ขออนุญาตยกข้อความมาประกอบนะคะ
"... โดยหลักแล้วมีกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 บัญญัติว่า " ห้ามมิให้เรียกดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี ถ้าในสัญญากำหนดดอกเบี้ยเกินกว่านั้น ก็ให้ลดลงมาเป็นร้อยละสิบห้าต่อปี " ดังนั้น การกู้ยืมเงินที่เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดกว่าร้อยละ 15 ต่อปี (เว้นแต่ธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่นยกเว้นให้เรียกดอกเบี้ยเงินกู้เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ได้ตามกฎหมายเฉพาะ) ดอกเบี้ยเกินกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะ ผู้ให้กู้จะฟ้องเรียกร้องไม่ได้
แต่ในความเป็นจริงโลกไม่ได้สวยงามดังที่คิด มีการเรียกดอกเบี้ยจากลูกหนี้กันโหดเหลือเกิน เช่น เรียกดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมร้อยละ 3 ต่อเดือน (นั่นเท่ากับร้อยละ 36 ต่อปีเชียวนะ) หรือ ร้อยละ 5 ต่อเดือน (ร้อยละ 60 ต่อปี) จะเห็นได้ว่าข้อตกลงในเรื่องดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะเสียทั้งสิ้น แล้วถ้าผู้ให้กู้จะกลับมาเรียกดอกเบี้ยตามกฎหมายคือไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปีได้หรือไม่? คำตอบคือ ไม่ได้ค่ะ ซึ่งเหตุผลก็ตรงตัวอยู่แล้วว่า เมื่อข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะเสียแล้วก็ถือว่าไม่มีดอกเบี้ยต่อกัน ก็เท่ากับว่าไม่มีข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยอยู่เลย (แม้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 จะระบุว่าถ้าในสัญญาเรียกดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี ก็ให้ลดลงมาเป็นร้อยละ 15 ต่อปี ก็ตาม
เพราะข้อตกลง เป็นโมฆะเนื่องจากขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรามาตรา 3 ) แต่เจ้าหน้าที่ไม่ต้องตกใจว่าเงินที่ให้กู้จะสูญเปล่า และลูกหนี้ก็ไม่ต้องไชโย..โห่ร้องนะค่ะ แม้ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยจะตกเป็นโมฆะ ถือว่าไม่มีข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยต่อกัน แต่สัญญากู้ยืมเงินยังสมบูรณ์อยู่ แล้วจะคิดดอกเบี้ยกันได้หรือไม่? อัตราร้อยละเท่าใด ? ประเด็นนี้มีกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บรรญัติว่า " ถ้าไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรม
หรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี บัญญัติว่า " และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง บรรญัติว่า " หนี้เงินนั้นให้คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี " ดังนั้น เมื่อผู้ใดผิดนัดไม่ชำระเงินต้น ผู้กู้ก็จะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ อัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด กรณีที่ผู้กู้ได้เคยชำระดอกเบี้ยที่เกินกว่าอัตรากฎหมายกำหนดให้แก่ผู้ให้กู้ไปแล้วเช่นอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน หรือ ร้อยละ 5 ต่อเดือนเช่นนี้ ผู้กู้จะมีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยนั้นคืนจากผู้ให้กู้ได้หรือไม่?
หรือผู้กู้จะนำมาหักกับดอกเบี้ยที่ยังค้างอยู่ได้หรือไม่ ซึ่งถ้าทำได้ ผู้กู้ก็อาจนำมาหักดอกเบี้ยจากเงินต้นได้ซึ่งอาจเพียงพอที่จะชำระหนี้ กรณีนี้ศาลฎีกา ได้เคยมีคำพิพากษาแล้ว โดยวินิจฉัยว่า " การที่ผู้กู้ยืมยอมชำระดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดแก่ผู้ให้กู้ ถือว่า เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ โดยรู้ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ผู้กู้จึงไม่มีสิทธิ (กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407) จึงไม่มีสิทธิจะนำไปหักดอกเบี้ยตามกฎหมาย หรือหักจากยอดเงินต้นให้ลดน้อยลงได้"
อย่างไรก็ตาม การกู้ยืมเงินกัน ย่อมได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ต้องตระหนักถึงความถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมายด้วยนะค่ะ เจ้าหนี้ก็อย่าโหดจนเกินไป ลูกหนี้ก็อย่าเบี้ยวกันเลย ถ้อยที ถ้อยอาศัยกันดีกว่า!
อ้างอิง:
การอ้างอิง