ค้นหา ค้นรูป แผนที่ Gmail ไดรฟ์ ปฏิทิน แปลภาษา ภาพถ่าย อื่นๆ »
ลงชื่อเข้าสู่ระบบ
กูรูไม่ได้รับการสนับสนุนบนเบราว์เซอร์ของคุณ: คุณสมบัติบางอย่างอาจทำงานได้ไม่ถูกต้อง โปรดคลิกตรงนี่เพื่อดูรายชื่อเบราว์เซอร์ที่สนับสนุน
กูรู
น้ำหมักป้าเช็งรักษาโรคได้จริงหรือเปล่า
น้ำหมักป้าเช็งรักษาโรคได้จริงหรือเปล่า
น้ำหมักป้าเช็งรักษาโรคได้จริงหรือเปล่า
ยังสงสัยอยู่คับ
แต่รู้ว่า EMมีประโยชน์
แต่มันดีขนาดไหนกัน อยากรู้ๆ
คำตอบ (34)
จัดเรียงตาม: คะแนน | เวลา
ลงชื่อเข้าใช้ หรือ ลงชื่อสมัคร เพื่อตอบคำถามนี้ได้เลย
Google ค้นเว็บ
Google ค้นรูป
เลือกวิดีโอ YouTube
ค้นหา
ป้อน URL
พิมพ์คำค้นหาของคุณลงในช่องเพื่อหาเว็บลิงก์
พิมพ์คำค้นหาของคุณลงในช่องเพื่อหาเว็บลิงก์
พิมพ์คำค้นหาของคุณลงในช่องเพื่อหาเว็บลิงก์
ช่องค้นหาต้องไม่ว่างเปล่า
วาง URL ในช่องด้านล่าง:
ไม่สามารถโหลดเว็บไซต์ได้
ค้นหาใน YouTube
เพิ่มลิงก์วิดีโอ
ลองศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนนะครับทุกคน ไม่มีใครล่วงรู้ได้หรอก และอย่าไปว่าเค้าแบบนั้น มันอาจจะมีประโยชน์ หรือ ไม่มี ลองหาข้อมูลจากงานวิจัยดู
จริงๆที่เค้าใช้หมักมันไม่ใช่ขยะนี่ อันที่หมักจากขยะมันใช้ล้างห้องน้ำล้างจาน รดผัก
แต่อันที่เอามากินรักษาโรค แล้วก็ทาแผลอะ เค้าหมักจากสมุนไพร
16/2/54
foveix
คนไทยนี่ชอบเชื่อคนง่าย สำนักข่าวหัวเขียวเขานั่งเทียนเขียนยังไงก็เชื่อไปหมด
ที่เชื่อง่ายคือเชื่อแต่ชาวต่างชาติ เพราะดูถูกสติปัญญาของคนชาติเดียวกัน
ถ้าของไทยทำ คนไทยคิด ต้องยี้หมดทุกคน ทั้งๆที่บางเรื่องคนไทยเราคิดได้ก่อนเขา
สมุนไพรเราก็มีมากกว่าเขา สรรพคุณมหาศาล เพราะการยี้ของไทยนี้เอง ต่างชาติเขาถึง
ปล้นเอาไปจดสิทธิบัตรกันหมด ถ้าคิดว่ามันเชื่อยากมากนักก็ไม่ต้องเชื่อหรอกแต่ใครที่ไม่เชื่อ
อะไรง่ายๆแล้วอยากพิสูจน์มันมีวิธีพิสูจน์ไม่ยาก ว่า"มีความกล้า" พอหรือเปล่า ลองไปลงเรียนวิชา
วิวะกรรมเอนไซม์ หรือ ไบโอเอนจิเนียดูแล้วจะเข้าใจว่าสิ่งที่ป้าเช็งพูดคืออะไร หรืออย่างน้อยที่สุดลองใช้สติปัญญาเท่าที่มี
ค้นหาในกูเกิ้ลดูจะได้เจออะไรที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตบ้าง
ตัวอย่าง
การอ้างอิง
ดิฉันเป็นฝีประคำร้อย หรือฝีวัณโรคต่อมน้ำเหลือง มีคนแนะนำให้ไปหาหมอเพื่อผ่าออก  แต่ดิฉันรู้ว่าถ้าไปตายแน่ เพราะฝีอยู่ต้นคอพอดี แล้วพี่ของเพื่อนก็เคยไปหาหมอมาแล้ว หมอบอกรักษาไม่ได้ ตอนนี้ตายไปแล้ว ไม่ได้มีโอกาสกินน้ำหมัก เพราะเขายังไม่รู้จัก ดิฉันโชคดีที่มีพี่ที่ทำงานเอมาให้กิน เอาวุ้นมาให้ปะเพื่อดูดฝี ตอนนี้ดิฉันหายแล้วฝีหลุดออกมาเม็ดใหญ่ 3-4 หัว แล้วค่อยยุบลง อยากจะบอกว่า ไม่ลองไม่รู้ ตอนนี้หมักเอง  เพราะต้องกินต่อเนื่อง อย่างที่โบราณบอกหวานเป็นลมขมเป็นยา แต่น้ำหมักต้องบอกว่า สวยแต่รูปจูบไม่หอม ดูไม่น่ากินแต่เป็นสุดยอดแห่งยาขับพิษ ไม่ใช่ยารักษา แต่ที่ร่างกายเราป่วยเพราะมีพิษมาก พอน้ำหมักขับพิษในร่างกายออกไป ทำให้โรคที่เกิดจากพิษหายไปด้วยค่ะ  ราคาขายที่แพงเพราะขึ้นอยู่กับระยะเวลา ต้องเอาใจใส่ความสะอาด ต้องดูการเติบโตของน้ำหมักบ่อย เปรียบเหมือนเหล้าค้างปี ยิ่งหลายปียิ่งแพง ไม่งั้นจะมีคนที่ไม่เห็นคุณค่า ไม่อยากทำ ดีแต่ใช้เงินซื้อของดี ไม่รู้ว่ากว่าจะได้มายากลำบากแค่ไหน ส่วนที่ใครบอกว่าราคาขวดไม่กี่บาท อยากจะบอกว่าคุณกินขวดหรือจ๊ะ คนที่เขาซื้อเขากินสิ่งที่อยู่ในขวด ไม่ใช่กินขวดค่ะ
8/4/55
lilly
ต้องถือว่าป้าแกใจกล้ามาก ๆ เอาเงินแม้กระทั่งคนป่วย
27/1/53
aviance
วิธีใช้น้ำหมักEM
อุปกรณ์ที่เตรียม
1.ใส่น้ำ1.5ลิตร
2.ผลไม้อะไรก็ได้ ยกเว้น ทุเรียน
3.น้ำตาลทรายแดง1ลิตร
ข้อระวัง ห้ามปิดฝาแน่นอาจจะเปิดฝามีระเบิด
เดิมที ผู้เขียน ตั้งคำถามกับตัวเองว่า น้ำหมักชีวภาพ นั้นมีความเป็นมาอย่างไร และในอดีตเคยมีการทำน้ำหมักชีวภาพ
ใช้ในทางด้านสุขภาพ หรือไม่ จึงได้ทำการค้นหาข้อมูล และเขียนขึ้นมาเป็นบทความนี้

การหมักดองนั้น แท้จริงแล้วสามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ โดยที่แทบไม่ต้องอาศัยมนุษย์ก็เกิดกระบวนการหมักขึ้นได้
และคาดว่ามีมานานมากอาจจะตั้งแต่มีโลกเกิดขึ้นเลยทีเดียว ดังจะเห็นได้จากการยกมาจาก อรรถกถา กุมภชาดก
ว่าด้วยเรื่องกำเนิดของสุรา หรือการหมักเหล้าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ  แต่การหมักที่ทำให้เกิด น้ำหมักชีวภาพ โดยมนุษย์นั้น
เริ่มมีขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่?

ถ้าย้อนไปดูเท่าที่ มนุษยชาติได้บันทึกไว้ นอกจากที่ได้ทราบกันดีอยู่แล้วว่ามาจาก น้ำมูตรเน่า หรือน้ำมูตรโค

ตามพระไตรปิฏก ก็พบว่ามีต้นกำเนิดมานานไม่แพ้กัน ในสมัยราชวงศ์จิ้น ราว พ.ศ. 212 (Tsin dynasty in 212BC)
ในสมัยนั้นเรียกน้ำหมักชีวภาพชนิดนี้ว่า hongchajun หรือชาเห็ดแดง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็น ชาอมฤต หรือ ชาอมตะ ซึ่ง
เกิดจากการหมักชาจนเกิดเป็นวุ้นขึ้น ตอนนั้นเขาไม่รู้เรียกอะไรเลยเรียกว่าเห็ดแดง นั่นเอง จากนั้นความรู้นี้ได้ต่อยอด
และได้เผยแพร่ไปยังประเทศ เกาหลี ใน ค.ศ. 414 โดยนายแพทย์ในสมัยนั้นชื่อ คอมบู (Kom-Bu) ซึ่งได้นำชาหมักถวาย
แก่พระจักดิพรรดิ Ingyō  แห่งญี่ปุ่นโดยอ้างว่า สามารถรักษาได้สารพัดโรค จึงถูกเรียนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาว่า ชา คอมบูหรือ
Kombu-cha ในขณะเดียวกันความเชื่อนี้ได้แผ่ขยายไปยัง อินเดียและรัสเซียอีกด้วย ในส่วนประเทศรัสเซียเอง
ก็เรียกน้ำหมักชาชนิดนี้ว่า Kombucha เช่นกัน และได้รับความนิยมในหมู่ผู้สนใจด้านแพทย์ทางเลือกจนได้รับความนิยม
อย่างสูงในยุโรป ช่วง คริสตศตวรรตที่ 19 ในฐานะชาหมักชีวภาพ เพื่อสุขภาพ และได้แผ่ขยายออกไปจนถึง ประเทศสหรัฐ
อเมริกา ซึ่งตอนนั้นคงไม่รู้จะหมักอะไร เห็นว่ามีแอปเปิ้ล เยอะ เลยลองหมักแอปเปิ้ล ไว้ใช้ทาน และปรากฏผลดีจนเป็นที่นิยม
แพร่หลายในชื่อว่า แอปเปิ้ลไซเดอร์ นั่นเองซึ่ง ท่านที่สนใจด้านสุขภาพ หรือแพทย์ ทางเลือก คงเคยได้ทดลองใช้กันมาบ้าง
ไม่มากก็น้อย

แท้ที่จริงแล้วการทำน้ำหมักชีวภาพ นั้นในต่างประเทศถือว่าพัฒนาไปมากแล้ว และผลิตจนเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ
cider น้ำหมักชีวภาพกับความเป็นมา 2500 ปี

แอปเปิ้ลไซเดอร์ apple cider

มากมาย บ้างน้ำหมัก บ้างกำลังพัฒนาเป็น เอนเนอจี้ดริ้งค์ สำหรับให้พลังงาน เป็นที่น่าตกใจว่าแม้แต่ญี่ปุ่นยังมาตั้งโรงงาน
ผลิตและวิจัยในด้าน น้ำหมักชีวภาพที่ไทยเลย แต่ราชการกลับไร้ความคืบหน้าใดๆทั้งสิ้น ทั้งๆที่ สมัยรัฐบาลชุดก่อนๆ
ก็ได้ตั้งสถาบันวิจัยทางด้านนี้มาโดยเฉพาะ หลายแห่ง แต่ก็คงยังไม่เป็นที่สนใจแก่ประชาชนและสื่อมากนัก
อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสนใจว่า น้ำหมักชีวภาพนั้น มิได้เพิ่งมานิยมในยุคนี้แต่อย่างใด แต่กลับมีประวัติสืบทอดอยู่ควบคู่กับ

วงการแพทย์แผนโบราณมายาวนาน เป็นเรื่องที่น่าคิดสำหรับคนยุคปัจจุบันว่า ควรหรือไม่ที่จะนำเรื่องดังกล่าว
มาศึกษาและพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ที่ได้กลั่นมาอย่างยาวนานของคนยุคโบราณ คงต้องขอยกสโลแกนประจำตัว
ของป้าเช็ง ที่ว่า “จงหันกลับมาสู่โบราณ กันเถอะ” ให้เป็นข้อคิดกับผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ว่าควรแล้วหรือยังที่จะนำองค์
ความรู้โบราณหรือรากเหง้าแห่งการแพทย์สมัยใหม่ที่ท่านทั้งหลายนับถือ มาปัดฝุ่นวิเคราะห์ วิจัย ให้เกิดความรู้บูรณาการณ์
แบบก้าวกระโดด อย่างที่ชาติตะวันตกเคยทำมากันเสียที หรือจะใช้วิธีเดินตามเขา เราคิดไม่ได้อยู่เรื่อยๆไป จนหาก
ปล่อยไว้เช่นนี้ อนาคตแห่งมนุษยชาติที่เขากำลัง ศึกษากันอย่างเอาจริงเอาจังในเรื่อง ไบโอนาโนเทคโนโลยี
หรือเทคโนโลยีชีวภาพ เราก็คงได้แต่เป็นผู้ตามอีกกระมัง ได้แต่ฝากความหวังไว้ให้ท่านผู้อ่านไปช่วยกันต่อยอดความรู้
ด้านการหมัก ให้ก้าวหน้าก้าวไกล เพียงพอที่จะทันกับกระแสการแพทย์ยุคอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อที่จะได้ประหยัด
เงินทั้งกระเป๋าสตางค์ของท่าน และเงินของประเทศในการสั่งซื้อยาและเคมีภัณฑ์อันแสนแพงจากภายนอกประเทศ ได้บ้างไม่มากก็น้อย

เขียนโดย www.supercheng.tv

http://supercheng.tv/blog/2011/01/25/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E2500%E0%B8%9B%E0%B8%B5/
จากที่ผมศึกษาดูแล้วมีโอกาสเป็นไปได้เพราะเขานำสมุนไพรมาหมัก ส่วนที่ป้าแกพูดว่าขยะนั้นก็คือเศษอาหารที่เหลือใช้นั่นเองไม่ใช่นำขยะที่สกปรกๆ นำมาหมักหรอก อย่าพึ่งเข้าใจผิด ก่อนจะแสดงควาคิดเห็นอะไรควรหาข้อมูลที่แท้จริงก่อน  
วิธีการหมักของป้าแกจะคล้ายกับ การหมัก EMทั่วไปเลย เลยเพราะผมนั้นทำน้ำหมัก EM อยู่แต่ต่างกันตรงที่นำของกินได้และสะอาดมาประกอบการหมักและใช้น้ำตาลมาเป็นส่วนผสมหลักและดื่มได้ ไม่ใช่ใช้กากน้ำตาล หรือปัสวะ เหมือน EM ทั่วไปที่ดื่มไม่ได้นั่นเอง
ดั่นั้นสรรพคุณ น้ำหมักแบบนี้จะดีกว่าที่ดื่มได้และทำประโยชน์เหมือน EM ทั่วไปด้วยนั่นเอง ดั่งนั้นใครอยากรักษาโรคอะไรก็นำสมุนไพรมาหมักเอง ส่วนเรื่องที่แก่ตั้งราคาขายของแพงนั้นเพราะแกสอนให้ทุกคนหมักใช้เองกินเองจะได้รู้ถึงความสะอาดและประโยชน์ของสิ่งที่ตนเองทำเอง และน้ำหมักแต่ละอย่างต้องใช้เวลาในการทำครับ ผมผลิต EM ใช้เองผมเข้าใจกระบวนและขั้นตอนตรงนี้ดี ถ้าไม่เอาใจใส่ของที่หมักจะเสีย ไม่ว่าจะเป็น EM ทั่วไปหรือน้ำหมักชีวภาพก็ตาม ดังนั้นอยากให้ทุกคนใช้วิจารณะญาณในการเสพสื่อด้วย ครับ
รักษาไม่ได้ครับ แตาช่วยในการบำบัดนะครับ
ที่บ้านผมหมักเยอะแยะ ใช้ทำความสะอาด ใช้บริโภคไม่เหนเปนอะไร
ไอพวกที่ยี้ๆอะ ไม่เชื่อก็ตามใจนะครับจะกินยาตามที่หมอแผนปัจจุบันสั่งก็เชิญครับ เพราะกินยาไปมากๆจะสะสมในร่างการสุดท้ายแทนที่โรคเดิมจะหายเสือกได้โรคมาเพิ่มอีก น้ำหมักไม่มีอะไรหรอกครับทำจากผลไม้ไทยมีสรรพคุณมากมาย
ดูข่าวแล้ว  เห็นกรรมวิธีการผลิต(ถังใส่น้ำยา)ไม่น่าจะมีสรรพคุณวิเศษดั่งยาเทวดา
แต่อย่างว่าเรื่องนี้เหมือนเป็นอุปทานหมู่
พอร่ำลือกันว่ายาดีรักษาโรคได้ ก็เลยเลื่อมใส  แห่กันไปหาซื้อมา....เผื่อจะหายจากโรค
แต่ยายเช็งไม่น่าขายแพง  ขวดละตั้ง 1 พันบาท  ราคาขวดปลาสติกไม่น่าเกินใบละบาท จ้า
ถ้าคิดว่าสมุนไพรสมารถรักษาโรคได้แล้วขยะประเภทเศษอาหารในครัวเรือนละมันคืออะไรมันมาจากไหนใช้อะไรประกอบอาหารกันอยู่
การอ้างอิง
ในพืชสดทุกชนิดจะมีเอมไซม์ ที่ใช้ในการทำให้ผลไม้สุก และในจุลินทรีย์บางชนิด ก็สามารถสร้างเอมไซม์ได้เช่นกัน ในน้ำหมักป้าเชงก็ต้องมีเอมไซม์ในน้ำหมักเช่นกัน แต่ขั้นตอนการหมักควรจะต้องสะอาด เพื่อป้องกันเชื้อโรคร้ายที่อาจแฝงมาได้  ดูรายละเอียด http://www.youtube.com/watch?v=tW06zw6H58c&feature=player_embedded#at=17
แล้วหมอแผนปัจจุบันไม่เอาเงินคนป่วยเรอะ กว่าจะได้น้ำมาก็ต้องเสียเงินเสียเวลา
23/9/54
Pika
ศึกษาทางวิทยาศาสตร์ให้มากๆก่อนครับแล้วค่อยติ สำหรับผมหมักเองกินแล้วได้ผลครับ.
ยาจาก โรงพยาบาล ทาน 1 โรค  ก็สะสมแล้วก่อให้เกิดอีก 1 โรค   สังเกตุดูเถอะ
ถึงขนาดเอาหยอดตา...

ไม่เล่นด้วยล่ะครับ...
การอ้างอิง
27/1/53
Winyu444
ได้ยินและดูจากภาพทางทีวี
รู้สึกว่ามันคือปุ๋ยหมักที่ทำจากขยะอะ แล้วเอาน้ำขยะมาหยอดตา...
ตาไม่บอดก็บุญท่วมหัวแล้ว


...ซึ่งเราก็เคยทำนะขยะเอามาหมักแบบนี้
แต่เขาเอาไว้รดต้นไม้ ไล่แมลงได้ผลดี

ข้างล่างนี้คือรายละเอียดที่เอามาฝาก
น้ำหมักชีวภาพเมื่อนำไปใช้ในด้านกสิกรรม จะช่วยปรับสภาพความเป็น กรด - ด่างให้เป็นกลางในดินและน้ำ ช่วยแก้ปัญหาจากแมลงศัตรูพืช และโรคระบาดต่าง ๆ ช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุย อุ้มน้ำ และให้อากาศผ่านได้อย่างเหมาะสมช่วยย่อยสะลายอินทรีย์วัตถุให้เป็นอาหารของพืช พืชจะดูดซึมไปใช้ได้เลย และช่วยให้ผลผลิตคงทน มีคุณภาพสูง สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานเมื่อนำน้ำหมักชีวภาพไปใช้ทางการประมง จะช่วยปรับสภาพน้ำให้เป็นกลางควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ช่วยรักษาโรคแผลต่าง ๆ ในปลา กุ้ง กบได้ และช่วยลดปริมาณขี้เลนในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำได้



ถ้านำไปใช้ในด้านปศุสัตว์จะทำให้มูลสัตว์ไม่มีกลิ่นเหม็น สุขภาพของสัตว์จะแข็งแรงและปลอดโรค คอกสัตว์จะไม่มีกลิ่นเหม็น ช่วยบำบัดน้ำเสียจากฟาร์มปศุสัตว์ ทำให้อัตราการตายต่ำลง และผลผลิตสูงขึ้น



เมื่อนำน้ำหมักชีวิภาพไปประยุกต์ใช้ในด้านรักษาสิ่งแวดล้อม จะช่วยกำจัดกลิ่นและย่อยสลายตะกอนในส้วม ทำให้ส้วมไม่เต็ม ทำความสะอาดพื้นห้องการเกษตร ประมง ปศุสัตว์ โรงงานอุตสาหกรรม ชุมชน และสถานประกอบการทั่ว ๆ ไป ปรับสภาพอากาศภายในห้องนอน ห้องรับแขก ห้องครัว ให้สดชื่นกำจัดกลิ่นอับชื้นต่าง ๆ ได้นอกจากนี้ยังให้ฉีดพ่นกองขยะเพื่อลดกลิ่นและปริมาณของกองขยะให้เล็กลงรวมทั้งจำนวนแมลงวันด้วย
ส่วนทางด้านการแพทย์ซึ่งเกี่ยวข้องกับสุขภาพพลานามัย การเจ็บไข้ได้ป่วยและการตายก่อนวัยอันสมควร ก่อนอายุขัย น้ำหมักชีวภาพจะช่วยผลิตอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง ซึ่งจะทำให้อาหารนั้นเป็นยารักษาโรคไปพร้อม ๆ กันซึ่งจะลดการเจ็บไข้ได้ป่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค

ป้องกันการตายก่อนอายุขัยได้

เกี่ยวกับปัญหาความยากจนและหนี้สินของเกษตรกรนั้นน้ำหมักชีวภาพจะเข้ามาแทนที่ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลงและเชื้อโรคต่าง ๆ จะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง 4 -16 เท่า และผลผลิตจะสูงขึ้น 3 - 5 เท่า ภายใน 3 -5 ปี จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นมาก และรายจ่ายน้อยลงมากในที่สุดปัญหาความยากจนและหนี้สินก็จะหมดไปภายในเวลาไม่เกิน 6 ปี

ทางด้านการทะเลาะวิวาทบาดหมางกันระหว่างเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงนั้นจะหมดไปเองเพราะไม่มีกลิ่นและมลภาวะไปรบกวนซึ่งกันและกันอีกทั้งฐานะก็ใกล้เคียงกันคืออยู่ดีกินดี มั่งมี ศรีสุข เนื่องจากหมดหนี้สิน









การทำการประยุกต์ใช้น้ำหมักชีวภาพ

--------------------------------------------------------------------------------

ถ้าเรานำหัวเชื้ออีเอ็ม (EM) หรือหัวเชื้อกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ (Effective Microorgarnisms) มาใช้โดยตรงจะทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูงโดยไม่มีความจำเป็นและได้จุลินทรีย์ที่มีความแข็งแรงน้อยกว่านำไปขยายเสียก่อนจึงใช้

วิธีการขยาย อีเอ็ม (EM)

อีเอ็ม (EM) 1 ส่วน + กากน้ำตาล 1 ส่วน + น้ำสะอาด 20 ส่วน หมักไว้ในภาชนะที่มีผาปิดมิชิดอย่าให้อากาศเข้าได้เป็นเวลา 7 วัน แล้วนำมาใช้ให้หมดภายใน 7 วัน เช่นเดียวกับวิธีการใช้ อีเอ็ม (EM)

การรักษา อีเอ็ม (EM)

เก็บไว้ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส - 45 องศาเซลเซียส (อย่าเก็บในตู้เย็น) โดยปิดฝาให้สนิทอย่าให้อากาศเข้าได้ ถ้าเปิดใช้แล้วต้องรีบปิดทันที เก็บรักษาไว้ได้ประมาณ 6-8 เดือน หรือมากกว่านั้น

วิธีการใช้ อีเอ็ม (EM) และ อีเอ็ม (EM) ขยายแล้ว

1. การกสิกรรม

ใช้อีเอ็ม (EM) หรือ อีเอ็ม (EM) ขยายผสมน้ำ 1:1000 เท่า (อีเอ็ม 1ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 10 ลิตร) ฉีดพ่นรดพืชผักสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง แทนปุ๋ยเคมี

2. การประมง

2.1 ใช้อีเอ็มขยายใส่บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ (ปลา กุ้ง กบ ตะพาบน้ำ จระเข้) ในอัตราส่วน 1:1000 เท่า (อีเอ็มขยาย 1 ลิตร ต่อน้ำในบ่อ 10 ลูกบาศก์เมตร) ทุก ๆ 7-10 วัน เพื่อป้องกันน้ำเน่าเสีย

2.2 ใช้อีเอ็มขยายคลุกอาหารสัตว์น้ำก่อนให้กินประมาณ 4 ชั่วโมง (มื้อต่อมื้อ)โดยปิดฝาภาชนะให้สนิทอย่าให้อากาศเข้าได้

3. การปศุสัตว์

3.1 ใช้อีเอ็ม (EM) หัวเชื้อผสมน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1:5000 เท่า (1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำสะอาด 50 ลิตร) ให้สัตว์กินเป็นประจำมูลสัตว์จะไม่มีกลิ่นเหม็น

3.2 ใช้อีเอ็ม (EM) ขยาย ผสมน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1:500 เท่า(1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำสะอาด 5 ลิตร) ฉีดพ่นและล้างคอกสัตว์เพื่อกำจัดกลิ่นมูลเก่าได้ภายใน 24 ชั่วโมง

3.2 บำบัดน้ำเสียจากฟาร์มปศุสัตว์ภายใน 1-2 สัปดาห์

4. ด้านสิ่งแวดล้อม

4.1 ใช้อีเอ็ม (EM) ขยาย ใส่ส้วมเพื่อกำจัดกลิ่นและย่อยสลายตะกอน

4.2 ใช้อีเอ็ม (EM) ผสมน้ำอัตราส่วน 1:500 เท่า ฉีดพ่นเป็นฝอยในอาคารบ้านเรือน ปรับอากาศให้สดชื่น กำจัดกลิ่นอับชื้นต่าง ๆ และใช้ ใช้อีเอ็ม (EM) ขยายในอัตราส่วนเดิมทำความสะอาดพื้นห้องน้ำ ห้องส้วม กำจัดกลิ่นคราบสกปรก

4.3 ใช้อีเอ็ม (EM) ขยาย ในอัตราส่วน 1:10,000-20,000 เท่า ฉีดพ่นหรือราดรดน้ำเสียจากการเกษตร ประมง ปศุสัตว์ โรงงานอุตสาหกรรมชุมชน และสถานประกอบการทั่ว ๆ ไป ในบ่อบำบัดน้ำเสีย

website: http://science.rin.ac.th/clinictech/em/em.html


ที่มา : คลินิกเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราชภัฎนคราชสีมา
29/1/53
yourueng
น้ำหมักมีอยู่สองประเภทนะครับ(ที่ผมรู้)
1) น้ำหมักสำหรับพืชและสัตว์ ใช้ขยะ เศษอาหารต่างๆในการหมัก (แบบนี้ค่อยไม่สะอาด)
2) น้ำหมักสำหรับบำบัดโรค ใช้ผลไม้ สมุนไพรต่างๆในการหมัก (แบบนี้ทุกอย่างต้องสะอาด)
ทดลองทำน้ำหมักเองดูก่อน ถึงเวลาที่จะใช้ได้ค่อยนำน้ำที่เราทำเองมาใช้ดู
ดีมากเลยค่ะ ที่บ้านเราก็หมักอยู่นะ  เราเป็นพวกขี้โรคมากๆเลย เดี๋ยวก็ไม่สบายๆ แต่พอเรากินน้ำหมักเข้าไป เราก็ไม่เป็นหวัด อีกเลย
อย่าไปเชื่อคับ รักษากับโรงพยา่บาลดีกว่าคับ ถ้าไม่ดีขึ้นก้ไปโรงพยาบาลใหญ่ๆ อย่างศิริราชหรือจุฬา อย่าไปเชื่อผู้หญิงคนนี้นะคับ  อันตราย
ก่อนวิจารณ์ โปรดศึกษาข้อมูลให้ละเอียดด้วยค่ะ  ป้าเขาสอนให้ทำน้ำหมักเอง ไม่ได้ให้ซื้อ  ที่ขวดละพันนั้น หมักอย่างสะอาดด้วยสมุนไพร หรือผลไม้ ใช้เวลา นับ 10 ปีกว่าจะได้
น้ำตาลทรายแดง 1กิโลกรัม
ผลไม้หรือสมุนไพร
1.ผลไม้ เช่น ลิ้นจี้ ลำใย สมอไทย ยอ มะขามป้อม บรเพ็ดฯลฯ 3 กิโลกรัม ห้ามหมัรวม คือ ลิ้นจี้ก้อลิ้นจี้อย่างเดียว
2.สมุนไพร ขมิ้นชัน ขมิ้นอ้อย ไพล มะกรูด ตำลึง ย่านางฯลฯ
น้ำสะอาดที่ปราศจากคลอรีน 5 ลิตร
ล้างผลไม้ให้สะอาดคัดเอาเฉพาะที่ดีจริงๆ เพราะเราต้องดื่มกินเอง เน่าเสียหงิกงอเป็นโรคไม่เอา
หมักในถังพลาสติกเนื้อดีที่ล้างสะอาด ปิดฝาให้มิดชิด อย่าให้แมลงหรือตัวอะเข้าไป แต่อย่าปิดแน่นเกิน หมั่นเปิดดูบ่อยๆได้  เข้าเดือนที่ 4 ก็เริ่มใช้ดื่มกินได้แล้ว แต่ถ้าจะให้ดีจริงก็เมื่อหนึ่งปีไปแล้ว หมักเอง กินใช้อยู่ คนที่รับไม่ได้ก้ออย่ามั่ว กินยาหมอไปเถอะ แล้วจะรู้
น้ำหมักในที่นี้ คือ นำผลไม้ที่มีสรรพคุณทางยา เช่น แอปเปิ้ล , สมอไทย, มะขามป้อม, บรเพ็ด เป็นต้นหรือผลไม้อื่นๆ ที่เป็นยา ล้างน้ำให้สะอาดทำการหมักกับน้ำตาลทรายแดงในถังที่สะอาดในอัตราที่เหมาะสมโดยใช้ระยะเวลาเป็นปีหรือหลาย ๆปี แล้วนำน้ำมากรองให้สะอาด ใช้ดื่มเพื่อบำบัดรักษาโรคได้ ใช้ทาแผล  เห็นผลชัดเจน สุขภาพดี มีอนามัยแข็งแรงขึ้น (เหตุและผล : น่าจะมาจากการย่อยสลายของพืช ผัก ผลไม้ ที่เรานำมาหมักแล้วเราดื่มกิน ร่างการนำไปใช้ บำรุงซ่อมแซมส่วนที่เป็นโรค  ถามว่าในวันหนึ่ง ๆ เราทานผักและผลไม้มากน้อยแค่ไหน กว่าที่ร่างกายเราจะได้ประโยชน์จาการรับประทานผัก ผลไม้ กว่าการย่อยสลายต้องใช้เวลา...  แต่การดื่มหรือทานน้ำหมักที่เราคัดสรรแล้วถือว่าเป็นการนำผัก ผลไม้ที่มีการย่อยสลายแล้วทางชีวภาพมีสารอาหารพร้อมเป็นประโยชน์ต่อร่างกายโดยแท้ )
เราทดลองหมักด้วยตัวเอง  ทานแล้วดีมาก ๆ จากที่เคยเป็นภูมิแพ้ พออากาศเย็นน้ำมูกก็ไหล เช็ดจนจมูกเปื่อย    และอีกโรคคือ ปวดเมื่อย คิดแต่อยากไปให้เขานวด   แต่พอทานน้ำหมักคาวตองที่ตัวเองทำได้ประมาณ 4 เดือน  ทานไป 2 ครั้ง  อาการปวดเมื่อยตามตัวหายหมด  ภูมิแพ้ก็ไม่เป็น ไม่ต้องทานยาเคมี   ส่วนน้ำหมักเศษอาหารก็นำมาแช่เท้าสัก ครึ่ง ชั่วโมง  ก็รู้สึกตัวเบา สบาย ไม่ปวดขา  แค่นี้ก็วิเศษจริง ๆ แล้ว  อีกทั้งน้ำหมักบางชนิดเช่นมะกรูด เราก็นำมาอาบน้ำ สระผม ซักผ้า ถูบ้าน ล้างห้องน้ำ  ประหยัดเป็นพันต่อเดือน    วัตถุดิบที่นำมาหมักเราก็เลือกให้ตรงกับความต้องการของโรคของร่างกายเราจะได้ผลเร็ว
น้ำหมักป้าเช็ง  ก็คือ น้ำส้มสายชูหมักที่มาจากต่างประเทศนั้นแหละ  เพียงแต่เขาทำเป็นอุตสาหกรรม เช่นน้ำส้มสายชูหมัก แอปเปิล , องุ่น ที่มีวางขายตามห้างสรรพสินค้า ราคาแพงกว่าน้ำส้มสายชูกลั่น    แต่เรา ประเทศไทยมีผักผลไม้มากมายหลายชนิด ก็ทำกันเองแต่ละครอบครัว ทานได้ทุกวัน  ก็น่าจะดีกว่า ไม่ต้องไปซื้อ
ที่นำมาหยอดตา มาจาก การหมักของผลไม้ 6 ชนิด เท่านั้น คือ  สมอ+ลูกยอ+ลิ้นจี่+ลำไย+บรเพ็ด+มะขามป้อม  หมักด้วยน้ำตาลทรายแดง และน้ำบริสุทธิ์ที่ไม่มีคลอรีน  หมักได้ครบปีแล้วถึงตักแต่น้ำ 6 ชนิดมารวมกัน แล้วหมักต่อไปถึง 12 ปี จึงจะใช้ได้  ถ้าหมักครบ 10 ปี ก็เป็นมหาบำบัด ทานทีละ 1-2 หยด ต่อน้ำ 1 แก้ว   แต่ถ้าจะใช้ทาน 6 เดือนก็แบ่งมาผสมกับน้ำผึ้งทานก่อนได้ (เบาหวานห้ามใส่น้ำผึ้ง)   ยังไม่เห็นมีของเน่าตรงไหนเลย   ส่วนกลิ่นมันก็จะเป็นกลิ่นของผลไม้แต่ละชนิดซึ่งกลิ่นต่างๆกัน  ก็เท่านั้น
หมัก EM เค้าใช้ กากาน้ำตาล ใครจะกล้ากิน
แต่ของป้าเช็งใช้น้ำตาลทรายแดง ทุกขั้นตอนสะอาดมาก
ถ้าคิดสกปรก ฟังแต่ข่าวแล้วไม่เคยสัมผัสเอง แล้วทำเป็นมาพูด
คนเราก็คงไม่โง่เอา กากน้ำตาลมากินหรอกคะ มีการศึกษาเหมือนกัน
19/10/55
mUumu
เพิ่งสนเร็วๆนี้ครับเพราะคุณพ่อมีอาการปวดเข่าเนื่องจากความเสี่อมตามอายุ(80)เดินมากไปนิดไปหาหมอก็ได้ยาแก้อักเสบมา1แผงเล็กห้ามนวดห้ามทาทุกชนิดก็ลองใช้ผ้าบางๆพันแล้วใช้น้ำหมักขวด50ใส่กระบอกฉีดพอเปียก2วันอาการปวดทุเลาลงอย่างเหลือเชื่อครับ ลองดูนะครับทุกๆท่านอย่าเชื่อถ้าท่านไม่ได้ลอง ผมคนหนึ่งครับกล้าใช้จริง และกำลังลงมือหมักครับ
11/11/55
boatsa
อยากรู้ว่าน้ำหมักดีหรือไม่ดีก็ไม่อยากเลย..ทำง่ายๆแล้วลองทำเองดูแล้วกินเองดูจะรู้ว่าดีหรือไม่ดีไม่ต้องสงสัยทำง่ายๆดีไม่ดีก็จะได้รู้เองครับ...ผมเคยลองแล้วทำเองกินเองสุดท้ายบอกได้คำเดียวว่า...สุดยอดมากเลยครับไม่เคยเห็นอะไรสุดยอดไปกว่านี้แล้วครับ...แล้วที่สำคัญสิ่งดีๆเราสามารถทำเองได้ด้วยงัย...ผมไม่ไช่สาวกป้าเช็งนะครับแต่ก็ขอขอบคุณที่นำสิ่งดีๆมาให้รู้จักไม่งั้นป่านนี้สุขภาพคงแย่แน่เลยเราขอบคุณป้าเช็งอีกครั้งอย่างสูงครับ...ปล.ผมกับป้าเช็งไม่เคยรู้จักกันเลยครับดูทางเคเบิ้ลทีวีแล้วลองทำกินเองไม่นึกว่าดีมากไครอยากรู้ก็ง่ายๆลองด้วยตัวเองแล้วจะรู้เองดีก็ทำไม่ดีก็ทิ้ง...จบ
อีกนิดครับเรื่อเอาไปหยอดตาไม่ควรทำนะครับเพราะไม่เคยทำและไม่กล้าทำที่ไช้กินกับทาผิวครับ...
http://www.foodnetworksolution.com/
11/5/56
nodannop
ต่อให้วัตถุดิบเป็น น้ำตามังกร หรือขนหางฟินิกซ์ แต่ถ้าของที่ออกมาเป็นแค่น้ำที่มีแบคทีเรียมากมาย กินแล้วเจ็บป่วยไม่สบาย จ้างให้ผมก็ไม่กินครับ
14/4/55
Mr.Tanaka
...
เกี่ยวกับคำถามนี้
รางวัลคำตอบดีที่สุด 5 คะแนน
เปิดดูแล้ว 56873 ครั้ง
มีคนตอบแล้ว 34 คำตอบ
คำถามที่เกี่ยวข้อง
คำตอบ: 13 คะแนน: 3
คำตอบ: 9 คะแนน: 3
คำตอบ: 1 คะแนน: -1
คำตอบ: 4 คะแนน: 1
คำตอบ: 4 คะแนน: 1
x
©2013 Google - ข้อกำหนด - นโยบายเนื้อหา - ความเป็นส่วนตัว - หลักเกณฑ์ของชุมชน