ค้นหา ค้นรูป แผนที่ Gmail ไดรฟ์ ปฏิทิน แปลภาษา ภาพถ่าย อื่นๆ »
ลงชื่อเข้าสู่ระบบ
กูรูไม่ได้รับการสนับสนุนบนเบราว์เซอร์ของคุณ: คุณสมบัติบางอย่างอาจทำงานได้ไม่ถูกต้อง โปรดคลิกตรงนี่เพื่อดูรายชื่อเบราว์เซอร์ที่สนับสนุน
กูรู
การกินสมุนไพร กวาวเครือแดง มีประโชยน์ หรือ โทษอย่างไรบ้าง?
การกินสมุนไพร กวาวเครือแดง มีประโชยน์ หรือ โทษอย่างไรบ้าง?
กวาวเครือแดงเหมาะกับผู้ชาย  ส่วนกวาวเครือขาวจะ้เหมาะกับเพศหญิง มีวิธีการกินอย่างไร? จึงจะเหมาะสม โรคอะไรบ้างที่ห้ามกินสมุนไพรชนิดนี้บ้างครับ?
คำตอบ (8)
จัดเรียงตาม: คะแนน | เวลา
ลงชื่อเข้าใช้ หรือ ลงชื่อสมัคร เพื่อตอบคำถามนี้ได้เลย
Google ค้นเว็บ
Google ค้นรูป
เลือกวิดีโอ YouTube
ค้นหา
ป้อน URL
พิมพ์คำค้นหาของคุณลงในช่องเพื่อหาเว็บลิงก์
พิมพ์คำค้นหาของคุณลงในช่องเพื่อหาเว็บลิงก์
พิมพ์คำค้นหาของคุณลงในช่องเพื่อหาเว็บลิงก์
ช่องค้นหาต้องไม่ว่างเปล่า
วาง URL ในช่องด้านล่าง:
ไม่สามารถโหลดเว็บไซต์ได้
ค้นหาใน YouTube
เพิ่มลิงก์วิดีโอ
อิอิ ไม่ต้องกินครับพลังเหลือเฟือเลย อิอิ
23/9/52
jm_007
กวาวเครือ
ลักษณะทางพฤษศาสตร์

กวาวเครือขาว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pueraria mirifica Airy Shaw et Suvatab. เป็นพืชตระกูลถั่ว (วงศ์ Leguminosae) ขึ้นในป่าเบญจพรรณ บนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 250-800 เมตรในป่าสูงทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันต้นไม้ใหญ่ เป็นไม้ผลัดใบ ขนาดกลาง เถายาวประมาณ 5 เมตร ลำต้นเกลี้ยง เปลือกนอกของลำต้นมีสีน้ำตาลเข้มและค่อนข้างแข็ง มีหัวใต้ดินขนาดใหญ่ทำหน้าที่สะสมอาหาร

ลักษณะ ค่อนข้างกลม และคอดยาวเป็นตอนๆต่อเนื่องกัน กิ่งอ่อน ยอดอ่อน ก้านช่อดอก และกลีบเลี้ยงมีขนสั้นๆ ใบเป็นใบประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ ก้านใบประกอบยาว 10-38 ซม. ใบย่อยใบกลางรูปไข่กว้าง 9-15 ซม. ยาว 15-30 ซม. ปลายมนถึงเรียวแหลม โคนสอบถึงมน กวาวเครือแดง คาดว่าคือ Butea superba Roxb. ในวงศ์ Leguminosae เช่นเดียวกัน

สรรพคุณทางการแพทย์แผนไทยและแผนพื้นบ้าน จากตำรายาหัวกวาวเครือของหลวงอนุสารสุนทรกล่าวว่า กวาวเครือมี 4 ชนิด คือ
1. กวาวเครือขาว เป็นไม้เถา ขึ้นกับต้นไม้หรือเลื้อยไปบนดิน ก้านใบหนึ่งมี 3 ใบใบเล็กกว่าชนิดแดง หัวคล้ายมันแกว ขนาดของหัวจะขึ้นอยู่กับลักษณะดินการใช้ทำยาให้เลือกหัวแก่ เอามีดปาดดูจะมียางสีขาวคล้ายน้ำนม เนื้อเปราะมีเส้นมาก
2. กวาวเครือแดง เมื่อถูกสะกิดที่เปลือกหัวจะมียางสีแดงคล้ายเลือดไหลออกมาเมื่อใช้ทำเป็นยา ชนิดแดงแรงกว่าชนิดขาว
3. กวาวเครือดำ ลำต้นและเถาเหมือนกวาวเครือแดง แต่ใบและหัวมีขนาดเล็กกว่า มียางสีดำ ใช้ทำเป็นยามีฤทธิ์แรงมาก ขนาดที่ใช้น้อยมาก
4. กวาวเครือมอ ทุกส่วน ต้น เถา ใบ หัว เหมือนกับชนิดดำ แต่เนื้อในหัวและยางสีมอๆค่อนข้างจะหายาก เช่นเดียวกับชนิดดำ มีหัวเล็กขนาดมันเทศ

สรุปสรรพคุณของกวาวเครือตามตำรา ยาไทย เป็นยาอายุวัฒนะสำหรับผู้สูงอายุใช้ได้ทั้งหญิงและชาย (คนหนุ่มสาวห้ามรับประทาน)
+ ทำให้กระชุ่มกระชวย
+ ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นกลับเต่งตึงมีน้ำมีนวล
+ ช่วยเสริมอก กระตุ้นเต้านมขยายตัว โดยเฉพาะกวาวเครือขาว
+ ช่วยให้เส้นผมที่หงอกกลับดำ และเพิ่มปริมาณเส้นผม
+ แก้โรคตาฟาง ต้อกระจก
+ ทำให้ความจำดี
+ ทำให้มีพลัง การเคลื่อนไหวการเดินเหินจะคล่องแคล่ว
+ ช่วยบำรุงโลหิต
+ ช่วยให้รับประทานอาหารมีรสชาติอร่อย

ข้อห้ามใช้
แพทย์พื้นบ้านแนะนำว่า ไม่ควรรับประทานกวาวเครือมากหรือต่อเนื่องกันนานเกินไป จะทำให้ มีอาการเต้านมโตเกินไป เต้านมดานแข็งเป็นก้อน และทำให้เกิดเป็นลมสาน (เนื้องอกหรืออาจเป็นมะเร็ง) ที่เต้านมได้ และสำหรับผู้ชายหากรับประทานมาก จะมีเยื่อหุ้มที่อัณฑะหนาตัวขึ้นและอาจนำไปสู่การเป็นลมสาน (มะเร็ง) ที่อัณฑะได้

อาการข้างเคียง เมื่อรับประทานกวาวเครือ 3-4 วัน จะปวดครั่นตามเนื้อตัว ที่เอวและข้อต่อทุกแห่ง เมื่อมีอาการปวดดังกล่าว ให้อาบน้ำเย็นก็จะมีอาการดีขึ้น ให้รับประทานยาต่อไปได้ไม่ต้องหยุดยา

ข้อควรระวัง กวาวเครือทุกชนิดมีพิษทำให้เมาเบื่อในตัวเอง โดยเฉพาะชนิดแดงมีพิษมาก แต่ทุกชนิดสามารถนำมาทำยาได้หมด โดยจะต้องนำสมุนไพรอื่นร่วมในการทำยา เรียกว่าเป็น “ตัวคุม”

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
งานวิจัยเกี่ยวกับกวาวเครือส่วนใหญ่เน้นไปที่การศึกษาผลคล้ายฮอร์โมน estrogen ของสมุนไพรหรือสิ่งสกัดจากสมุนไพรชนิดนี้ ซึ่งผลการทดลองเกือบทั้งหมดเป็นการศึกษาในสัตว์ทดลอง ยังมีการศึกษาในมนุษย์น้อยมาก งานวิจัยในช่วงแรกๆมุ่งไปที่การศึกษาฤทธิ์ของสาร miroestrol ซึ่งพบว่าในสัตว์ทดลอง สารนี้มีฤทธิ์ประมาณ 2 ใน 3 ของ stilbestrolเมื่อทดลองให้หนูถีบจักรที่ยังไม่โตเต็มที่กินสารนี้เข้าไป และมีฤทธิ์ราว 70% ของสาร 17b-estradiol เมื่อให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังของหนูขาว แต่เมื่อให้โดยวิธีเดียวกันนี้กับหนูถีบจักร พบว่ามีฤทธิ์เป็น 2.2 เท่าของสาร estrone ผลการทดลองในสตรีที่ประจำเดือนไม่มาตามปกติ 10 คน โดยให้สารนี้ในขนาด 1 และ 5 มก. วันละ 6 ครั้ง พบว่าสารนี้แสดงฤทธิ์เป็น estrogen อย่างรุนแรง โดยแสดงผล 2-3 สัปดาห์หลังจากเริ่มให้สารนี้ และในบางกรณีสามารถทำให้ประจำเดือนมาหลังจากหยุดให้สาร 7-18 วัน อาการข้างเคียงที่พบส่วนใหญ่ ได้แก่ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ.....
ที่มา:
http://www.thaifitway.com/education/ndata/n2db/question.asp?QID=5
การอ้างอิง
27/6/53
chanant
ข้อมูล  ตามเว็ปนี้เลยครับ

http://www.pharm.chula.ac.th/surachai/Miscel/Khao-01.htm
23/9/52
BABORCLUB
ถ้าสนใจ ในกวาวเครือแดงแบบทา ซึ่งมีอันตรายน้อยกว่าเชิญไปที่นี่ได้ครับ
การอ้างอิง
มะเร็ง
คำตอบบางข้อถูกลบออกจากการแสดงผลของคุณ
เกี่ยวกับคำถามนี้
รางวัลคำตอบดีที่สุด 0 คะแนน
เปิดดูแล้ว 56741 ครั้ง
มีคนตอบแล้ว 8 คำตอบ
คำถามที่เกี่ยวข้อง
คำตอบ: 2 คะแนน: 0
คำตอบ: 3 คะแนน: 3
คำตอบ: 6 คะแนน: 0
คำตอบ: 11 คะแนน: 6
คำตอบ: 8 คะแนน: 0
คำตอบ: 4 คะแนน: 0
คำตอบ: 8 คะแนน: 3
คำตอบ: 5 คะแนน: 1
x
©2013 Google - ข้อกำหนด - นโยบายเนื้อหา - ความเป็นส่วนตัว - หลักเกณฑ์ของชุมชน