งเป็นผู้ชี้ชัดว่า พระเยซูคริสตเจ้า ทรงเป็นหนทาง ความจริง และชีวิต เป็นพระเป็นเจ้าแท้ และมนุษย์แท้ ที่นักบุญเปาโลได้ให้การอภิบาลกลุ่มคริสตชนด้วยการเขียนจดหมายจำนวนมาก  ซึ่งตกทอดมายังเราถึง 13 ฉบับ ในโอกาสนี้ ขอเชิญชวนให้พี่น้อง ได้ย้อนกลับไปทบทวนประสบการณ์งานธรรมทูต ที่ได้รับการฟื้นฟู
และจุดประกายขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในโอกาสงานชุมนุมผู้แพร่ธรรมระดับเอเชีย ปี 2006 ที่เชียงใหม่
ซึ่งมีชุมชนคริสตชนจำนวนมาก ในหลายสังฆมณฑล ยังคงสานต่อภารกิจงานธรรมทูตนี้ ด้วยความเข้มแข็ง
เสียสละอย่างต่อเนื่อง ให้เราได้พิจารณาไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง ถึงการเป็นธรรมทูตของท่านอัครสาวกเปาโล
และนำแบบอย่างความร้อนรนของท่าน มาเป็นแนวปฏิบัติในชีวิตประจำวันของเรา

    “ทุกคนในสวรรค์และบนแผ่นดิน รวมทั้งใต้พื้นพิภพ จะย่อเข่าลงนมัสการพระนาม เยซู นี้ และเพื่อชนทุกภาษา จะได้ร้องประกาศว่า พระเยซูเจ้าทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อพระสิริรุ่งโรจน์แด่พระเจ้าพระบิดา”  (ฟป 2: 10 – 11)
19/4/53 โพสต์โดย คาวาอิเปรมจัง
6 จาก 10
นักบุญยอแซฟ
ภัสดาของพระนางพรหมจารีมารีย์
ศตวรรษที่ 1 (ฉลอง 19 มีนาคม)  

               หลาย ๆ ท่าน คงรู้จักเพียงแค่ว่า นักบุญยอแซฟ  เป็นบิดาของพระเยซูเจ้า  บางท่านก็ทราบว่า พระองค์เป็นช่างไม้ แต่โดยรวมแล้ว พระองค์เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญท่านหนึ่งในประวัติศาสตร์คริสตศาสนา  พระองค์ทรงเกิดในตระกูลของกษัตริย์ดาวิด  ทำให้องค์พระเยซูเจ้าได้ชื่อว่า เป็นลูกหลานของกษัตริย์ดาวิดด้วย  

               พระบิดาเจ้าสวรรค์ ทรงเลือกสรรยอแซฟ  หนุ่มช่างไม้แห่งนาซาเร็ธให้เป็นบิดาเลี้ยงของพระเยซูคริสตเจ้าและเป็นภัสดาของพระนางพรหมจารีมารีย์  หลังจากที่ท่านยอแซฟและมารีย์  ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งคู่ได้หมั้นกันแล้ว เทวดาองค์หนึ่งเข้าฝันแล้วแจ้งให้ทราบว่ามารีอาจะให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่งด้วยอำนาจของพระจิต  เป็นพระบุตรของพระเป็นเจ้าที่เสด็จลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อไถ่บาปโลก

              จนกระทั่งองค์พระเยซูประสูติ  ในสมัยนั้นกษัตริย์เฮรอดได้ยินคำทำนายจากโหราจารย์ว่าจะมีกษัตริย์มาประสูติ  ด้วยความหวาดกลัวว่าจะมีผู้มาโค่นบัลลังค์  จึงได้สั่งฆ่าเด็กทารกทุกคนในเมืองเบทเลเฮม ท่านนักบุญยอแซฟได้พาพระกุมารและพระนางมารีอา หลบหนีไปประเทศอียิปต์ จวบจนกระทั่งกษัตริย์เฮรอดสิ้นพระชนม์ จึงได้พากลับ  กล่าวได้ว่า ถ้าไม่มีนักบุญยอแซฟ พระกุมารก็อาจถูกกษัตริย์เฮรอดสังหารได้

               นักบุญยอแซฟดำเนินชีวิตบนโลกนี้อย่างเรียบง่าย และดำเนินการตามน้ำพระทัยขององค์พระเจ้าเสมอมา  ท่านได้ปลูกฝังวิชาชีพช่างไม้ ให้กับองค์พระเยซูคริสตเจ้าอีกด้วย เนื่องด้วยท่านเป็นช่างไม้ พระศาสนจักรคาทอลิกจึงได้กำหนดให้ในวันแรงงานสากล  1 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันฉลองนักบุญยอแซฟ นอกจากนี้ พระศาสนจักรประกาศให้ท่านเป็นองค์อุปถัมภ์ของพระศาสนจักรอีกด้วย  ทั้งนี้เนื่องจากท่านทรงเป็นหัวหน้าครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูคริสตเจ้า และผู้อภิบาลครอบครัวที่เข้มแข็งอย่างศรัทธากล้าหาญและเปี่ยมด้วยคุณธรรมนานัปการ เริ่มตั้งแต่เดินทางไปลงบัญชีสำมะโนประชากรที่เบธเลเฮม พระนางมารีย์ต้องบังเกิดพระกุมาร ในถ้ำเลี้ยงสัตว์ เพราะไม่มีที่พักในโรงแรม  ต้องหนีราชภัยจากกษัตริย์เฮโรดไปพักอาศัยอยู่ที่ประเทศอียิปต์ชั่วระยะหนึ่ง ฯลฯ  

ยอแซฟได้สิ้นใจในอ้อมแขนของพระเยซูเจ้าและแม่พระ

ภาพลักษณ์ของท่านนักบุญยอแซฟ

J = Justic             ความยุติธรรม

O = Obedience   ความเชื่อฟัง

S = Silence          ความเงียบ ดุษณียภาพ

E = Experience   ความสันทัดจัดเจน

P = Prudence     ความเฉลียวฉลาด รอบคอบ

H = Humility       ความสุภาพถ่อมตน
19/4/53 โพสต์โดย คาวาอิเปรมจัง
7 จาก 10
นักบุญปีเตอร์
นักบุญ ปีเตอร์ (เปโตร) เดิมชื่อ ไซมอน (Simon ben Jonah/BarJonah, Simon Peter, Cephas and Kepha) เป็นชาวประมงคนหนึ่งของตำบลเบทไซดา (Bethsaida) (ลก. 5:3 ;ยน.1:44 ) แต่ว่าต่อมาได้ย้ายมาตั้งหลักแหล่งที่เมืองคาร์เปอร์นาอุม (Capernaum) ( มก. 1: 21.29 ) นักบุญ อันเดร (แอนดรู (Saint Andrew)) น้องชายของท่านได้เป็นคนแนะนำให้ท่านติดตามพระเยซูเจ้า ( ยน. 1:42 ) และอาจเป็นนักบุญ ยอห์น แบปติสต์ (John the Baptist) ที่ได้เป็นผู้ตระเตรียมจิตใจของท่านสำหรับการพบปะครั้งสำคัญของท่านกับพระเยซู
ประวัติ
นักบุญเปโตร ซีมอน เป็นชาวประมงคนหนึ่งของตำบลเบทไซดา (ลก. 5:3 ;ยน.1:44 ) ต่อมาได้ย้ายมาตั้งหลักแหล่งที่เมืองคาร์เปอร์นาอุม ( มก. 1: 21,29 ) นักบุญอันดรูว์ น้องชายของท่านได้เป็นคนแนะนำให้ท่านติดตามพระเยซูเจ้า ( ยน. 1:42 ) และอาจเป็นนักบุญยอห์น แบปติสต์ที่ได้เป็นผู้ตระเตรียมจิตใจของท่าน สำหรับการพบปะครั้งสำคัญของท่านกับองค์พระเยซูเจ้า พระเยซูเจ้าได้ทรงเปลี่ยนชื่อท่านและทรงเรียกท่านด้วยชื่อใหม่ว่า “เปโตร” (มธ. 16: 17-19) เพื่อทำหน้าที่เป็นศิลาพื้นฐานในตัวบุคคลของท่านเองที่พระองค์จะทรงสร้างคริสตจักรไว้นักบุญเปโตร เป็นพยานบุคคลแรกๆผู้หนึ่งที่ได้แลเห็นพระคูหาว่างเปล่าของพระอาจารย์ ( ยน. 20:6 ) และได้รับการประจักษ์มาขององค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนชีพ ( ยน. 21:1-2 ) หลังจากที่พระเยซูเจ้าได้เสด็จขึ้นสวรรค์แล้ว ท่านก็ทำหน้าที่เป็นผู้นำบรรดาคริสตชน ( กจ. 1: 15 ; 15:7 ) ได้กล่าวสรุปข่าวดี (พระวรสาร) ( กจ. 2:14-41 ) และท่านเองเป็นคนแรกที่ได้แลเห็นความจำเป็นที่จะต้องเปิดพระศาสนจักรไปสู่คนต่างชาติ ( กจ.10-11 )ภารกิจด้านวิญญาณที่ได้รับมอบหมายมิใช่ว่าจะช่วยให้ท่านหมดจากสภาพของความเป็นคน หรือจากข้อบกพร่องต่างๆ ทางอารมณ์ก็หาไม่ (มธ.10: 41 ; 14:26,66-72; ยน. 13: 6;18:10; มธ. 14: 29-31 ) นักบุญเปาโลเองก็มิได้ลังเลใจแต่อย่างใด ที่จะพูดจาต่อว่าท่านเวลาที่พบกันที่เมืองอันติโอก ( กจ.15; กท. 2:11-14 ) เพื่อเชิญชวนท่านว่าไม่ต้องปฏิบัติตามแบบชาวยิว ในเรื่องนี้รู้สึกว่านักบุญเปโตร ยังตัดสินใจช้า และยังถือว่ากลุ่มคริสตชนซึ่งเดิมทีเป็นคนต่างศาสนา ก็ยังด้อยกว่าหรือเป็นรองกลุ่มคริสตชนที่เดิมทีเป็นชาวยิว ( กจ. 6: 1-2 ) ต่อเมื่อนักบุญ เปโตรได้มาที่กรุงโรม เมื่อนั้นแหละท่านจึงจะได้กลายเป็นอัครธรรมทูตของทุกๆคน และได้ทำหน้าที่ของท่านอย่างครบถ้วนคือเป็น “ศิลาหัวมุม” ของพระศาสนจักรของพระเยซูเจ้า โดยรวมชาวยิวและคนต่างศาสนาให้เข้ามาอยู่ภายในอาคารเดียวกัน


ในไม่ช้า หลังจากนี้ กษัตริย์เฮรอดได้จำคุกนักบุญเปโตร พระองค์ได้ประหารชีวิตนักบุญยากอบ(องค์ใหญ่) และตั้งพระทัยไว้ว่าพระองค์จะทำกับนักบุญเปโตรเช่นเดียวกัน แต่พระเป็นเจ้าได้ทรงปลดปล่อยท่านอย่างมหัศจรรย์ โดยส่งเทวดาองค์หนึ่งมาช่วยท่านหนีออกจากคุก เพื่อนักบุญเปโตรจะได้ดำเนินงานแพร่ธรรมต่อไปอย่างร้อนรน ด้วยการเทศนาและทำให้คนกลับใจ หลังจากงานแพร่ธรรมได้ผลิดอกออกผลเป็นเวลา 6 ปี หัวหน้าอัครสาวกได้เดินทางไปกรุงโรม เมืองหลวงของอาณาจักรโรมันอันยิ่งใหญ่ ท่านได้เดินทางบนบกข้ามน้ำข้ามทะเล และมาถึงปอร์ต้า ปอร์ติส ใจกลางของโลกที่ไม่เชื่อถือพระเจ้า มีสัตบุรุษกลับใจจำนวนหนึ่ง ตั้งรกรากอยู่บนฝั่งแม่น้ำไทเบอร์ ในการเบียดเบียนศาสนาครั้งแรก เขาทั้งหลายถูกขับไล่ออกจากกรุงเยรูซาเล็ม คริสตชนเหล่านี้ได้มาต้อนรับท่าน และนักบุญพริสซีเลียได้พาท่านไปอยู่กับครอบครัวของเธอ ซึ่งมีสมาชิกทุกคนเป็นนักบุญ ต่อมาจักรพรรดิเนโร แห่งโรม ได้สั่งทหารให้จับนักบุญเปโตรขังคุก ท่านได้ดำเนินการเทศนาต่อไปถึงแม้ว่าท่านติดอยู่ในคุก และได้ทำให้ผู้คุมกลับใจ พระเป็นเจ้าได้ทรงจัดหาน้ำให้ท่าน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการประกอบพิธีรับศีลล้างบาป โดยให้น้ำพุเป็นฟองผุดขึ้นมาจากพื้นดินในห้องขัง คริสตชนชาวโรมได้อ้อนวอนหัวหน้าอัครสาวกให้หนีออกจากคุก ในที่สุดแผนการของเขาทั้งหลายได้ประสบความสำเร็จ คนได้หย่อนท่านลงจากกำแพงคุกและท่านก็รีบเดินทางไปยังปอร์ตาคาปิน่า ขณะหลบหนี ท่านได้พบพระเยซูเจ้ากำลังแบกไม้กางเขนของพระองค์ จึงเอ่ยถามว่า "พระเจ้าข้า พระองค์เสด็จไปที่ไหน?" "เราไปโรม ถูกตรึงกางเขน อีกครั้งหนึ่ง เพื่อท่าน" นักบุญเปโตรได้เข้าใจน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า ท่านต้องกลับไปโรมทนทุกข์ทรมานเพื่อฝูงแกะของท่าน ณ จุดนั้นได้มีการสร้างวัดเล็กๆหลังหนึ่ง ชื่อว่า "โควาดิส" เพื่อระลึกถึงการประจักษ์ของพระเยซูเจ้าครั้งนั้น


       เมื่อกลับถึงโรม ท่านถูกขังคุกและโบยตี ในที่สุดนักบุญเปโตรได้ให้พรอำลาฝูงแกะของท่าน โดยเฉพาะนักบุญเปาโล ผู้ซึ่งกำลังจะโดนตัดศีรษะในวันเดียวกันนอกกรุงโรม แล้วทหารพาท่านขึ้นไปบนยอดเขาวาติกัน สถานที่สำหรับประหารชีวิต ท่านจะต้องตายถูกตรึงบนไม้กางเขน ท่านคิดว่าตัวท่านไม่สมควรตายแบบเดียวกับพระอาจารย์ ท่านได้ขอร้องนายทหาร ตรึงกางเขนท่านเอาศีรษะลงและเท้าชี้ฟ้า คำขอร้องของท่านได้รับอนุมัติ พระสันตะปาปาองค์แรกและผู้แทนพระคริสตเจ้าบนแผ่นดินนี้ ได้รับรางวัลชั่วนิรันดรในสวรรค์ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ในปี 67 รวมทั้งพระสันตะปาปา 31 องค์แรกต้องหลั่งโลหิตเพื่อพิทักษ์รักษาพระศาสนจักร ซึ่งเป็นหนึ่งเดียว ศักดิ์สิทธิ์ สากล และสืบต่อจากอัครสาวก


       พระเยซู (Jesus) ทรงได้เปลี่ยนชื่อท่านใหม่และทรงเรียกว่า " เปโตร " ซึ่งแปลว่า " ศิลา" (มธ. 16 : 17-19) ครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสถามท่านว่า " ท่านคิดว่าเราเป็นใคร " และเปโตรได้ทูลว่า" พระองค์คือพระคริสตเจ้า พระบุตรของพระเป็นเจ้า " พระเยซูจึงตรัสว่า " เราจะตั้งท่านเป็นหัวหน้าแทนเรา ทั้งจะมอบกุญแจอาณาจักรแห่งเมืองสวรรค์"(มธ. 16 : 15-19) สัญญลักษณ์ที่เห็นเด่นชัดในภาพคือ มือของท่านมีลูกกุญแจ


       นักบุญ เปโตร เป็นพยานบุคคลแรกๆผู้หนึ่งที่ได้แลเห็นพระคูหาว่างเปล่าของพระอาจารย์ ( ยน. 20:6 ) และได้รับการประจักษ์มาขององค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนชีพ ( ลก. 23:34 )หลังจากที่พระเยซูเจ้าได้เสด็จขึ้นสวรรค์แล้ว ท่านก็ทำหน้าที่เป็นผู้นำบรรดาคริสตชน ( กจ. 1: 15 ; 15:7 ) ได้กล่าวสรุปข่าวดี (พระวรสาร) ( กจ. 2:14-41 ) และท่านเองเป็นคนแรกที่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเปิดพระศาสนจักรไปสู่พวกคนต่างชาติ ( กจ.10-11 ) ภ ารกิจด้านวิญญาณที่ได้รับมอบหมายมิใช่ว่าจะช่วยให้ท่านหมดจากสภาพของความเป็นคนหรือจากข้อบกพร่องต่างๆ ทางอารมณ์ก็หาไม่ ( มธ.10: 41 ; 14:26,66-72; ยน. 13: 6;18:10; มธ. 14: 29-31 ) นักบุญเปาโล (Saint Paul) เองก็มิได้ลังเลใจแต่อย่างใดที่จะพูดจาต่อว่าท่านเวลาที่พบกันที่เมืองอันติโอก (Antioch) ( กจ.15; กท. 2:11-14 ) เพื่อเชิญชวนท่านว่าไม่ต้องปฏิบัติตามแบบของพวกยิว ในเรื่องนี้รู้สึกว่านักบุญ เปโตร ยังตัดสินใจช้าและยังถือว่ากลุ่มคริสตชนซึ่งเดิมทีเป็นคนต่างศาสนาก็ยังด้อยกว่าหรือเป็นรองกลุ่มคริสตชนที่เดิมทีเป็นชาวยิว ( กจ. 6: 1-2 ) ต่อเมื่อนักบุญ เปโตร ได้มาที่กรุงโรม เมื่อนั้นแหละท่านจึงจะได้กลายเป็นอัครธรรมทูตของทุกๆ คน และได้ทำหน้าที่ของท่านอย่างครบถ้วนคือเป็น “ศิลาหัวมุม” ของพระศาสนจักรของพระเยซูเจ้าโดยรวมชาวยิวและคนต่างศาสนาให้เข้ามาอยู่ภายในอาคารเดียวกัน และท่านได้ประทับตราภารกิจหน้าที่นี้ด้วยการหลั่งโลหิตของท่านตามแบบพระอาจารย์พระศาสนจักรคาทอลิกถือว่าท่านเป็นพระสันตะปาปาองค์แรก ท่านได้ถูกจับตรึงกางเขน และท่านได้ขอร้องให้เอาศีรษะทิ่มลงหิน โดยกล่าวว่า ท่านไม่สมควรที่จะตายในลักษณะเดียวกับพระเยซูเจ้าพระอาจารย์




[แก้ไข] วันฉลองพิเศษ เพื่อเป็นเกียรติแด่นักบุญเปโตร
พระศาสนจักรได้จัดให้มีวันฉลองพิเศษ เพื่อเป็นเกียรติแด่นักบุญเปโตร ดังนี้:

22 กุมภาพันธ์ วันสมโภชธรรมาสน์นักบุญเปโตร
29 มิถุนายน วันสมโภชมรณะสักขีของนักบุญเปโตร
30 มิถุนายน วันสมโภชนักบุญเปโตรและนักบุญเปาโล
1 สิงหาคม วันสมโภชการพบโซ่ของนักบุญเปโตร (โซ่พบในเยรูซาเล็มและโรม ต่อกันเข้าเป็นสายโซ่อันเดียวครบบริบูรณ์ เป็นสัญลักษณ์แห่งการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวของกฎเก่าและใหม่)
18 พฤศจิกายน วันสมโภชพระวิหารนักบุญเปโตรและเปาโล
31/7/53 โพสต์โดย โซลมาสเตอร์
8 จาก 10
นักบุญ ยอห์น บัปติสท์
ท่านเป็นบุตรชายของซาคารีอา พระสงฆ์ประจำพระวิหารแห่งกรุงเยรูซาเล็ม และนักบุญเอลิซาเบธ ลูกพี่ลูกน้องของพระนางมารีอา ผู้ซึ่งได้เสด็จมาเยี่ยมเธอ ท่านเกิดที่เมืองเอ็น-คาริมทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงเยรูซาเล็ม หลังจากเทวดาคาเบรียลได้บอกข่าวให้ซาคารีอาทราบว่า ภรรยาของเขาจะตั้งครรภ์ถึงแม้ว่าเธอจะมีอายุมากแล้วก็ตาม

ท่านได้ดำรงชีวิตเหมือนฤาษีในที่เปลี่ยวของเมืองยูเดอา จนกระทั่งปี 27 ก่อนคริสตกาล เมื่อท่านมีอายุ 30 ปีท่านได้เริ่มเทศนาบนฝั่งแม่น้ำจอร์แดนต่อต้านความชั่วร้ายในสมัยนั้น และชักชวนให้คนหันมาทำกิจใช้โทษบาปและรับศีลล้าง "เพราะพระราชัยของพระเป็นเจ้าอยู่ใกล้แค่เอื้อม" คำสั่งสอนของท่านได้ดึงดูดความสนใจของฝูงชน

เมื่อพระคริสตเจ้าได้เสด็จมาหา ยอห์นได้ยอมรับว่า พระองค์เป็นพระแมสสิยาห์ และได้โปรดศีลล้างให้พระองค์ ท่านได้พูดกับพระองค์ว่า "ความจริง ข้าพเจ้าต้องรับศีลล้างจากพระองค์" เมื่อพระคริสตเจ้าได้จากไปเพื่อเทศนาในเมืองกาลิลี ยอห์นได้เทศนาต่อไปในหุบเขาจอร์แดน

เมื่อยอห์นประณามการอภิเษกสมรสของเฮรอดอันติปัส ว่าเป็นการแต่งงานที่ไม่ถูกต้องตามพระบัญญัติของพระเป็นเจ้า เนื่องจากพระองค์ได้เอาเฮโรเดียส ภรรยาของฟิลิปน้องชายมาเป็นมเหสี และด้วยความหวาดกลัวว่าท่านจะมีอิทธิพลเหนือประชาชนมากเกินไป เฮรอดได้สั่งให้ทหารจับกุม และขังท่านในป้อมปราการแมกคารัสบนฝั่งทะเลตาย

ยอห์นถูกตัดศีรษะ เนื่องจากซาโลเม่ ลูกสาวของเฮโรเดียส ได้ทูลขอศีรษะของท่านจากเฮรอดเป็นรางวัล ตามคำยุยงของมารดา เมื่อยอห์นเรียกพระคริสตเจ้าว่า "ลูกแกะพระเจ้า" ท่านได้ดลใจลูกศิษย์หลายคนมารู้จักพระองค์ โดยคำเทศนาของยอห์น แอนดรูและยอห์นได้ทิ้งท่านเพื่อติดตามพระคริสตเจ้า

ในพระคัมภีร์ใหม่ ยอห์นเป็นผู้ทำนายคนสุดท้ายของพระคัมภีร์เก่าและเป็นผู้นำหน้าพระมหาไถ่

เราฉลองนามนักบุญของท่านในวันที่ 24 มิถุนายน และเราฉลองวันที่ท่านถูกตัดศีรษะในวันที่ 29 สิงหาคม

นับบุญฟรังซิส เดอะ ซาลส์ ได้พูดถึงความสุภาพถ่อมตนของนักบุญยอหน์ บัปติสท์ ดังนี้ พวกคัมภีราจารย์ได้ส่งคนมาถามท่านว่า "คัมภีราจารย์ ฟารีเซวและคณะสงฆ์ได้ส่งเรามาบอกท่านว่า ทุกสิ่งได้สำเร็จตามคำทำนาย และถึงเวลาแล้วที่พระแมสสิยาห์จะเสด็จมา ความจริง ท่ามกลางพวกเรา มีหลายคนดำรงชีวิตอย่างดีและเจริญอยู่ในคุณความดี แต่เราต้องสารภาพว่า เราไม่เคยเห็นใครเหมือนท่าน เนื่องจากคำเทศนาของท่านนำความปีติยินดีมาสู่ดวงใจของเรา พูดง่ายๆ ก็คือ เราเชื่อว่าท่านเป็นพระแมสสิยาห์ที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้กับบรรพบุรุษของเรา ถ้าท่านเป็นพระองค์ โปรดกรุณาอย่าปฏิเสธหรือปิดบังความจริงอีกต่อไป เพราะเรามาถวายเกียรติแด่ท่านตามที่ท่านสมควรได้รับ"

เห็นไหม เขาทั้งหลายหวังจะได้รับการคำตอบว่า ใช่ จากท่าน ถ้าท่านตอบว่า ใช่ เขาทั้งหลายจะยอมรับว่าท่านเป็นพระคริสตเจ้า แต่ท่านเป็นผู้ที่รักความจริง ท่านไม่ยอมปล่อยให้ความทะเยอทะยาน ครอบงำจิตใจของท่านเป็นอันขาด ถ้าท่านได้พูดว่า ท่านเป็นพระแมสสิยาห์ ท่านก็พูดจามุสา เป็นผู้ที่เชื่อถือไม่ได้ และไม่จงรักภักดีต่อพระเป็นเจ้า เพราะท่านไม่สมควรได้รับเกียรตินั้น แล้วเขาทั้งหลายถามท่านว่า

"ท่านเป็นใคร? ท่านไม่ใช่พระคริสตเจ้าหรือที่พวกเรารอคอย?" ท่านได้สารภาพว่าท่านไม่ใช่พระองค์ เขาทั้งหลายถามต่อว่า "ถ้าท่านไม่ใช่พระคริสต์ ท่านก็เป็นผู้ทำนายเอลียาห์" ท่านก็ตอบว่าท่านไม่ใช่เอลียาห์

ด้วยความประหลาดใจที่นักบุญได้ปฏิเสธ เขาทั้งหลายเลยตอบโต้ว่า "ถ้าท่านไม่ใช่พระคริสต์ ไม่ใช่เอลียาห์ หรือผู้ทำนาย ทำไมท่านจึงโปรดศีลล้าง? นอกจากนี้ ท่านยังมีลูกศิษย์มากมายและทำกิจมหัศจรรย์ต่างๆ"

ท่านนักบุญตอบว่า "ข้าพเจ้าเป็นเสียงที่ร้องในที่เปลี่ยว จงปรับทางให้เรียบเพื่อเตรียมตัวรับการเสด็จมาของพระเจ้า" (ยน. 1:22-23; อซ. 40:3) เราจะสังเกตุเห็นฤทธิ์กุศลแห่งความสุภาพของท่าน เขาทั้งหลายยิ่งถามท่าน ท่านก็ยิ่งสุภาพถ่อมตน แสดงความว่างเปล่าของท่าน

"ท่านถามข้าพเจ้าว่าทำไมข้าพเจ้าโปรดศีลน้ำ?" (มท. 3:11; ยน. 1:26) "ข้าพเจ้าล้างท่านด้วยน้ำเป็นการแสดงความเป็นทุกข์ถึงบาป แต่คนหนึ่งท่ามกลางพวกท่านผู้ซึ่งท่านไม่รู้จัก โดยศีลล้างบาป จะยกบาปของท่าน ท่านต้องการรู้ว่าข้าพเจ้าเป็นใคร ข้าพเจ้าบอกท่านว่า ข้าพเจ้าเป็นแค่เสียงร้อง คล้ายกับท่านพูดว่า "มนุษย์น่าสมเพช ท่านเข้าใจข้าพเจ้าผิดถนัด ท่านคิดว่าข้าพเจ้าเป็นพระแมสสิยาห์ เพราะข้าพเจ้าแต่งตัวไม่เหมือนใคร เครื่องแต่งกายของข้าพเจ้าทำด้วยขนอูฐ ข้าพเจ้าไม่ได้กินขนมปังหรือเนื้อสัตว์ และข้าพเจ้าเจริญชีวิตด้วยการกินตักแตนกับน้ำผึ้ง (มท. 3:4) ที่ผึ้งตัวเล็กนำมาให้ ข้าพเจ้าไม่ดื่มเหล้าองุ่น (ลก. 1:15) ข้าพเจ้าไม่มีบ้าน แต่อาศัยอยู่ในที่เปลี่ยวกับสัตว์ป่า ข้าพเจ้าอยู่บนฝั่งแม่น้ำจอร์แดนโปรดศีลน้ำและเทศนาให้คนใช้โทษบาป เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้ท่านเชื่อว่าข้าพเจ้าเป็นพระเมสไซอา บัดนี้ข้าพเจ้าบอกท่านว่าข้าพเจ้าไม่ใช่พระองค์ แต่เป็นเสียงของพระองค์ที่ร้องในที่เปลี่ยว"

ในการประกาศว่าท่านเป็นแค่เสียงร้อง ท่านก็ยิ่งถ่อมตน เพราะเสียงเป็นแค่ลมหายใจ ที่ดังออกมาในอากาศ แล้วก็อันตรธานหายไป ในการที่ท่านเป็นคนสุภาพถ่อมตน พระเป็นเจ้าได้ทรงยกท่านให้สูงขึ้น โดยประกาศว่า "ท่านคือผู้ทำนาย และยิ่งใหญ่กว่าผู้ทำนายเสียอีก" (มท. 11:9; ลก. 1:76; 7:26, 28) นอกเหนือจากนี้ พระองค์ได้เรียกท่านว่าเทวดา "เราจะส่งเทวดานำหน้าพระองค์เพื่อเตรียมทางของพระองค์" (มค. 3:1; มท. 11:10)
ลูกแกะพระเจ้า ผู้ยกบาปของโลก ทรงเมตตาเทอญ
ลูกแกะพระเจ้า ผู้ยกบาปของโลก ทรงเมตตาเทอญ
ลูกแกะพระเจ้า ผู้ยกบาปของโลก โปรดประทานสันติสุขเทอญ

ให้เราภาวนา: ข้าแต่พระเป็นเจ้า โดยคำเสนอวิงวอนของนักบุญยอห์น เดอะ บัปติสท์ โปรดประทานพระหรรษทานให้เราติดตามพระเยซูคริสตเจ้า พระบุตรของพระองค์ พระอาจารย์ของเรา ให้เราเจริญชีวิตเหมือนท่านนักบุญในฤทธิ์กุศลแห่งความบริสุทธิ์ การทำพลีกรรม ความสุภาพถ่อมตน ความนบนอบ ความอดทน การถือพระบัญญัติของพระองค์ด้วยความยินดี และให้เราเตรียมตัวอย่างดีก่อนรับพระกายพระคริสตเจ้าในมิสซา อาแมน
31/7/53 โพสต์โดย โซลมาสเตอร์
9 จาก 10
นักบุญโยเซฟ (ฮีบรู: יוֹסֵף‎ Yosef) ชาวคาทอลิกเรียกว่านักบุญยอแซฟ[1] เป็นนักบุญในศาสนาคริสต์ เกิดเมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 1 และเสียชีวิตในคริสต์ศตวรรษเดียวกัน ที่เมืองนาซาเร็ธในประเทศอิสราเอลปัจจุบัน นักบุญโยเซฟสืบสายมาจากตระกูลกษัตริย์ดาวิด คัมภีร์พันธสัญญาใหม่ระบุว่าเป็นสามีของนางมารีย์ (มารดาพระเยซู)[2] นักบุญโยเซฟมิใช่บิดาตามเชึ้อสายของพระเยซูแต่ก็ถือกันว่าเป็นบิดาบุญธรรม[3][4][5]และเป็นหัวหน้าของ “ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์” หรือ “ครอบครัวพระเยซู” (Holy Family)

เชี้อสายตามหลักฐานของพระวรสารนักบุญมัทธิว[6] กล่าวว่าพ่อของนักบุญโยเซฟชื่อยาโคบ แต่ตามหลักฐานของพระวรสารนักบุญลูกา[7] กล่าวว่าพ่อของนักบุญโยเซฟชื่อเฮลี พระวรสารในสารบบไม่ได้ระบุวันและสถานที่เกิดและตายของโยเซฟ เท่าที่ทราบโยเซฟอยู่ที่เมืองนาซาเรธ ใน กาลิลี[8] อยู่ที่เบธเลเฮม ในแคว้นยูเดียเป็นเวลาอีกสองปี[9] และถูกบังคับให้ไปลี้ภัยไปอยู่อียิปต์อีกระยะหนึ่ง[10] แม้ว่า “พระวรสารสหทรรศน์” จะไม่ได้กล่าวถึงอายุของโยเซฟแต่จากเอกสารอื่น ๆ โยเซฟเป็นพ่อหม้ายลูกติดเมื่อแต่งงานกับมารีย์ และมารีย์เป็นหม้ายเมื่อพระเยซูออกเทศนาและเมื่อพระเยซูทรงรับพระทรมาน ฉะนั้นจึงสันนิษฐานว่าโยเซฟเสียชีวิตก่อนที่พระเยซูสิ้นพระชนม์

อาชีพของโยเซฟตามที่บรรยายในพระวรสารว่าเป็น τεκτων, ภาษากรีกหมายถึงช่างแต่ในศาสนาคริสต์ถือกันว่าโยเซฟเป็นผู้ทำงานกับไม้หรือช่างไม้ แต่ในภาษาอังกฤษปัจจุบันใช้คำว่า “joiner” หรือ “cabinet-maker” หรือช่างทำเฟอร์นิเจอร์ซึ่งเหมาะกับความหมายในภาษากรีกมากกว่า[11] นอกจากนั้นแล้วพระวรสารก็มิได้กล่าวถึงโยเซฟ และไม่มีบทพูด มิได้บอกสถานที่เกิดและสถานที่เสียชีวิต และเวลาต่างที่เกี่ยวกับโยเซฟก็แตกต่างกัน บางครั้งก็จะกล่าวว่าอายุมากกว่ามารีมาก และบางครั้งก็เพียงไม่กี่ปี บางวรสารกล่าวว่าโยเซฟเป็นพ่อหม้ายลูกติดเมื่อแต่งงานกับมารีย์ ในพระวรสารกล่าวถึงโยเซฟเมื่อพระเยซูไปเยรูซาเลมเมื่ออายุสิบสองปี แต่ไม่มีอะไรที่กล่าวถึงโยเซฟหลังจากนั้น เอกสารเกี่ยวกับเวลาเสียชีวิตไม่ชัดเจนแต่เมื่อพระเยซูออกเทศนามารีย์ก็เป็นหม้ายแล้ว[12]

ในนิกายโรมันคาทอลิกถือว่านักบุญโยเซฟเป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์กรรกรและมีวันสมโภชหลายวัน และในปี ค.ศ. 1870 สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 9 ประกาศให้นักบุญโยเซฟและนักบุญเปโตรเป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของศาสนจักรคาทอลิกทั้งหมด นอกจากนั้นโยเซฟยังเป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์เมืองและประเทศหลายเมืองและหลายประเทศ
22/9/55 โพสต์โดย อาเซน
10 จาก 10
นี่ครับนักบุญทั้งหมด
26/1/57 โพสต์โดย Blue sea
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
ไม่ทราบว่าคุณเอเค้ามีชื่อนักบุญทางศาสนาคริสต์ว่าอะไรค่ะ
ในวันสิ้นโลกคนดีหรือนักบุญเท่าหรือที่จะอยู่รอด
นักบุญเปาโลหายตาบอดที่เมืองอะไร
ทำไมต้อง วันฮาโลวีน
ช่วยแต่งกลอนแปดเกี่ยวกับวันนักบุญหลุยส์ ไห้หน่อยน้ะค้า า' ><
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู