ค้นหา ค้นรูป แผนที่ YouTube Gmail ไดรฟ์ ปฏิทิน แปลภาษา อื่นๆ »
ลงชื่อเข้าสู่ระบบ
ขอขอบคุณที่ใช้ กูรู ในวันที่ 23 มิถุนายน 2014 กูรู จะกลายเป็นบริการแบบอ่านอย่างเดียว หลังจากวันที่ 23 มิถุนายน 2014 คำถามทั้งหมดที่มีการตอบจะเปิดให้ผู้คนสามารถค้นหาและเรียกดูได้ แต่จะไม่รับคำถาม คำตอบใหม่ หรือกิจกรรมการเขียนอื่นๆ ของผู้ใช้อีก.. โปรดอ่านคำถามที่พบบ่อยสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
กูรู
ป้ายกำกับยอดนิยม
ความรู้สึก (256077)
คอมพิวเตอร์ (158436)
การศึกษา (153978)
สังคม (54456)
สุขภาพ (44603)
เกมส์ (41321)
ชอปปิ้ง (19134)
บันเทิง (17229)
สถานที่ (16144)
ไลฟ์สไตล์ (15950)
เครือข่าย (10418)
ธุรกิจ (9554)
การท่องเที่ยว (8742)
กีฬา (7355)
การแพทย์ (5519)
แผนกเรียน (4931)
ผลิตภัณฑ์ดิจิตอล (4384)
ดูทั้งหมด
14/6/55
ความรู้เรื่องยาคุมกำเนิด
ข้อมูล
เรื่องเซ็กซ์
ปัญหาคาใจ
ตั้งครรภ์
ยา
ยาคุมกำเนิด แบบเม็ด

ประจำเดือนของผู้หญิงถูกควบคุมด้วยฮอร์โมน 2 ชนิด คือ เอสโตรเจน และ โปรเจสเตอโรน ซึ่งทำให้เกิดการเจริญของเยื่อบุมดลูก เพื่อเตรียมมดลูกให้เหมาะสมต่อการฝังตัวของไข่ที่ถูกผสม เมื่อมีเพศสัมพันธ์และเกิดการปฏิสนธิระหว่างตัวอสุจิของเพศชายและไข่ของเพศหญิง ไข่ที่ถูกผสมแล้วจะเดินทางมาฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูกที่ถูกเตรียมไว้อย่างเหมาะสม หากไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น เยื่อบุโพรงมดลูกดังกล่าวจะหลุดลอกออกมาเป็นระดูหรือประจำเดือน

ฮอร์โมนสังเคราะห์ในยาเม็ดคุมกำเนิดจะป้องกันการตั้งครรภ์ได้ โดยป้องกันการเจริญและการสุกของไข่ทำให้ ไม่มีไข่ตก ทำให้มูกที่ปากมดลูกข้นเหนียวเชื้ออสุจิจึงไม่สามารถผ่านเข้าสู่โพรงมดลูกได้ และทำให้ผนังเยื่อบุโพรงมดลูกฝ่อตัวไม่เหมาะต่อการเจริญของตัวอ่อน


ประเภทของยาเม็ดคุมกำเนิด

• ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม

ยาแต่ละเม็ดมีฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน เป็นส่วนประกอบ มีทั้งชนิด 21 , 22 และ28 เม็ด ยาชนิด 28 เม็ดนั้น ตัวยา 7 เม็ดที่เพิ่มขึ้นจะไม่มีตัวยาฮอร์โมนแต่จะเป็นวิตามินหรือธาตุเหล็ก ยาเม็ดคุมกำเนิดในกลุ่มนี้ยังแบ่งย่อยเป็นอีก 2 ชนิด คือ

1. ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนระดับเดียว ยาทุกเม็ดมีปริมาณตัวยาฮอร์โมนรวมเท่ากัน ปัจจุบันนิยมใช้ชนิดที่มีปริมาณเอสโตรเจนต่ำ ๆ คือ 20-30 ไมโครกรัม ส่วนโปรเจสเตอโรน ที่ใช้มีหลายชนิด

2. ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนหลายระดับ ยาเม็ดคุมกำเนิดนี้จะมีปริมาณยาแตกต่างกันเป็นหลายระดับเพื่อเลียนแบบการหลั่งฮอร์โมนทั้ง 2 ชนิดตามธรรมชาติซึ่งจะมีผลให้อาการข้างเคียงต่าง ๆ ของยาลดลง


• ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีเฉพาะโปรเจสเตอโรน

เป็นยาที่มีฮอร์โมนในขนาดน้อยจัดทำเป็นแผง 28 เม็ดมีตัวยาเหมือนกัน ยานี้มีประโยชน์ ในผู้ที่ไม่สามารถทนอาการข้างเคียงของฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ แต่ว่าประสิทธิภาพการคุมกำเนิดจะต่ำกว่ายาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรวม


ยาเม็ดคุมกำเนิดหลังร่วมเพศ ( ยาคุมฉุกเฉิน )

ยากลุ่มนี้มีทั้งแบบตัวยาฮอร์โมนชนิดเดียวขนาดสูง และชนิดฮอร์โมนรวม แต่เนื่องจากมีฮอร์โมนขนาดสูงมาก จึงมีอาการข้างเคียงสูงกว่ายาเม็ดคุมกำเนิดกลุ่มอื่น ๆ ผู้ใช้จะมี อาการคลื่นไส้อาเจียนอย่างมาก มีเลือดออกผิดปกติ และ มีอันตรายต่อร่างกายสูง เช่น ยาบางตัวในกลุ่มนี้มีข้อจำกัด ไม่ควรใช้เกินเดือนละ 4 เม็ด ไม่ควรใช้ในผู้ที่เป็นโรคตับ

นอกจากนี้จะป้องกันการตั้งครรภ์ได้ประมาณ 75 % เท่านั้น ( ต่ำกว่าการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรวม ซึ่งจะป้องกันได้ถึง 90-95% ) จึงเหมาะที่จะใช้ในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ไม่บ่อย เช่น สัปดาห์ละครั้ง หรือ ในกรณีถูกข่มขืน



ภาวะที่เป็นข้อห้ามและข้อควรระวังในการใช้ยา

มะเร็งของอวัยวะภายในอุ้งเชิงกราน และ/หรือ เต้านม

โรคตับ โรคของถุงน้ำดี

มีเลือดออกจากโพรงมดลูกที่ไม่ทราบสาเหตุ มีระดูน้อย หรือขาดระดู

โรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง

ตั้งครรภ์ หรือ สงสัยว่าตั้งครรภ์

ปวดศีรษะบ่อย ปวดศีรษะแบบไมเกรน โรคลมชัก โรคเบาหวาน

อายุมากกว่า 40 ปี หรืออายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไปที่อ้วนมาก มีไขมันในเลือดสูง หรือสูบบุหรี่จัด
บันทึก #1 14 มิ.ย. 2555 15:03:52
ผลข้างเคียงของยาเม็ดคุมกำเนิด

- อาการคลื่นไส้อาเจียน มักพบในช่วงแรกของการใช้ยา และแก้ไขโดยให้กินยาเม็ดคุมกำเนิดหลังอาหารเย็นหรือก่อนนอน แต่ถ้ามีอาการมากหรือเป็นอยู่นาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนชนิดยาเม็ดคุมกำเนิด แต่ถ้าใช้ยามานานแล้วและในระยะแรกไม่มีอาการ ก็ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุต่อไป

- เลือดออกกะปริบกะปรอย มักพบผู้ที่กินยาไม่สม่ำเสมอ (ไม่เป็นเวลาเดียวกันทุกวัน) หรือลืมกินยาบ่อย ๆ และอาจเกิดได้ในระยะแรกของการใช้ยาเช่นกัน ถ้ามีเลือดออกเล็กน้อยให้รับประทานยาต่อไป อาการจะหายได้เอง แต่ถ้ามีเลือดออกมากก็ควรปรึกษาแพทย์

- การขาดระดูระหว่างการใช้ยา ควรตรวจดูให้แน่ใจว่าไม่ได้เกิดการตั้งครรภ์

- ผลข้างเคียงอื่น ๆ ได้แก่ เจ็บคัดเต้านม น้ำหนักตัวเพิ่ม สิว ฝ้า ปวดศีรษะ เป็นต้น ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในระยะแรกของการใช้ยา และส่วนใหญ่หายได้เองเมื่อใช้ยาไป 2-3 เดือน แต่ถ้าหากมีอาการมากหรือเป็นอยู่นานจนเป็นปัญหา หรือเกิดความกังวลใจควรปรึกษาแพทย์ซึ่งอาจแก้ไขโดยการเปลี่ยนชนิดยา หรือใช้วิธีคุมกำเนิดอื่น ๆ แทน

- ถ้ามีอาการข้างเคียงที่รุนแรงและเป็นอันตรายต่อไปนี้ ควรหยุดยาและรีบปรึกษาแพทย์ทันที
มีอาการปวดบริเวณท้องอย่างรุนแรง ตัวเหลือง ตาเหลือง
มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง ความดันโลหิตสูง
มีอาการปวด และ บวม ที่เท้า ขา และน่อง
ปวดตา ตาพร่า เห็นแสงวูบวาบ
มีอาการปวดหน้าอกอย่างรุนแรง หายใจหอบ เหนื่อยง่าย


การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดร่วมกับยาอื่น

การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดร่วมกับยาอื่น ๆ บางชนิด อาจมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยานั้น เช่น การใช้ร่วมกับยาระงับอาการซึมเศร้า ยาปฏิชีวนะ ยารักษาวัณโรค ยากันชัก ยาแก้แพ้อากาศ เป็นต้น จึงควรปรึกษาแพทย์ ให้แน่ใจว่าควรจะใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วยหรือไม่


วิธีรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด

• แบบ 21,22 เม็ด

เริ่มใช้ยาตั้งแต่วันที่ 1 ของรอบประจำเดือน (นับวันแรกที่มีประจำเดือนเป็นวันที่ 1 ) อาจเริ่มกินยาช้ากว่านี้ได้แต่ต้องไม่เกินวันที่ 5 ของรอบประจำเดือน เริ่มรับประทานยาเม็ดแรก ให้ตรงกับวันของสัปดาห์ที่ระบุบนแผงยา เช่น ประจำเดือนมาวันแรกคือ วันศุกร์ ก็ให้เริ่มรับประทานยาเม็ดแรกที่ระบุไว้ว่า “ศ” รับประทานยา วันละ 1 เม็ดเป็นประจำทุกวัน ตามลูกศรชี้จนหมดแผงในเวลาใดก็ได้แต่ควรทานเวลาเดียวกันทุกวัน

เมื่อรับประทานยาหมดแล้วให้หยุดยา 7 วัน สำหรับผู้ใช้ยาชนิด 2 1 เม็ด และหยุดยา 6 วัน สำหรับผู้ใช้ยาชนิด 22 เม็ด ในระหว่างนี้ควรมีเลือดประจำเดือนมา และเมื่อหยุดยาครบแล้วให้เริ่มรับประทานยาแผงใหม่ได้ ถึงแม้ว่าประจำเดือนจะหมดแล้วหรือยังไม่หมดก็ตาม ด้วยวิธีนี้เมื่อเริ่มรับประทานยาแผงใหม่ วันที่เริ่มรับประทาน ยาแผงใหม่จะตรงกับวันแรกที่เริ่มรับประทานยาแผงแรกเสมอ

• แบบ 28 เม็ด

ในแผงหนึ่งจะประกอบด้วยฮอร์โมน 21 เม็ด ส่วนที่ไม่ใช่ฮอร์โมนเพศอีก 7 เม็ด ซึ่งจะมีขนาดต่างจาก 21 เม็ดแรก เริ่มรับประทานยาเม็ดแรกในวันแรกที่มีประจำเดือนมา ในส่วนที่ระบุบนแผงว่าเป็นจุดเริ่มต้นใช้ยา และ รับประทานยาวันละ 1 เม็ด เป็นประจำทุกวัน ตามลูกศรชี้จนหมดแผง

เมื่อหมดแผงแล้วให้รับประทานยาแผงใหม่ต่อได้ทันทีเลย แม้ประจำเดือนจะหมดแล้วหรือยังไม่หมดก็ตาม



ทำอย่างไรถ้าลืมกินยาเม็ดคุมกำเนิด

ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นยาที่ต้องใช้ประจำ การลืมกินยาเป็นเรื่องที่พบบ่อย ๆ แม้ว่าไม่เป็นอันตรายแต่ก็มีผลเสีย เช่น ทำให้ผู้ใช้มีเลือดออกกะปริบกะปรอย และถ้าลืมบ่อย ๆ อาจเกิดตั้งครรภ์ได้ จึงควรกินยาในเวลาเดียวกันทุกวัน เก็บยาในที่เห็นง่าย ๆ เพื่อช่วยเตือนไม่ให้ลืมกินยาได้บ้าง และในกรณีที่ลืมกินยาแล้วให้แก้ไขดังนี้

ลืม 1 เม็ด ให้กินทันทีที่นึกได้ และกินเม็ดต่อไปตามปกติ

ลืม 2 เม็ดติดต่อกันในช่วง 2 สัปดาห์แรก ให้กินยา 2 เม็ดติดต่อกัน 2 วัน แล้วกินต่อไปตามปกติจนหมดแผง ให้ใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย หรืองดร่วมเพศ 7 วัน

ลืม 2 เม็ดติดต่อกันในช่วงสัปดาห์ที่ 3 หรือลืมมากกว่า 2 เม็ดในช่วงใดก็ตามให้หยุดยาแผงนั้นจนกว่าจะมีเลือดประจำเดือน จึงเริ่มยาแผงใหม่ ตั้งแต่เริ่มหยุดยาจนกินยาแผงใหม่ไป 2 สัปดาห์ ให้ใช้ถุงยางอนามัย หรือ งดร่วมเพศ



เมื่อพร้อมที่จะมีบุตร

สำหรับผู้ที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดอยู่ระยะหนึ่งและต้องการมีบุตรให้หยุดยาเม็ดคุมกำเนิดได้ทันที และใน 1-2 เดือนแรกหลังหยุดยาควรป้องกันไม่ให้ตั้งครรภ์โดยวิธีอื่น ๆ เช่นการใช้ถุงยางอนามัย หรือการนับระยะปลอดภัย เพื่อให้มีประจำเดือนมาหลังจากหยุดยาก่อน และเมื่อตั้งครรภ์จะได้ทราบอายุครรภ์ที่แน่นอน ทำให้แพทย์สามารถดูแลมารดา และติดตามการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ได้อย่างถูกต้อง
บันทึก #2 14 มิ.ย. 2555 15:04:49
ยาคุมกำเนิดแบบฉีด

ข้อแนะนำสำหรับสตรีที่ใช้ยาฉีดคุมกำเนิด

1. ภายใน 2 อาทิตย์หลังฉีดยาคุมกำเนิดครั้งแรก ควรใช้วิธีคุมกำเนิดวิธีอื่น เช่น ถุงยางอนามัย หรือ งดเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ เนื่องจากยายังออกฤทธิ์ไม่เต็มที่

2. ต้องฉีดยา เข้ากล้าม ตามกำหนด เช่น ทุก 1 เดือน หรือ ทุก 3 เดือน

3. อาจเกิดความผิดปกติของประจำเดือน เช่น นาน ๆ จึงมีประจำเดือน อาจมีปริมาณมากหรือน้อยกว่าปกติ หรือ ไม่มี-ประจำเดือนเลยก็ได้ ถ้าไม่แน่ใจว่ามีอาการเลือดออกผิดปกติ หรือไม่ ควรไปปรึกษาแพทย์

4. ถ้ามีอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ตาพร่ามัว ปวดขา เจ็บหน้าอก ต้องปรึกษาแพทย์

5. ตรวจร่างกายทั่วไป ปีละครั้ง

6. ถ้าต้องการมีบุตรอีก อาจจะต้องรอให้มีประจำเดือนปกติก่อน ซึ่งอาจต้องใช้เวลา 12 – 16 เดือน



ประสิทธิภาพของยา
สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ ประมาณ 99.5 %
( อัตราเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ ประมาณ 0.25 ต่อสตรี 100 คนที่ใช้ยานี้ติดต่อกันตลอด 1 ปี )



อาการข้างเคียง

ที่พบบ่อยคือ เลือดประจำเดือนออกผิดปกติ อาจออกมาก ออกนาน หรือ ออกกะปริบกะปรอย ก็ได้

หลังจากฉีดยา ไปแล้ว 9 – 12 เดือน จะพบอาการ ประจำเดือนขาด ได้

หลังฉีดยา อาจมีปัญหาเรื่อง มีบุตรยาก ภายหลังหยุดยาแล้ว 1 ปี สตรีมากกว่า 80 % สามารถมีบุตรได้



ข้อห้ามใช้ / ข้อควรระวัง
ในผู้ที่เป็นโรคตับ เบาหวาน โรคหัวใจ โรคเส้นเลือด เส้นเลือดดำอุดตัน โรคไต โรคภูมิแพ้ โรคลมชัก สตรีอายุมากกว่า 40 ปี มะเร็งเต้านม มะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ เนื้องอกมดลูก

ไม่ควรใช้ในสตรีที่ไม่เคยตั้งครรภ์ เป็นลมชัก หรือ ไมเกรน



การดูแลสตรีที่ได้รับยาคุมกำเนิด เป็นระยะเวลานาน

1. ซักประวัติโดยละเอียด โดยเฉพาะโรค หรือ ภาวะที่เป็นข้อบ่งห้ามใช้ยา

2. ตรวจร่างกายทั่วไป เช่น ชั่งน้ำหนักตัว วัดความดันโลหิต ดูว่าตาเหลืองตัวเหลืองหรือไม่ คลำตับ ตรวจเต้านม ต่อมทัยรอยด์ ตรวจหาเส้นเลือดขอด เป็นต้น

3. ตรวจภายใน เพื่อหาความผิดปกติต่าง ๆ เช่น เนื้องอกของมดลูก มะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ ตรวจว่าตั้งครรภ์หรือไม่

4. ตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ
บันทึก #3 14 มิ.ย. 2555 15:05:55
หมายเหตุ

เรื่องนี้ ผมไม่ได้เขียนเอง ( น่าจะปรับปรุงนิดหน่อย) แต่จำไม่ได้ว่า นำต้นฉบับมาจากที่ไหน ... ถ้าใครพบว่า น่าจะเป็นต้นฉบับจากที่ไหน ช่วยแจ้งให้ทราบด้วยนะครับ

จากคุณ : หมอหมู   - [ 25 ก.พ. 51 19:34:54 ]
เว็บhttp://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2008/02/L6366096/L6366096.html
บันทึก #4 14 มิ.ย. 2555 17:54:55
เอาไปแปะให้กลุ่มคำถามหนูจะท้องไหมด้วยนะคะ ช่วยๆกันค่า ขอบคุณนะคะทุกคำตอบ>/\<
คำตอบ (6)
จัดเรียงตาม: คะแนน | เวลา
เกิดข้อผิดพลาดขณะโหลดคำตอบ โปรดลองอีกครั้ง
คำตอบบางข้อถูกนำออกออกจากการแสดงผลของคุณ
โหวต
4
การดู
1685
ติดตาม
1
x
©2014 Google - ข้อกำหนด - นโยบายเนื้อหา - ความเป็นส่วนตัว