วัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ภาคอีสานเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมอันเก่าแก่ ซึ่งปัจจุบันสามารถ แบ่งคนอีสานตามเชื้อสายบรรพบุรุษ ได้ 3 กลุ่มคือ
1) ลาว มีถิ่นฐานตั้งแต่เขตจังหวัดมหาสารคาม ร้อยเอ็ด
2) ไทย มีถิ่นฐานต่ำลงมาในเขตจังหวัดนครราชสีมา กลุ่มนี้มีวัฒน- ธรรม ภาษา และประเพณีแตกต่างไปจากพวกลาวอีสาน
3) เขมร มีถิ่นฐานทางด้านตะวันออกในเขตบุรีรัมย์ ศรีสะเกษ
กลุ่มคนในภาคอีสาน เป็นผู้รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างเคร่งครัด ยึดมั่นในพุทธศาสนา และวัฒนธรรมประจำท้องถิ่น นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ซึ่งเป็นศูนย์รวมชาวอีสานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้แก่
1) การเคารพในพระบรมสาริกธาตุ ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์ทางศาสนาที่มีความผูกพันกับชาวลาวมาอดีต พระบรมธาตุของจังหวัดต่าง ๆ ในภาคอีสาน ทั้งในเขต อีสานเหนือและอีสานใต้ จึงเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของชาวอีสาน
2) การเคารพสักการะพระปรางค์และปราสาทต่าง ๆ กัน เป็นศิลปะของขอมที่ปรากฏในบริเวณอีสานใต้ แสดงถึงความผูกพันกับดินแดนของกัมพูชาในประวัติศาสตร์ ดังเช่น ปราสาทหินพิมาย ปราสาทเขาพนมรุ้ง เป็นต้น
3) การเคารพสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีหรือย่าโม ที่หน้าประตู เมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา
ภาคอีสานเป็นที่รู้จักแพร่หลายทางด้านศิลปะแบบเขมร โบราณวัตถุ และโบราณสถานที่สำคัญคือศิลาจำหลักทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ปราสาทเขาพนมรุ้ง ปราสาท หินเมืองต่ำซึ่งได้รับการยกย่องให้มีคุณค่าทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมแบบเขมรและได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกที่สำคัญ
นอกจากนั้น ชาวอีสานเป็นผู้มีความสามารถในการ ทอผ้าไทยมา เป็นเวลาช้านาน ภายหลังจากได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในการสนับสนุนการทอผ้าไหมของชาวอีสาน ส่งผลให้มีการทอผ้าไทยที่มีคุณภาพสูง อาทิ ผ้าไหม มัดหมี่ ผ้าทอพื้นเมืองลายขิด ผ้าไหมของชาวพูไทย จังหวัดนครพนม และผ้าไหมอำเภอมักธงชัย เป็นต้น
ประเพณีฮีตสิบสอง
คำว่า"ฮีต"หรือ"รีต"หรือ"จารีตประเพณี" หมายความว่า "ประเพณี อันเนื่องด้วยศีลธรรมซึ่งคนส่วนรวมถือว่ามีค่าแก่สังคม ใครประพฤติฝ่าฝืนหรืองดเว้น ไปไม่กระทำ ตามที่กำหนดไว้ ถือว่าผิดเป็นชั่ว" ฮีตสิบสองของชาวอีสานเป็นฮีตที่บริสุทธิ์ เป็นเรื่องของความ เชื่อ ในพระพุทธศาสนาและประเพณีนิยมพื้นบ้าน เป็นประเพณีที่สมาชิกในสังคมจะได้มีโอกาสร่วมชุมชนกันทำบุญประจำทุกๆเดือนของรอบปี ผลที่ได้รับคือทุกคนจะได้มีเวลาเข้าวัดใกล้ชิดกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น ทำให้ได้มีโอกาสพบปะและรู้จักมักคุ้นกัน รวมทั้งเป็นจารีตบังคับให้ทุก ๆ คนเสียสละทำงานร่วมกัน เมื่อว่างจากงานอาชำแล้ว ดังนั้นประเพณีฮีตสิบสองก็คือ ประเพณีสิบสองเดือนนั่นเอง
ประเพณีแรกของฮีตสิบสองจะเริ่มต้นด้วย เดือนเจียงหรือเดือนอ้าย เป็นงานบุญเข้ากรรมซึ่งเป็นการออกจากอาบัติประจำปีตามวิธีการของพระสงฆ์ ในระยะนี้ชาวบ้าน ที่มีจิตศรัทธาเลื่อมใสจะพากันจัดอาหารคาวหวานและข้าวของเครื่องใช้เล็ก ๆ น้อย ๆ ไป ถวายเพื่อช่วยสงเคราะห์ให้การอยู่กรรมของท่านดำเนินไปด้วยดี นอกจากนั้นยังได้ฟังเทศน์ ฟังธรรม เป็นการได้บุญอีกโสดหนึ่งด้วย ประเพณีเข้ากรรมนี้บางแห่งเชื่อว่าเป็นการทดแทนและระลึก ถึง คุณมารดาเพราะมารดาเคยอยู่กรรมนี้มาแล้ว ฉะนั้นเมื่อบวชแล้วจะแทนคุณมารดาได้ก็ต้อง เข้ากรรมเสียก่อน ประเพณีเข้ากรรมนี้ไม่ได้กำหนดวันลงไปแน่นอน แต่จะอยู่ในระหว่างเดือนอ้าย
เดือนยี่เป็นระยะเวลาที่ข้างออกรวงแก่จัดและรอการเก็บเกี่ยว ในเดือนนี้จึงมีประเพณีเกี่ยวข้องกับการเก็บและการนวดข้าว เรียกว่า บุญคูนลาน ไม่กำหนดวัน แน่นอน เป็นแต่ว่าเมื่อนวดข้าวเสร็จแล้ว ชาวนาจะประกอบพิธีทำบุญกันที่ลานนั่นเอง แต่ถ้าหากขนข้าวขึ้นยุ้งแล้ว มักทำบุญที่บ้านหรือทำรวมกันที่หมู่บ้าน เป็นลักษณะการทำบุญบูชา แม่โพสพ เมื่อได้ข้าวมาสู่ลานแล้วนั่นเอง
เดือนสามเป็นการทำบุญข้าวจี่ ชาวบ้านจะเอาข้าวเหนียวมาปั้นแล้วจี่ คำว่าจี่ ก็คือปิ้งนั่นเอง วิธีทำคือนำข้าวเหนียวมาปั้นเป็นก้อนขนาดโตเท่าไข่ห่าน แล้วเสียบปลายไม้ที่เหลาเตรียมไว้ ไม้ไผ่นี้ยาวประมาณ 75 เซนติเมตร ใหญ่ขนาดนิ้วมือ จี่หรืออังบนไฟอ่อน ๆ พลิกไปพลิกมาจนเหลืองทั่วกันดีแล้ว นำมาทาด้วยไข่แล้วนำไปจี่อีกที ไข่ที่ใช้มานี้ใช้ทั้งไข่แดงและไข่ขาวตีให้เข้ากัน พอไข่เหลืองมีกลิ่นหอมก็ดึงไม้ออก เอาน้ำตาลปึกหรือน้ำอ้อยใส่เข้าไปเป็นไส้หวานจะนำไปถวายพระ พร้อมด้วยอาหารคาวหวานชนิดต่าง ๆ จากนั้นก็มีการถือศีล ฟังพระเทศน์เสร็จจากเลี้ยงพระก็มีการเซ่นปู่ย่าเพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษ
เดือนสี่เป็นงานทำบุญพระเวส(พระเหวด)หรือบุญคบงันหรือ เทศน์มหาชาติการทำบุญพระเวสนั้นแบ่งเป็นสามวัน วันแรกเป็นวันรวมหรือที่พื้นเมืองเรียกว่า มื่อโฮม วันที่สองมีการแห่พระเวสสันดร กัณหา ชาลี และพระนางมัทรี มีการเซิ้งนำหน้า วันที่สาม ฟังเทศน์มหาชาติในงานบุญพระเวสนี้ จะมีการตกแต่งศาลาให้คล้ายกับพระเวสสันดรในเขาวงกต ชาวบ้านมีหน้าที่หาอาหารมาเลี้ยงพระและแขกเหรื่อ งานนี้จะมีผู้คนจากที่ต่าง ๆ มาชุมนุมกัน ทั้งคนหนุ่มสาว คนเฒ่าคนแก่ ต่างคนก็ร่วมแรงร่วมใจกันหาเงินเข้าวัด เพื่อที่พระจะได้นำไปบูรณะ ซ่อมแซมวัด
เดือนห้าเป็นงานบุญสรงน้ำ หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่าวันสงกรานต์ เริ่มตั้งแต่ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เมื่อถึงงานสงกรานต์ชาวบ้านจะหยุดทำงานเพื่อมาร่วมสนุกสนานกันเป็นเวลาถึงเจ็ดวัน ในระหว่างนั้นก็มีการสรงน้ำพระพุทธ พระสงฆ์ โดยชาวบ้านจะทำผาม (ปะรำ) แล้วเชิญพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐาน ณ ปะรำพิธี บนปะรำมีรางน้ำ ทำเป็นรูปพญานาคที่ไว้สำหรับสรงน้ำพระพุทธที่หนึ่ง พระสงฆ์ที่หนึ่ง
ในตอนเช้าของวันงานบุญสรงน้ำ ชาวบ้านก็พากันทำบุญตักบาตรถวายจังหันพอถึงกลางวันก็ถวายเพล ราวเที่ยงวันจึงนำดอกไม้ ธูปเทียน น้ำขมิ้นและของ หอมไปสรงน้ำพระ แล้วรดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่ให้อยู่เย็นเป็นสุขสืบไป จากนั้นก็มีการสาดน้ำ ตอนบ่ายหลังจากแล่นสาดน้ำแล้วก็จะไปเก็บดอกไม้ตามไร่นาป่าเขาใกล้ๆหมู่บ้านมา เตรียมไว้