พระผู้มีพระภาคตรัlว่า
ชนบางพวกผู้มีศีลอันอุดม สำคัญอยู่ว่าศีลเท่านั้นเป็นธรรม
อุดม จึงกล่าวความบริสุทธิ์ด้วยการสำรวม ชนเหล่านั้น
สมาทานวัตรแล้วตั้งมั่นอยู่ ด้วยคิดว่า เราทั้งหลายควรศึกษา
ความบริสุทธิ์ของศาสดานั้นในทิฐินี้เท่านั้น ชนเหล่านั้นอัน
ภพนำเข้าไปแล้ว กล่าวว่า เราทั้งหลายเป็นผู้ฉลาด ถ้าบุคคล
เป็นผู้เคลื่อนจากศีลและพรตแล้วไซร้ บุคคลนั้นยังกรรมให้
ผิดไปแล้วก็ไม่หวั่นไหว ยังคร่ำครวญและปรารถนาความ
บริสุทธิ์อยู่ เหมือนบุคคลอยู่ปราศจากเรือน เสื่อมแล้วจาก
พวก พึงปรารถนาเรือนหรือพวก ฉะนั้น
อนึ่ง อริยสาวกละศีล พรต ธรรมที่มีโทษและไม่มีโทษทั้งสิ้นนี้
แล้วไม่ปรารถนาว่า ธรรมชาตินี้บริสุทธิ์ ธรรมชาตินี้ไม่บริสุทธิ์
เว้นแล้วจากความบริสุทธิ์และความไม่บริสุทธิ์ ไม่ถือมั่นทิฐิ
แล้วพึงเที่ยวไป ฯ
"ศีล" แปลเป็นภาษาสมัยใหม่ได้ว่า "พฤติกรรม" ได้แก่ การแสดงออกทาง กาย วาจา ใจ ของคนเราที่เป็นปกติในชีวิตประจำวัน เบื้องหลังของพฤติกรรม ก็คือ ความคิดเห็น และเบื้องหลังของความคิดเห็น ก็คือ ความรู้ประสบการณ์ที่ผ่านมาของแต่ละคน
ไม่มีอะไรกิดขึ้นมาลอยๆ ศีล ก็มีเหตุปัจจัย ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ เช่นกัน เพราะฉะนั้น การที่จะทำให้คนเกิดพฤติกรรมอันดีได้ ต้องได้รับการอบรมสั่งสอนและฝึกฝน เพื่อให้เขาเกิดความคิดเห็นที่ถูกต้อง ที่ตรงกับความเป็นจริงที่แท้จริง เมื่อความรู้เปลี่ยน ความคิดเห็นก็เปลี่ยน ฟฤติกรรมก็เปลี่ยน เป็นไปตามกฏของเหตุปัจจัย
อยู่ดีๆ จะไปสั่งคนให้เป็นคนดีนั้นไม่สามารถทำได้ตลอดไป อย่างมากก็จะทำได้เป็นพักๆ เท่านั้น การบังคับหรือชักชวนคนให้ไปถือศีล จึงเป็นการทำที่ฝืนธรรมชาติ พระพุทธองค์ทราบความจริงในข้อนี้ จึงให้ไปปฏิบัติที่เหตุของการมีศีล ไม่ได้ให้ไปถือศีล
สำหรับผู้รู้เห็นความจริง แต่ยังฝึกหรือปฏิบัติอยู่ ความเห็นยังไม่บริบูรณ์ เมื่อทำผิดจะระลึกรู้ได้ว่าผิด เมื่อรู้ว่าผิด ก็จะพยายามเว้น รู้จักฉลาดที่จะหลบหลีก อุปมาเหมือนการเอาเท้าหลีกหลบงูพิษ อย่างไรอย่างนั้น
ผิดจากผูั้ที่ไม่เคยได้ฟังธรรมะที่ถูกต้องครบถ้วนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่รู้จัก ไตรลักษณ์ ไม่รู้จัก อิททัปปัจจนายตา-ปกิจจะสมุปบาท จะถือศีลเพียงสักแต่ว่าถือเท่านั้น ถือเพราะกลัว ถือเพราะถือตามๆ กันมา ถือเพราะจะเข้าสังคมไม่ได้ ฯ เป็นต้น
พระอานนท์ตอบปัญหาเรื่องศีลกับพระพุทธเจ้าว่า ศีลที่ประกอบด้วยปัญญาเท่านั้น ที่มีผลมาก มีอาณิสงค์มาก ศีลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา เป็นศีลที่เปล่าผล
ความจริง จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยทำให้เกิดความรู้ (หรือ ปัญญา) ปัญญาหรือความคิดเห็นที่ถูกต้อง ก็จะทำให้เกิดศีล เพราะฉะนั้น พระพุทธองค์จึงให้อริยสาวกปฏิบัติไป ศีลจะเกิดอย่างมั่นคงสำหรับผู้ที่มีปัญญามั่นคง แล ศีลวิบัติยอ่มเกิดแก่ผู้มีปัญญาทราม ...
PS: มีกรณีสับสนระหว่างการชำระศีลให้บริสุทธิ์ของพระภิกษุ กับศีล ๕ ของฆราวาส บางท่านคิดว่าเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะในพระไตรปิฏก พูดเพียงย่อๆ ว่า ศีล ไม่ได้ขยายความ เพราะฉะนั้น ต้องดูให้ดีๆ ว่า สูตรนั้นๆ ท่านตรัสสอนผู้ใด
การที่พระภิกษุต้องสมาทานสิขาบททั้งหมดก่อนเป็นอันดับแรก เพราะ การที่จะเข้าไปอยู่รวมกับคณะสงฆ์ ไปอยู่ในองค์กรของภิกษุสงฆ์ ต้องศึกษาศีลให้ครบ ๒๒๗ ข้อก่อน ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดความวุ่นวาย กรณีนี้ ไม่เกี่ยวกับศีล ๕ ของฆราวาส เหมือนกับเราเข้าไปอยู่ในสังคมใหน ก็ต้องศึกษาเข้าใจกฏระเบียบของสังคมนั้น ถึงจะเข้าไปอยู่ร่วมกับเขาได้อย่างไม่มีปัญญหา