10.ฟ.ฮีแลร์ หรือ เจษฎาธิการฮีแลร์ เป็นศาสนนามของ ฟรังซัว ดูเวอเนท์ (Fronçois Touvenet) ฟ.มิได้ย่อมาจากนามเดิม หากย่อมาจากภาษาฝรั่งเศส frère ที่ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Brother ซึ่งบัญญัติศัพท์เป็นภาษาไทย เจษฎาจารย์ หรือ ภารดา นั่นเอง
ฟ.ฮีแลร์ เกิดที่ตำบลจำโปเมีย เมืองบัวเตียร์ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 1881 (พ.ศ. 2424) ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนชั้นต้นที่ตำบลบ้านเกิด จนอายุได้ 12 ปี ความศรัทธาในพระศาสนาได้บังเกิดขึ้นในดวงจิตของท่าน ใคร่จะถวายตนเพื่อรับใช้พระผู้เป็นเจ้าจึงได้ขออนุญาตบิดามารดาเข้าอบรมในยุวนิสิตสถาน (Novicate) ในคณะเจษฎาจารย์เซนต์คาเบรียล ที่เมืองซังลอลังต์ ซิว แซฟร์ ในมณฑลวังเด เพื่อร่ำเรียนวิชาลัทธิศาสนา วิชาครู และวิชาอื่น ๆ อันควรแก่ผู้จะเป็นเจษฎาจารย์ จะพึงศึกษาจนสำเร็จ แล้วจึงประกาศอุทิศตนถวายพระเจ้า สมาทานศีลของคณะเซนต์คาเบรียล บรรพชาเป็นภารดาเมื่ออายุได้ 18 ปี เพื่อให้ความรู้ในทางศาสนาได้ลึกซึ้งกว้างขวางยิ่งขึ้น หลังจากบรรพชาแล้วก็ได้เดินทางไปที่เมืองคลาเวียส์ เพื่อศึกษาปรัชญาฝ่ายศาสนาอีกระยะหนึ่ง ในขณะเมื่อท่าน ฟ.ฮีแลร์ ถือกำเนิดขึ้น ณ ประเทศฝรั่งเศสมาจนถึง ค.ศ. 1885 ซึ่งมีอายุได้ 4 ขวบเศษ ๆ นั้นประเทศไทย บาทหลวงเอมิล โอคุสติน กอลมเบต์ ก็ได้จัดตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญขึ้นในกรุงเทพฯ และได้ดำเนินกิจการเรื่อยมาด้วยดี จนถึง พ.ศ. 1900 บาทหลวงกอลมเบต์ ก็ได้เดินทางไปฝรั่งเศส เพื่อเยี่ยมบ้านเกิดของท่าน เพื่อเป็นการพักผ่อนและเพื่อเสาะแสวงหาคณะอาจารย์ที่มีความสามารถในการสอนมารับหน้าที่ปกครองดูแลรักษาโรงเรียนอัสสัมชัญต่อไป
ในการเดินทางไปประเทศฝรั่งเศสในครั้งนั้น บาทหลวงกอลมเบต์ได้ไปพบท่านอธิการใหญ่ของคณะเซนต์คาเบรียล ที่เมืองแซนต์ลอลังต์ และได้เจรจาขอให้เจษฎาจารย์เซนต์คาเบรียลได้รับปกครองโรงเรียนอัสสัมชัญแทน คุณพ่อกอลมเบต์ ต่อไป ซึ่งทางคณะเซนต์คาเบรียลก็ตอบตกลงด้วยดี และได้มอบให้เจษฎาจารย์ 5 ท่าน เดินทางมารับภารกิจนี้ โดยมีเจษฎาจารย์มาร์ติน เดอตูรส์ เป็นประธาน เจษฎาจารย์ออกุสแตง คาเบรียล อาเบต และ ฟ.ฮีแลร์ เป็นผู้ร่วมคณะ ในจำนวน 5 ท่าน ฟ.ฮีแลร์ เป็นคนหนุ่มที่สุดมีอายุเพิ่งจะย่างเข้า 20 เท่านั้นทั้งยังเป็นเจษฎาจารย์ใหม่ที่เพิ่งอุทิศตนถวายพระผู้เป็นเจ้าในปีที่เดินทางเข้ามานั้นเอง
เจษฎาจารย์คณะนี้ออกเดินทางฝรั่งเศส โดยลงเรือที่เมืองมาร์เชย์ เมื่อวันที่ 21 กันยายน ค.ศ. 1901 ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้นหนึ่งเดือนกับ 2 วันจนถึงวันที่ 23 ตุลาคม ศกเดียวกันนั้น เรือก็มาถึงกรุงเทพฯ เข้าเทียบท่าห้างบอร์เนียว พอขึ้นจากเรือคุณพ่อแฟร์เลย์มาคอยรับอยู่แล้ว อีกครู่เดียวก็มาถึงอัสสัมชัญ นับตั้งแต่ก้าวแรกที่ท่านย่างเหยียบผืนแผ่นดินไทยในวันนั้นนับได้ว่า ประทีปดวงหนึ่งซึ่งหล่อหลอมด้วยวัตถุธาตุอันวิเศษสุดจากอัสดงคตประเทศ บัดนี้ได้จาริกมาสู่สยามแล้ว พร้อมที่จะฉายแสงอันเรืองรองให้ปรากฏขึ้นเป็นที่ประจักษ์แก่ชนทั้งมวล
หลังจากร่ำเรียนวิชาทางลัทธิศาสนาวิชาครูและวิชาอื่นๆ จนสำเร็จแล้ว จึงประกาศอุทิศตนถวายพระเจ้า ปฏิบัติข้อผูกมัดตนของคณะเจษฎาจารย์เซนต์คาเบรียล เป็นภราดาเมื่ออายุ 18 ปี และเมื่อได้ถวายตัวเป็นภราดาแล้ว เจษฎาจารย์ฮีแลร์ก็ได้วัตรปฏิบัติต่างๆ อย่างเคร่งครัด สมกับเป็นผู้ทรงศีลยังปรัชญาชีวิตดำเนินในฐานะนักพรตที่รักความสันโดษ และพยายามทำตนเป็นแบบอย่าง สมกับความเป็นครูทุกประการ เมื่อคณะของบรรดาเจษฎาจารย์เซนต์คาเบรียล ต้องรับผิดชอบดูแลโรงเรียนอัสสัมชัญในประเทศไทยต่อจากบาทหลวงกอลมเบต์นั้น ฟ.ฮีแลร์ ผู้ซึ่งมีวัยเพียง 20 ปี นับเป็นคนหนุ่มที่สุดในคณะส่วนหัวหน้าคณะในครั้งนั้นคือ เจษฎาจารย์มาแตง เดอร์ตูร์สเมื่อแรกเข้ามาเมืองไทย เจษฎาจารย์ฮีแลร์ เห็นจะหนักใจมากกว่าผู้อื่นในคณะ ด้วยอายุที่ยังน้อย และภาษาอังกฤษก็ยังไม่คล่อง ภาษาไทยยิ่งไม่ถนัด ยิ่งไปกว่านั้นตรงที่บาทหลวงกอลมเบต์ต้องรักษาตัวที่ฝรั่งเศส ยังกลับมากรุงเทพฯ ไม่ได้
หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในเบื้องต้นก็คือการสอนภาษาอังกฤษ และ ภาษาฝรั่งเศส ในขณะเดียวกันนั้นท่านก็ศึกษาภาษาไทยไปด้วยโดยมีท่านมหาทิม เป็นครู กล่าวกันว่าการเรียนภาษาไทยของท่านนั้นเรียนรู้ได้รวดเร็วมาก พระยามไหศวรรย์เคยเขียนถึงท่านว่า “สำหรับข้าพเจ้าคาดว่าครูฮีแลร์เห็นจะเรียนหนังสือไทย ภายหลังข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าไม่อยากพูดถึงการเรียนของเด็กพวกเรานั้นจะมีมานะหมั่นเพียรเทียบกับครูฮีแลร์ได้อย่างไร ท่านเรียนไม่เท่าไร เกิดเป็นครูสอนภาษาขึ้นมาอีก”
หนังสือเรียนภาษาไทย "ดรุณศึกษา" มีทั้งหมด 4 เล่ม แต่งโดย ภราดาฮีแลร์
ด้วยความตั้งใจจริง ท่านจึงพยายามฟังเด็กไทยท่อง “มูลบทบรรพกิจ” อยู่เป็นประจำ ถึงกับหลงใหลจังหวะจะโคนและลีลาแห่งภาษาไทย เกิดมุมานะเรียนรู้ภาษาไทยจนถึงแต่งตำราสอนเด็กได้ และตำราที่ว่านั้นก็คือ “ดรุณศึกษา” นั่นเอง จากฝีไม้ลายมือในการแต่งหนังสือของท่านนั้น ทำให้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพโปรดเชิญเข้าเป็นสมาชิกของ สมาคมวรรณคดี เมื่อวันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2475 ณ ราชบัณฑิตสภา
เนื่องจากท่านมีความรู้ภาษาไทยดีกว่าเจษฎาจารย์องค์อื่นประกอบกับมีบุคลิกลักษณะน่าเกรงขาม หนวดเครางดงามกิริยาท่าทางที่แสดงออกก็ดูดุดันน่ากลัวหาน้อยไม่ ท่านจึงได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์ผู้ปกครองอีกตำแหน่งหนึ่ง และก็ดำรงตำแหน่งนั้อยู่เป็นเวลานาน
ในเรื่องของการสร้างตึกเพื่อขยายสถานศึกษานั้น ท่านพบอุปสรรคนานัปการ โดยเฉพาะในช่วงขัดสนเงินทอง จะเรี่ยไรค่อนข้างยากลำบาก อาศัยวิธีกู้เงินจากผู้ปกครองนักเรียน คือ ใครอุทิศเงินให้โรงเรียนหนึ่งหมื่นบาท บุตรจะเรียนได้โดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนเลย จนกว่าจะจบหลักสูตรวิธีการเช่นนี้ ทำให้มีการครหานินทาว่าโรงเรียนอัสสัมชัญเก็บเงินแป๊ะเจี๊ยะอยู่ในสมัยนั้นนานทีเดียว
ในช่วงหลังสงครามโลก ชีวิตการงานของท่านดูจะไม่เหมือนเดิม ด้วยชีวิตที่รีบเร่งเกินไป เมืองไทยเปลี่ยนไปเร็วนักสำหรับท่าน คนโกงมากขึ้น คนไม่รับผิดชอบต่อการงานมากขึ้น ท่านเริ่มรู้สึกเหนื่อยและเบื่อหน่าย จนกระทั่งตอนเห็นพิธีเปิดหอประชุมสุวรรณสมโภช มีทั้งผู้ใหญ่และเพื่อนเก่า เช่น เจษฎาจารย์ไมเกิล ได้เดินทางจากประเทศอินเดียมาร่วมงานด้วย ท่านจึงรู้สึกว่า “คุ้มเหนื่อย” หลังจากนั้นไม่ถึงปี ท่านก็ป่วยเป็นโรคเบาหวานถึงกับต้องส่งโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ เข้าใจกันว่าท่านคงจะไม่ฟื้นแล้ว เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสได้ให้เกียรติมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ลียองดอนเนอร์ให้ท่าน
ระหว่างที่เป็นโรคชรามีอาการหลงลืมและมีอาการน่าเป็นห่วงหลายครั้ง แต่ท่านก็มีอายุมาถึง 87 ปี แล้ววาระสุดท้ายของท่านก็มาถึงเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2511 ตามคำวินิจฉัยของแพทย์ว่า เส้นโลหิตฝอยแตก ศิษยานุศิษย์ได้เชิญศพมาตั้ง ณ หอประชุมสุวรรณสมโภช โดยมีท่านอัครสังฆราช ทำพิธีมหาบูชามิสซา ปลงศพเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ปีเดียวกัน
11.มารีโอ ตามัญโญ (Mario Tamagno) เป็นสถาปนิกชาวอิตาลี เกิดที่เมืองตูริน ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2420 เข้ารับราชการในกระทรวงโยธาธิการแห่งประเทศสยามเมื่อปี พ.ศ. 2443 โดยมีสัญญาว่าจ้างเป็นเวลา 25 ปี
นายมารีโอ ตามัญโญ มีผลงานออกแบบสถาปัตยกรรมในประเทศไทยที่สำคัญหลายแห่ง เช่น สะพานมัฆวานรังสรรค์ พระที่นั่งอนันตสมาคม วังปารุสกวัน ท้องพระโรงวังสวนกุหลาบ สถานีรถไฟหัวลำโพง บ้านพิษณุโลก (ชื่อเดิมคือ บ้านบรรทมสินธุ์) พระตำหนักเมขลารุจี ตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล (ชื่อเดิมคือ ตึกไกรสร) ห้องสมุดนีลเซนเฮส์ เป็นต้น
มารีโอ ตามัญโญ เสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2484
12.ไมเคิล ไรท์ นักเขียน นักคิด นักวิจารณ์ ทางด้านประวัติศาสตร์ สังคม และ ไทยคดีศึกษา มีชื่อไทยว่า นายเมฆ มณีวาจา เกิดเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2483 ที่เมืองเซาแธมตัน (Southampton) ประเทศอังกฤษ ไรท์ เข้ามาในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2504 ทำงานกับ ธนาคารกรุงเทพ แรกเริ่มในตำแหน่งพนักงานแปลเอกสาร ท้ายที่สุดเป็นตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศ ศูนย์สังคีตศิลป์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาผ่านฟ้า (ปัจจุบันคือ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ)
ไรท์เป็นผู้มีความสามารถในการใช้ภาษาไทยดีมาก ทั้งการพูด และการเขียน สารคดีของเขามีสำนวนการเขียนที่สนุกสนาน และมักนำเสนอแนวคิดการตีความต่างๆที่น่าสนใจ ทั้งทางประวัติศาสตร์ และสังคม โดยเริ่มเขียนบทความลงในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ตั้งแต่ฉบับปฐมฤกษ์ ซึ่งออกเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2522 และเขียนเป็นประจำในวารสารนั้นเกือบทุกฉบับ และยังเขียนในวารสารอื่น และหนังสือพิมพ์อีกหลายฉบับ
นายไรท์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2552 ด้วยโรคมะเร็งปอด ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ สิริรวมอายุได้ 69 ปี
ผลงาน
มีการการรวบรวมบทความที่เขาเขียนขึ้นเป็นประจำลงนิตยสารต่างๆ ในเครือของมติชน ออกมาเป็นหนังสือหลายเล่ม อาทิ
ฝรั่งคลั่งสยาม
ฝรั่งอุษาคเนย์
ตะวันตกวิกฤติ คริสต์ศาสนา
โองการแช่งน้ำ
ฝรั่งหลังตะวันตก
พระพิฆเนศ
แผนที่แผนทาง
ไมเคิล ไรท์ มองโลก
โลกนี้มีอนาคตหรือ?
ฝรั่งคลั่งผี
ฝรั่งหายคลั่งหรือยัง
13.เอมิล ออกัสต์ กอลมเบต์
ประวัติคุณพ่อเอมิล ออกัสต์ กอลมเบต์
26 พฤษภาคม 1849 เกิดที่เมืองกัป แขวงโอ๊ตอัลป์ส ประเทศฝรั่งเศส
23 ธันวาคม 1871 ได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ คณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (MEP) 31 มกราคม 1871 ออกเดินทางมามิสซังสยาม
5 เมษายน 1872 เดินทางถึงกรุงเทพฯ เป็นอาจารย์ที่บ้านเณรบางนกแขวก (เป็นเวลา 2 ปี ) ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนพฤศจิกายน 1875 เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดกาลหว่าร์
พฤศจิกายน 1875 เป็นเจ้าอาวาสวัดอัสสัมชัญ
1877 เปิดโรงเรียนประจำวัด (อัสสัมชัญ) ขึ้น โดยใช้อาคารเดิมต่าง ๆ ของบ้านเณรอัสสัมชัญเป็นโรงเรียน ทำการสอนเป็นภาษาฝรั่งเศสและไทย ให้การศึกษาอบรมแก่เด็กคริสตังและลูกหลานชาวยุโรป
1879 เพิ่มแผนกภาษาอังกฤษเข้ามาควบคู่กับภาษาฝรั่งเศส
16 กุมภาพันธ์ 1885 ได้เปลี่ยนฐานะของโรงเรียนจากโรงเรียนประจำวัด มาเป็น “อัสสัมชัญคอลเลจ” และเปิดรับเด็ก ๆ ทุกคนในกรุงเทพฯ เข้ามาศึกษา 6 มกราคม 1887 ได้เสนอโครงการขยายการศึกษา และการก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ ต่อ พระเจ้าน้องยาเธอฯ กรมหลวงเทวะวงษวโรประการ ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 50 ชั่ง และ 25 ชั่ง รวมเป็นเงิน 6,000 บาท เป็นรากฐานในการก่อสร้างด้วย รวมทั้งบรรดาพระราชวงศ์ และข้าราชการ ชั้นสูง ก็ได้ร่วมกันบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลด้วย
15 สิงหาคม 1887 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จมาทรงวางศิลาฤกษ์อาคารเรียน
1900 คุณพ่อได้กลับไปประเทศฝรั่งเศส ได้เข้าพบท่านอธิการใหญ่แห่งคณะภราดาเซนต์คาเบรียล ณ เมืองเซนต์ลอรัง มณฑลวังเดย์ มอบภารกิจโรงเรียนอัสสัมชัญในประเทศไทยให้แก่คณะฯ
20 ตุลาคม 1901 ท่านอธิการใหญ่คณะภราดาเซนต์คาเบรียล ได้จัดสรรภราดา 5 องค์ เป็นคณะ ดำเนินงานโรงเรียนอัสสัมชัญ รับหน้าที่บริหารโรงเรียนต่อไป
1904 เป็นผู้ริเริ่มจัดตั้ง “สโมสรนักเรียนเก่าอัสสัมชัญ (สมาคมอัสสัมชัญ) ”
1907 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นอุปสังฆราชมิสซังฯ และปี 1909 รักษาการใน ตำแหน่งประมุข มิสซังฯ ชั่วคราว ภายหลังการมรณภาพของพระสังฆราชหลุยส์ เวย์
31 มกราคม 1910 จัดให้มีพิธีเสกศิลาฤกษ์วัดอัสสัมชัญหลังใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้คริสตังมาทำบุญ สมทบทุนก่อสร้างวัดใหม่ ซึ่งได้ลงมือก่อสร้างไปบ้างแล้ว แต่ขาดเงินทุน วัดหลังใหม่สร้างเสร็จในปี 1918
20 ธันวาคม 1922 ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ลา เลลียองดอนเนอร์ ( La L'gion d'Honneur ) จากรัฐบาลฝรั่งเศส ในฐานะที่คุณพ่อได้ประกอบคุณงามความดี ทำชื่อเสียงให้ แก่ประเทศ นอกจากนี้คุณพ่อยังเคยได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์เบญจมาภรณ์ ช้างเผือก จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่ทำคุณประโยชน์ ให้แก่ประเทศสยาม
23 สิงหาคม 1933 มรณภาพที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ทำพิธีปลงศพวันที่ 25 สิงหาคม 1933
14.รองอำมาตย์เอกเกอรช ฟริดริช เวเลอร์ (Gersh Friedrich Veler) นายตรวจเอก กรมรถไฟหลวงสายเหนือ และนายห้างในกรุงเทพฯ ชาวเยอรมัน ได้เข้ามาเป็นวิศวกรสร้างทางรถไฟในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาได้รับพระราชทานนามสกุลจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2459 ว่า "เวลานนท์" (Velananda)
รองอำมาตย์เอกเกอร์ช ฟริดริช เวเลอร์ มีภรรยาชื่อ นางเสงี่ยม เวลานนท์ สตรีราชนิกูลมอญหงสาวดี หมู่บ้านบางไส้ไก่ (ปัจจุบันคือบริเวณหลังมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา) มีบุตรธิดาดังนี้
นักเรียนมหาดเล็กหลวงอั๋น เวลานนท์ (พ.ศ. 2445 - พ.ศ. 2465) ไม่มีทายาท
นางสง่า เทวคุปต์ (พ.ศ. 2446 - พ.ศ. 2535) สมรสกับ ร้อยตำรวจเอกน้อม เทวคุปต์ บุตรของหลวงอนุสิฐภูมิเทศ (เนียม เทวคุปต์) และ นางอนุสิษฐภูมิเทศ (ขลิบ เทวคุปต์)
นางวิมลประชาภัย (สอาด วิภาตะกลัศ) (พ.ศ. 2450 - พ.ศ. 2527) สมรสกับ หลวงวิมลประชาภัย (จำรัส วิภาตะกลัศ)อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดตาก มีบุตร์ 1 คน คือ นายสุทธิวัฒน์(จารุ) วิภาตะกลัศ (เป็นทายาทสายเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่)
หลังจากที่ประเทศไทยได้ประกาศเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้ว มร.เกอรช ฟริดริช เวเลอร์ ก็ถูกถอนสัญชาติและถูกเรียกคืนนามสกุล เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 ทำให้ต้องกลับไปอยู่ที่ประเทศเยอรมนีชั่วคราว ในขณะนั้นกำลังดำเนินงานรถไฟอยู่บริเวณถ้ำขุนตาล ต่อมาเมื่อสงครามสิ้นสุดก็กลับมาอาศัยอยู่กับครอบครัวในประเทศไทยและได้ถึงแก่กรรมที่บ้านริมคลองบางไส้ไก่ เมื่อ พ.ศ. 2470
15.ดร. ฮิวจ์ แมคคอร์มิค สมิธ (อังกฤษ: Dr. Hugh McCormick Smith, ชื่อย่อ: H.M. Smith) (21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2408 / ค.ศ. 1865 -28 กันยายน พ.ศ. 2484 / ค.ศ. 1941) นักชีววิทยา ชาวอเมริกัน อธิบดีสำนักงานประมง (the Bureau of Fisheries) แห่งสหรัฐอเมริกา
ดร. สมิธ เกิดที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2431 (ค.ศ. 1888) ได้จบการศึกษาปริญญาเอกแพทยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ (Georgetown University) และจบการศึกษาระดับปริญญาเอกนิติศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2451 (ค.ศ. 1908)
เริ่มต้นทำงานที่ สำนักประมง สหรัฐอเมริกา (U. S. Fish Commission) ปี พ.ศ. 2429 (ค.ศ. 1886) ในตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ 1897-1903 หัวหน้าห้องปฏิบัติการชีววิทยาทางทะเล (Marine Biological Laboratory ที่ Wood Hole, และโดยเป็นผู้กำกับดูแลงานทางด้านการศึกษาและสำรวจธรรมชาติในทางวิทยาศาสตร์ ในสถาบันการศึกษาชั้นนำของสหรัฐอเมริกา
ระหว่างปี พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907) ถึงปี พ.ศ. 2453 (ค.ศ. 1910) ได้เดินทางพร้อมคณะนักสำรวจมาที่ฟิลิปปินส์ ด้วยเรือชื่อ USS Albatross ด้วยเป็นกรรมการสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เพื่อสำรวจความหลากหลายของธรรมชาติในภูมิภาคแถบนี้
บทบาทในประเทศไทย
ดร. สมิธ ได้เดินทางมาสู่ประเทศไทย เพื่อต้องการศึกษาปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง ที่มีความสามารถพิเศษแตกต่างไปจากปลาชนิดอื่น ๆ นั่นคือ ปลาเสือพ่นน้ำ (Toxotes spp.) ซึ่งเป็นปลาพื้นบ้านของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในระยะเวลานั้น ทางราชการไทย ได้ดำริจัดตั้งหน่วยงานราชการขึ้นมากำกับดูแลงานทางด้านสัตว์น้ำขึ้นมาในปี พ.ศ. 2464 โดยใช้ชื่อว่า หน่วยเพาะพันธุ์ปลาหรือหน่วยงานบำรุงและรักษาสัตว์น้ำ ขึ้นตรงต่อกระทรวงเกษตราธิการ (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปัจจุบัน) และแต่งตั้งให้ ดร.สมิธ ดำรงตำแหน่ง Adviser in fisheries to His Siamese Majesty's Govermment ในปี พ.ศ. 2466 โดยจัดสำนักงานให้ที่วังสุริยง (นางเลิ้ง) งานขั้นแรกคือการสำรวจว่าสัตว์น้ำที่มีอยู่ในประเทศไทยมีมากน้อยเท่าใด เพื่อนำมาประกอบการเพาะพันธุ์ การบำรุงพันธุ์พันธุ์สัตว์น้ำ เพื่อขยายผลในเชิงอุตสาหกรรมต่อไป ซึ่งผลในการสำรวจจะจำแนกในทางชีววิทยา โดยมีภาพประกอบและจัดรวบรวมไว้เป็นหมวดหมู่ โดยการสำรวจในน่านน้ำจืด และในน่านน้ำทะเล ทั่วราชอาณาจักรไทย และจัดกลุ่มเป็นหมวดหมู่ พร้อมทั้งยังได้เขียนหนังสือที่กล่าวถึงทรัพยากรในประเทศไทยซึ่งรู้จักในนามของหนังสือ "อนุกรมวิธาน" และยังเขียนบทวิจารณ์ถึงทรัพยากรของประเทศไทยพร้อมทั้งให้คำอธิบายและรายละเอียดและข้อแนะนำในการบริหารจัดการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำของประเทศไทย โดยเขียนหนังสือที่ชื่อ A Review of the Aquatic Resources and Fisheries of Siam, with Plans and Recommendation for the Administration, Conservation and Development เสนอต่อกระทรวงเกษตราธิการและได้นำเสนอทูลเกล้า ฯ และอนุมัติให้มีการตีพิมพ์เผยแพร่ และต่อมาก็ได้มีพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2469 ให้ตั้งกรมรักษาสัตว์น้ำขึ้นในกระทรวงเกษตราธิการ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ดร.ฮิว แมคคอร์มิค สมิท เป็นเจ้ากรมรักษาสัตว์น้ำ (ปัจจุบันคือ กรมประมง)
ดร. ฮิวจ์ แมคคอร์มิค สมิธ มีผลงานทางด้านการค้นพบความหลากหลายทางชีวภาพและทำการอนุกรมวิธานไว้มากมาย โดยค้นพบชนิดพันธุ์ของสัตว์ประเภทต่าง ๆ ทั้งสัตว์น้ำ สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์ปีก พรรณพืช ไว้ไม่ต่ำกว่า 25 ชนิด อาทิ ปลาเทพา (Pangasius sanitwongsei), ปลาบู่รำไพ (Magilogobius rambaiae) และมีผลงานเป็นหนังสือที่ยังใช้อ้างอิงมาจนถึงปัจจุบัน คือ The Fresh Water Fishes of Siam, or Thailand ในปี พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) และมีความสำคัญต่อประเทศไทย คือ เป็นอธิบดีกรมประมงคนแรก ที่ได้บุกเบิกงานทางด้านการค้นคว้าศึกษาทรัพยากรทางน้ำตราบจนปัจจุบัน
ดร. ฮิวจ์ แมคคอร์มิค สมิธ เสียชีวิตในวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2491 (ค.ศ. 1948)
การอ้างอิง