อะ.. มาตอบและให้ข้อมูลกับเด็ก ๆ และเผื่อแผ่ไปถึงคนอื่น ๆ ที่อาจจะคิดเหมือนเจ้าของกระทู้
คำว่า "อังกฤษ" ดั้งเดิมแรกเริ่มเดิมทีก็มีอังกฤษอยู่เพียงประเทศเดียวในโลก เป็นประเทศมหาอำนาจที่เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลกล่าอาณานิคม แน่นอนว่าคนอังกฤษใช้ภาษาอังกฤษ
พอเดินทางไปทั่วโลก ภาษามันก็กระจายตามผู้คน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลกมันก็คือภาษาอังกฤษ
ต่อมา.. คนอังกฤษเดินทางมาที่ผืนแผ่นดินใหม่ (เล่าฉบับบย่อนะ) ที่ต่อมาเรียกว่า "อเมริกา" ภาษาที่เค้าใช้กันก็คืออังกฤษ
ประเทศอังกฤษมีกษัตริย์ปกครอง ดังนั้นอะไร ๆ ก็จะค่อนข้างพิถีพิถันเพื่อให้สมกับการปฏิบัติต่อความเป็นกษัตริย์และราชวงค์รวมไปถึงชีวิต, ขนบธรรมเนียม, วัฒนธรรมของคนอังกฤษ แต่.. ในทางตรงกันข้าม ที่อเมริกาไม่ได้มีกษัตริย์ ดังนั้นภาษาที่ใช้ก็จึงค่อนข้างจะง่าย ๆ หลวม ๆ ไม่พิถีพิถันมากมาย แต่ก็ยังเป็นภาษาอังกฤษนั่นแหละ
เมื่อความพิถีพิถันน้อยลง จนกลายมาเป็นที่เรียกกันว่าภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน หนำซ้ำสำเนียงการออกเสียงก็ต่างออกไป
เมื่อจะถามว่า อังกฤษ-อังกฤษ และ อังกฤษ-อเมริกันต่างกันตรงไหน? คำตอบคือ หลักใหญ่ ๆ ตามพื้นฐานแล้ว จะไม่มีอะไรต่างกันเลย จะมีก็แต่สิ่งปลีกย่อยอย่างที่ยกมาข้างต้น คงพอนึกภาพออกนะ
พอมาถึงปัจจุบัน ถ้าพูดถึงว่าความแตกต่าง คนอังกฤษและคนอเมริกันเค้าจะหมายถึง "สำเนียง" และการออกเสียง แต่ก็มีบ้างที่การสะกดต่างกันเพียงไม่กี่คำ ก็อย่างที่บอกน่ะแหละว่าอเมริกันจะไม่พิถีพิถัน ดังนั้นจึงมีหลายคำที่อักษรบางตัวถูกตัดออกไป ยกตัวอย่างเช่น อังกฤษสะกดคำเหล่านี้ cheque, labour, colour, catalogue ส่วนอเมริกันจะสะกดเป็น check, labor, color catalog
เมื่อเห็นการสะกดเหล่านี้ คนที่คุ้นเคยกับภาษาอังกฤษจะสามารถบอกได้ทันทีว่าคนผู้นั้นมาจากอเมริกาหรือว่าอังกฤษ และถ้าได้พูดคุยกันก็จะสามารถบอกได้จากสำเนียงของคนนั้น ๆ
ในเมืองไทยเรา (ปัจจุบันนี้ไม่รู้นะ) สมัยที่น้าอ้อเรียนหนังสือในเมืองไทยเราเรียกกันว่าใช้หลักสูตรของอังกฤษ-อังกฤษ อันนี้ทราบเพราะว่าแยกแยะได้จากการสะกดคำอย่างที่บอกมาข้างต้น หลักสูตรต้นฉบับทั้งหลายนั้นตรงมาจากอังกฤษ ไม่ใช่อเมริกา ซึ่งถ้าต้องการทราบว่าเด็กไทยในปัจจุบันนี้เรียนหลักสูตรไหน, ต้นฉบับมาจากไหน ก็สามารถสังเกตุได้ตามที่ได้บอกมา
หวังว่าจะช่วยให้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้นในเรื่องของภาษานะคะ เพราะน้าอ้อเรียนและใช้ทั้งสองภาษา มั่นใจที่จะพูดได้ว่าสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดีพอ ๆ กับภาษาไทย
โดยเฉพาะช่วงสามสิบปีหลังของชีวิต ได้ใช้ภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาไทย ขนาดที่ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่ใช้ภาษาไทยไม่ออกเพราะไม่ได้กลับมาเมืองไทยและไม่ได้อยู่ในสังคมคนไทย ไม่ใช่ว่าลืมแต่ถ้อยคำมันติดอยู่ในหัว ไม่ออกจากปาก จุดนี้เองที่ทำให้รู้สึกตกใจ ประกอบกับช่วงนั้นระบบอินเตอร์เน็ตเริ่มแพร่หลาย ก็เลยเป็นโอกาสดีที่ทำให้ได้กลับมาใช้ภาษาไทยอีกครั้ง