กระบวนการตัดสินใจเป็น “เมียน้อย”
เมื่อการเป็น “เมียน้อย” ถูกมองว่าเป็นเอกลักษณ์ที่มีปัญหา (spoiled identity) เบี่ยงเบนจากบรรทัดฐานทางสังคม ทั้งยังมีสถานภาพที่ตกเป็นรองทั้งในทางสังคมและสิทธิต่างๆ ตามกฎหมาย การตัดสินใจของผู้หญิงที่เป็นเมียน้อยจึงย่อมต้องผ่านการคิดใคร่ครวญมากกว่าปกติ ผลจากการศึกษาพบว่า เงื่อนไขที่เกื้อหนุนให้ผู้หญิงกลุ่มนี้ตัดสินใจเป็นเมียน้อยได้แก่ ความกดดันทางด้านครอบครัวที่เกิดจากสภาพครอบครัวแตกแยก พ่อแม่ชอบทะเลาะกัน หรือเลี้ยงดูอย่างเข้มงวดมาก ไม่ยอมให้ออกไปเที่ยวไหน พอมีโอกาสได้ออกไปข้างนอกก็ได้พบสิ่งที่ตนเองต้องการ บางคนก็มีชีวิตสมรสที่ล้มเหลว เช่น เคยเป็นเมียหลวงมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ก็ไปไม่รอด อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขสำคัญจริงๆ ที่ทำให้ผู้หญิงกลุ่มนี้เลือกตัดสินใจเป็นเมียน้อยก็คือ ความผูกพันทางอารมณ์กับฝ่ายชาย ในแง่ที่ฝ่ายชายสามารถให้ความอบอุ่นทางด้านจิตใจได้ ขณะที่บางคนก็ต้องการลบคำสบประมาทหรือเอาชนะคำท้าทายของบุคคลอื่น
เมื่อผู้หญิงได้ตัดสินใจเป็นเมียน้อยแล้ว สถานภาพการเป็นเมียน้อยในช่วงแรกมีลักษณะไม่เป็นทางการ สิ่งที่จะทำให้สถานภาพดังกล่าวมีลักษณะเป็นทางการหรือชัดเจนมากขึ้นก็คือ การทำพิธีสู่ขอและการแต่งงาน ซึ่งเป็นเครื่องแสดงความรับผิดชอบของฝ่ายชายต่อครอบครัวฝ่ายหญิง
การปรับตัวของ “เมียน้อย”
ดังที่ทราบกันอยู่แล้วว่าสถานภาพเมียน้อยนั้นไม่มีใครยอมรับ แล้วคนที่เป็นเมียน้อยจะปรับตัวให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตในช่วงแรกของการตัดสินใจได้อย่างไร?
การไม่ยอมรับจากคนรอบข้างนั้นแบ่งเป็น 2 ประเภท คือบุคคลสำคัญทั้งสำหรับฝ่ายชายและฝ่ายหญิง (พ่อแม่ ญาติพี่น้อง) ซึ่งอาจแสดงการไม่ยอมรับโดยการแสดงท่าทีรังเกียจ ดุด่า พูดจาประชดประชัน ไม่ให้ถูกเนื้อต้องตัว ฯลฯ วิธีการจัดการกับบุคคลสำคัญประเภทนี้ก็คือ การทำหน้าที่ “สะใภ้” ที่ดี และแยกตัวออกไปจากครอบครัวเดิม
ส่วนการไม่ยอมรับจากบุคคลทั่วไปนั้น ผู้ที่เป็นเมียน้อยจะจัดการโดยการไม่สนใจต่อปฏิกิริยาเชิงลบ การซุบซิบนินทา และไม่ออกงานสังคม ที่น่าสนใจคือ บางคนได้จัดการต่อรองความหมายของคำว่า “เมียน้อย” เช่น บอกว่าตนเป็น “เมียคนหนึ่ง" ของผู้ชาย เป็นเมียที่ผู้ชายให้ความรักความอบอุ่น ไม่ใช่เมียน้อยตามภาพที่สังคมรับรู้และเข้าใจ ประเภทที่เที่ยวตามราวีบ้านเมียหลวง หรือพวกหวังรวยทางลัด เพราะตนเองก็มีงานทำ มีรายได้เป็นของตนเอง ไม่ได้อยู่เฉยๆ ให้ผู้ชายเป็นฝ่ายหาเลี้ยง
การธำรงเอกลักษณ์ของเมียน้อย
การดำเนินชีวิตประจำวันของผู้หญิงที่เป็น “เมียน้อย” นั้นแตกต่างจาก “ผู้หญิงปกติ” ทั่วไป โดยเฉพาะในแง่ของการไปมาหาสู่และติดต่อกับฝ่ายชาย ซึ่งต้องมีลักษณะที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ และมีรูปแบบที่ไม่แน่นอน วิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุดก็คือ การนัดแนะเวลาไปหากัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้หญิงที่เป็นเมียน้อยจัดการไม่ได้ก็คือ ความคิดเกี่ยวกับตัวเอง เช่น ทำไมตนต้องมาเป็นเมียน้อย ทำไมไม่มีสามีอยู่เคียงข้างตลอดเวลาเหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ แต่พวกเธอก็มีวิธีให้เหตุผลอธิบายการกระทำของตัวเองเพื่อลบความรู้สึกผิดในใจ เช่น เป็นความผิดที่เธอไม่ได้เริ่มก่อ ผู้ชายเป็นฝ่ายมาหาเอง, เป็นเหตุสุดวิสัย คนจะรักกันมันห้ามไม่ได้, เป็นเวรกรรมจากชาติที่แล้ว หรือบอกว่า “ถึงเป็นเมียน้อยแต่ก็ไม่ได้เกาะผัวกิน” เป็นต้น
กลยุทธ์ในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างราบรื่น และจัดการกับเอกลักษณ์ที่มีปัญหาหรือถูกมองว่าเบี่ยงเบนของผู้ที่เป็น “เมียน้อย” ก็คือ การปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง ไม่ให้คนภายนอกรับรู้ถึงสถานภาพ “เมียน้อย” ของตน โดยการทำตัวแบบปกติ (normalization) ไม่พูดหรือแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความสัมพันธ์เมียน้อย-เมียหลวง หรืออาจทำในสิ่งตรงข้ามคือ แสดงความคิดเห็นเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ เพื่อมิให้แปลกแยกจากกลุ่ม ป้องกันไม่ให้คนภายนอกรับรู้เอกลักษณ์ที่มีปัญหาของตน อีกวิธีการหนึ่งที่ผู้เป็น “เมียน้อย” ใช้เมื่อไม่สามารถปกปิดเอกลักษณ์ของตนเองได้ก็คือ การลดแรงกดดันโดยการเปิดเผยตัว, การนิ่งเฉย อดทน ไม่แสดงความคิดเห็นตอบโต้, การบ่ายเบี่ยงหรือหันเหความสนใจ เป็นต้น
การอ้างอิง