ค้นหา ค้นรูป แผนที่ YouTube Gmail ไดรฟ์ ปฏิทิน แปลภาษา อื่นๆ »
ลงชื่อเข้าสู่ระบบ
ขอขอบคุณที่ใช้ กูรู ในวันที่ 23 มิถุนายน 2014 กูรู จะกลายเป็นบริการแบบอ่านอย่างเดียว หลังจากวันที่ 23 มิถุนายน 2014 คำถามทั้งหมดที่มีการตอบจะเปิดให้ผู้คนสามารถค้นหาและเรียกดูได้ แต่จะไม่รับคำถาม คำตอบใหม่ หรือกิจกรรมการเขียนอื่นๆ ของผู้ใช้อีก.. โปรดอ่านคำถามที่พบบ่อยสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
กูรู
ป้ายกำกับยอดนิยม
ความรู้สึก (256118)
คอมพิวเตอร์ (158448)
การศึกษา (153993)
สังคม (54460)
สุขภาพ (44609)
เกมส์ (41325)
ชอปปิ้ง (19136)
บันเทิง (17229)
สถานที่ (16144)
ไลฟ์สไตล์ (15951)
เครือข่าย (10420)
ธุรกิจ (9555)
การท่องเที่ยว (8743)
กีฬา (7356)
การแพทย์ (5519)
แผนกเรียน (4931)
ผลิตภัณฑ์ดิจิตอล (4385)
ดูทั้งหมด
พระนางซูสีไทเฮา
ประวัติศาสตร์
ประวัติ
บันทึก #1 1 ส.ค. 2554 19:38:33
พระนางซูสีไทเฮา เกิดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1835 ที่หมู่บ้านซีพัว อำเภอฉางจื้อ มณฑลซานซี ในครอบครัวที่ยากจนของชาวฮั่น เดิมทีมีชื่อว่า หวังเสี่ยวเชี่ยน เมื่ออายุ 4 ขวบ ถูกขายให้แก่ซ่งซื่อหยวนของหมู่บ้านซั่งฉิน และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ซ่งหลิงเอ๋อ เมื่ออายุได้ 12 ปี ก็ถูกขายให้แก่ ฮุ่ยเจิง ผู้ว่าราชการเมือง และเปลี่ยนชื่อเป็น หลานเอ๋อ และอาศัยที่จวนผู้ว่าฯ โดยได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี อย่าง ไรก็ตามประวัติชีวิตของพระนางซูสีไทเฮาตอนต้นไม่ชัดเจน จึงไม่อาจสรุปได้ว่าพระนางซูสีไทเฮาเป็นชาวแมนจูหรือชาวจีนฮั่น แต่ส่วนใหญ่จะระบุว่านางเป็นชาวแมนจู



ปี ค.ศ. 1852 หลานเอ๋อได้ถูกคัดเลือกเข้าวังในฐานะที่เป็นบุตรสาวของผู้ว่าฮุ่ยเจิง ซึ่งมีนามสกุลหรือแซ่ว่า “เย่เหอนารา” ซึ่งเป็นแซ่ของพวกแมนจู ซึ่งเป็น 2 ปีหลังจากที่จักรพรรดิเต้ากวงสิ้นพระชนม์ และจักรพรรดิเสียนฟงราชโอรสขึ้นครองราชย์แทนเป็นจักรพรรดิองค์ใหม่ ซึ่งจีนในยุคตอนปลายราชวงศ์ชิงนั้นเต็มไปด้วยกบฏต่อต้านราชวงศ์ชิงของชาวแมน จูและชาติตะวันตกก็ต่างเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในจีน
บันทึก #2 1 ส.ค. 2554 19:39:10
ใน 3 ปีแรกของการเข้าวัง หลานเอ๋อไม่มีโอกาสได้พบกับพระจักรพรรดิเสียนเฟิงเลย แต่นางได้ใช้ความสามารถในทางร้องรำจนทำให้ได้พบปะกับจักรพรรดิจนได้ เนื่องจากว่าหลานเอ๋อมีความเฉลียวฉลาดและรู้จักหนังสือแต่งบทกวี ทำให้เป็นที่โปรดปรานของจักพรรดิเสียนเฟิง และด้วยชั้นเชิงความทะเยอทะยานของนาง หลานเอ๋อได้เป็นสนมเอกในจักรพรรดิเสียงเฟิงในที่สุด ยิ่งต่อมานางตั้งครรภ์และได้ให้ประสูติกาลเป็นพระโอรสเมื่อปี ค.ศ. 1835 เหตุการณ์นี้ทำให้นางได้เลื่อนขั้นจากสนมชั้นที่สามเป็นสนมชั้นที่หนึ่งหรือ กุ้ยเฟย



เป็น ที่ทราบกันดีว่าจักรพรรดิเสียนเฟิงนั้นทรงอ่อนแอเชื่อคนง่าย เมื่อกองทัพพันธมิตรอังกฤษและฝรั่งเศสบุกเข้ากรุงปักกิ่งในเดือนกันยายน ค.ศ. 1860 จักรพรรดิเสียนเฟิงพร้อมเชื้อพระวงศ์คนสนิทก็เสด็จหนีไปเมืองเรอเหอ และให้เจ้าชายกงพระอนุชาออกหน้าทำหน้าที่เจรจากับมหาอำนาจตะวันตกแทน แต่หลังจากการเจรจาเสร็จสิ้นพระองค์ก็ไม่ได้เสด็จกลับเนื่องจากทรงอับอาย


หลังจากนั้นไม่นาน พระองค์ก็ทรงสวรรคตอย่างกะทันหันเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ. 1861 มีพระชนมายุเพียง 30 พรรษา เท่านั้น และฉืออันไทเฮา หรือที่เรียกกันว่าพระมเหสีฝ่ายตะวันออกนั้น ไม่มีพระโอรสหรือพระธิดา แต่ฝ่ายพระสนมเอกหลานเอ๋อ หรือฉือสี หรือซูสี มีพระโอรสอยู่พระองค์หนึ่งคือเจ้าชายไช่ชุน มีพระชันษา 5 ขวบ จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระมเหสีฝ่ายตะวันตก หรือไทเฮาฝ่ายตะวันตกและมีพระนามแต่งตั้งว่า “เสี้ยวชินเซียนฮองเฮา” แต่ก็มีฐานันดรต่ำกว่าฉืออันไทเฮา พระมเหสีฝ่ายตะวันออก
บันทึก #3 1 ส.ค. 2554 19:39:31
ซู่ชุนซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ อ้างพระบรมราชโองการขององศ์จักรพรรดิก่อนสิ้นพระชนม์แต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ 8 คน มีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินไปจนกว่าเจ้าชายไช่ชุนจะทรงบรรลุนิติภาวะ ซึ่งทำให้พระมเหสีทั้งสองกริ้วมากอีกทั้งยังแต่งตั้งให้พระมเหสีทั้งสองขึ้น เป็นไท่โฮ่วหรือพระพันปีหลวง ในฐานะพระราชมารดาขององค์จักรพรรดิ ซึ่งตามกฎมณเฑียรบาลของแมนจูแล้วตำแหน่งไท่โฮ่วนี้ไม่มีสิทธิเข้ามายุ่ง เกี่ยวกับการบริหารราชการบ้านเมือง สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าซู่ชุนมีเจตนาที่จะกุมอำนาจปกครองจีนเอง ทำให้ซู สีไทเฮาได้มอบหมายให้อานเตไห่ขันทีคนสนิทลอบถือหนังสือไปให้เจ้าชายกง พระอนุชาของจักรพรรดิเสียนเฟิง เพื่อวางแผนชิงอำนาจกลับ โดยมีฉืออันไทเฮาพระมเหสีฝ่ายตะวันออกรู้เห็นเป็นใจสนับสนุนด้วย



หลัง จากที่จักพรรดิเสียนเฟิงสวรรคตไปได้ราวเดือนเศษ ขุนนางที่ปักกิ่งได้ถวายความเห็นให้มเหสีทั้งสององค์ร่วมรับผิดชอบในการ บริหารงานบ้านเมือง โดยมีหน้าที่รับฟังรายงานจากขุนนางอยู่หลังม่านประเพณี  พอซู่ชุนรู้เข้าก็โกรธมาก เมื่อจักรพรรดิเสียนเฟิงสิ้นพระชนม์ที่เมืองเรอเหอ ทำให้ต้องมีการอัญเชิญพระศพกลับกรุงปักกิ่ง มเหสีทั้งสองได้ใช้ข้ออ้างของประเพณีแมนจูที่ห้ามหญิงหม้ายเดินทางร่วมกับ ขบวนแห่ศพเพื่อกลับปักกิ่งก่อน แต่ซู่ชุนได้สั่งให้นายทหารรักษาพระองค์ชาวแมนจูผู้หนึ่งคุมกำลังทหารติดตามมาโดยอ้างว่าเพื่อรักษาความปลอดภัย ซึ่งความเป็นจริงแล้วเป็นการวางแผนให้สังหารพระนางทั้งสองทิ้งกลางทาง แต่ด้วยความโชคดี นาย ทหารรักษาพระองค์ผู้นั้นชื่อว่าหยงลุเคยรู้จักสนิทสนมกับพระนางซูสีไทเฮา ตั้งแต่ยังเด็ก จึงไม่ทำตามคำสั่ง และพาพระมเหสีทั้งสองเดินทางไปถึงกรุงปักกิ่งโดยสวัสดิภาพเมื่อต้นเดือน พฤศจิกายน ค.ศ. 1861
บันทึก #4 1 ส.ค. 2554 19:39:58
พอ ไปถึงปักกิ่งพระนางก็ได้ร่วมมือกับเจ้าชายกงตระเตรียมแผนก่อรัฐประหาร พอขบวนพระศพมาถึงซู่ชุนและพวกก็ถูกจับกุมตัวพร้อมข้อกล่าวหาว่าปลอมแปลงพระ ราชโองการ และทำการถอดถอนอำนาจขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 8 คน ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการในสมัยนั้นออกไป ส่วนซู่ชุนถูกประหารชีวิต ดังนั้น พระพันปีหลวงทั้งสองก็ได้อำนาจสิทธิ์ขาดร่วมกันปกครองอาณาจักรจีนต่อไป  พระมเหสีทั้งสองจึงว่าราชการหลังม่านจนกว่าเจ้าชายไช่ชุนจะบรรลุนิติภาวะ โดยรัชกาลนี้มีชื่อว่า “ถงจื้อ” แปลว่าปกครองร่วมกัน



เมื่อได้ครองอำนาจพระนางซูสีไทเฮามีอายุเพียง 26 ปีเท่านั้น เนื่องจากว่าพระนางซูสีไทเฮามีอุปนิสัยเป็นคนทะเยอทะยาน มีสติปัญญาสูง และก็รู้จักใช้อำนาจอย่างเฉลียวฉลาด ดังนั้นจึงสามารถกุมอำนาจของราชสำนักไว้ในพระหัตถ์ของพระนางแต่เพียงผู้ เดียว สำหรับฉืออันไทเฮาพระมเหสีฝ่ายตะวันออกแท้จริงแล้วไม่ได้มีบทบาทอะไรมากนัก ความ รู้ก็น้อยเมื่อเทียบกับพระนางซูสีไทเฮา อีกทั้งพระนางยังทรงทราบดีว่าซูสีไทเฮามีอุปนิสัยอย่างไร ถ้าหากพระนางแสดงภูมิอะไรไปอาจจะไม่ปลอดภัยต่อตัวพระองค์เองก็เป็นได้

ซู สีไทเฮา เคยเอ่ยปากว่าพระนางเป็นผู้หญิงที่ฉลาดกว่าหญิงใด และนางก็มีผู้คนในปกครองมากมายหลายล้านคน ในราชสำนักนั้นพระนางมีอำนาจมากโดยไม่มีใครกล้าโต้แย้ง พระนางเป็นผู้บรรจุแต่งตั้งบรรดาผู้คนทั้งปวงในราชสำนัก ตลอดจนสำนักราชการต่างๆ ยิ่งนานไปทุกคนต้องแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์เพียงผู้เดียว หลังจากที่จักรพรรดิเสียนเฟิงสิ้นพระชนม์ไปจนกระทั่งสิ้นราชวงศ์ชิงล้วนแต่ มีฐานะเป็นหุ่นเชิดของพระนาง กล่าวได้ว่านับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1861 เป็นต้นมาจนถึงกาลอวสานของราชวงศ์ชิงนั้น อำนาจของรัฐบาลแมนจูตกอยู่ภายใต้กำมือของสตรีเพียงคนเดียว
บันทึก #5 1 ส.ค. 2554 19:40:29
พระนางใช้หลักขงจื๊อมาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินคือเรื่อง “ลูกกตัญญู” ที่ “ลูกต้องเชื่อฟังแม่” มาใช้กับองค์จักรพรรดิถงจื่อ และ เมื่อบรรดาเหล่าขุนนางทั้งหลายต้องถวายความจงรักภักดีต่อจักรพรรดิ ก็ต้องถวายความจงรักภักดีต่อพระราชมารดาขององค์จักรพรรดิก่อน ดังนั้นสุภาษิตของขงจื้อที่ว่าไว้ว่า “ผู้มีปรีชาญาณต้องเอาความกตัญญูมาปกครองอาณาจักร” จึงเป็นหลักปฏิบัติที่ถูกยกขึ้นมาอ้างบ่อยครั้งที่สุดในรัชสมัยของพระนาง



พระนางมีขันทีคนสนิทอยู่คนหนึ่งคืออานเตไห่ ซึ่งเป็นผู้ที่มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในราชสำนักระหว่างปี ค.ศ. 1862 – 1869 จึง ทำให้อานเตไห่เหลิงอำนาจ เมื่อพระนางซูสีไทเฮามีพระบัญชาให้อานเตไห่เดินทางไปเมืองกว่างโจวเพื่อซื้อ ฉลองพระองค์ลายมังกร แต่มีกฎมณเฑียรบาลห้ามขันทีเดินทางออกนอกเมืองหลวง ถ้าผู้ใดล่วงละเมิดจะถูกประหารชีวิตทันที และแทนที่อานเตไห่จะลอบเดินทางไปเงียบๆ เขากลับเดินทางไปอย่างเอิกเกริกเพราะคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ไม่กลัวใคร เมื่อไปถึงซานตงเจ้าหน้าที่ก็รายงานให้เจ้าชายกงทราบ เจ้าชายเห็นเห็นคราวที่จะได้แก้เผ็ดซูสีไทเฮา จึงรีบรายงานและขอคำสั่งประหารชีวิตมายังฉืออันไท่โฮ่วพระพันปีหลวงฝ่าย ตะวันออก ซึ่งพระนางย่อมมีรับสั่งให้ทำตามกฎ ประจวบเหมาะกับที่พระนางซูสีไทเฮากำลังพระราชเกษมสำราญกับงิ้ว และมีรับสั่งมิให้ใครเอาเรื่องงานอื่นมารบกวน อานเตไห่จึงถูกประหารชีวิต พระนางซูสีไทเฮาเมื่อรู้เข้าก็โกรธเจ้าชายกง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะการประหารชีวิตขันทีคนสนิทชอบด้วยกฎหมาย
และในปี ค.ศ. 1873 จักรพรรดิถงจื่อก็สามารถว่าราชการได้ด้วยพระองค์เอง แต่ พระนางซูสีไทเฮาก็ใช้ข้ออ้างในฐานะที่เป็นพระราชมารดาเข้าแทรกแซงการบริหาร บ้านเมืองของจักรพรรดิ และเมื่อทรงอัดอั้นพระทัย พระองค์จึงหันไปใช้ชีวิตอย่างเสเพล ด้วยการตระเวนลอบเสด็จโดยทางลับไปเที่ยวตามซ่องโสเภณีต่างๆ นอกวัง และในที่สุด วันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 1875 จักรพรรดิถงจื่อก็ทรงพระประชวรและสวรรคตในที่สุดโดยไม่มีรัชทายาท
บันทึก #6 1 ส.ค. 2554 19:40:46
ภายหลังการสิ้นพระชนม์พระนางซูสีไทเฮาได้เรียกประชุมลับระหว่างเชื้อราชวงศ์ชิง องคมนตรีและเสนาบดี เสนอให้ตั้งเจ้าชายไจ้เทียน โอรสของเจ้าชายจุนซึ่งมีอายุเพียง 3 ขวบ เป็นจักรพรรดิแทน เพราะพระนางต้องการดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการต่อไปอีก เพราะเจ้าชายจุนมีความดีความชอบในตอนจับซู่ชุน และอยู่ภายใต้อำนาจของพระนางตลอดมา ประกอบกับเจ้าชายน้อยวัย 3 ขวบก็เป็นบุตรของน้องสาวพระนางซูสีไทเฮาอีกด้วย ไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้านแม้จะผิดกฎมณเฑียรบาลก็ตาม



หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1881 พระมเหสีฝ่ายตะวันออกสวรรคตอย่างกะทันหันและลึกลับ พระนางซูสีไทเฮาจึงกุมอำนาจการบริหารแผ่นดินทั้งหมด มีนักประวัติศาสตร์จีนบางคนยืนยันว่าพระนางซูสีไทเฮาเป็นผู้วางยาพิษพระนาง ฉืออันไท่โฮ่ว และในปี ค.ศ. 1889 เจ้าชายกงก็ถูกถอดออกจากตำแหน่ง  หลัง จากนั้นพระนางทรงเล็งเห็นถึงภัยของกบฏไท่ผิงเทียนกั๋ว รวมถึงกบฎต่าง ๆที่เกิดขึ้นซึ่งล้วนเป็นภัยต่อความมั่นคงของราชวงศ์ชิง พระนางจึงได้อาศัยกำลังของชาวต่างชาติคืออังกฤษและฝรั่งเศสเข้ามาช่วยสู้รบ กับกบฏไท่ผิงเทียนกั๋ว ซึ่งสิ่งนี้เองที่ทำให้พระนางตระหนักว่าจีน ไม่ใช่ศูนย์กลางของโลกที่รายลอบไปด้วยอาณาจักรของคนป่าเถื่อนอีกต่อไป และจีนจำเป็นต้องตั้งสำนักราชการเพื่อติดต่อกับต่างประเทศโดยตรง
บันทึก #7 1 ส.ค. 2554 19:41:00
พระ นางซูสีไทเฮาสามารถรักษาฐานะของตนและราชวงศ์ชิงไว้ได้ เพราะใช้กุศโลบายในการปกครองอย่างการแบ่งแยกแล้วปกครอง ทั้งสนับสนุนกลุ่มโน้นทางหน้าฉาก แต่หลังฉากกดดันกลุ่มนี้ เป็นต้น รายได้ส่วนพระองค์ของพระนางนั้นมากมาย เพราะได้จากเงินก้อนโตที่ขุนนางทั่วราชอาณาจักรต้องถวายให้หากยังต้องการ อยู่ในตำแหน่งต่อไป



ในสมัยที่พระนางครองอำนาจเกิดสงครามจีนกับฝรั่งเศสขึ้น เพราะฝรั่งเศสบังคับให้จักรพรรดิเวียดนามลงพระนามในสนธิสัญญายอมให้เวียตนาม เป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ. 1874 จีนก็ส่งกำลังลงมาที่เวียดนาม ทหารจีนและฝรั่งเศสจึงเกิดการปะทะกันอย่างดุเดือด ทำให้ฝรั่งเศสรุกคืบเข้ายึดเมืองต่างๆ ของจีนตามพรมแดนได้หลายเมือง พระนางซูสีไทเฮาพิโรธมาก หาว่าเป็นความบกพร่องขององคมนตรีและขุนนางทั้งหลาย จึงปลดขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายคน จีนจึงทำสัญญาสงบศึกกับฝรั่งเศส จีนจึงทำสนธิสัญญาในปี ค.ศ. 1885 ยอมสละเวียดนามให้ฝรั่งเศส
บันทึก #8 1 ส.ค. 2554 19:41:20
จีนมีข้อพิพาทกับญี่ปุ่นเรื่องเกาหลี และจีนก็พ่ายแพ้การรบทางเรือกับญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1895 ทำให้จีนต้องลงนามใน “สนธิสัญญาโมโนเซกิ” โดยจีนต้องสละอำนาจอธิปไตยเหนือเกาหลี รับรองเอกราชและการปกครองตนเองของเกาหลี ต้องยกไต้หวัน หมู่เกาะเพสคาดอเรส และแหลมเหลียวตงที่อยู่ภาคใต้ให้กับญี่ปุ่น และชดใช้ค่าปฏิกรรมสงคราม ถึงแม้สถานการณ์จีนจะย่ำแย่ แต่ทางราชสำนักแมนจูพระนางซูสีไทเฮาก็ยังกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ พอแพ้จากสงครามกับฝรั่งเศสแล้วเจ้าชายกงก็ถูกเรียกให้เข้ามารับราชการอีก ครั้งในวัย 61 ปี เมื่อปี ค.ศ. 1894 แต่สุขภาพของเจ้าชายกงทรุดโทรมมากเนื่องจากติดฝิ่น ภายหลังจักรพรรดิกวงซวี่บรรลุนิติภาวะและสามารถบริหารราชการแผ่นดินด้วยพระองค์เองตั้งแต่ปี ค.ศ. 1889 เมื่อพระองค์มีพระชันษาได้ 18 ชันษา แต่พระนางซูสีไทเฮาก็ยังไม่วางมือจากการบริหารประเทศ หนังสือราชการสำคัญๆ ทุกฉบับต้องผ่านความเห็นชอบจากพระนางก่อน ท้ายที่สุด พระนางซูสีไทเฮาได้ก่อรัฐประหารอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 21 เดือนกันยายน พระนางได้สั่งให้ทหารเข้าคุมตัวจักรพรรดิแล้วนำไปคุมขังที่เกาะเล็กๆ เกาะหนึ่งในทะเลสาบจงหนานไห่นานถึง 10 ปี และพระนางเข้ายึดอำนาจโดยอ้างว่าจักรพรรดิกวงซวี่ทรงประชวร
บันทึก #9 1 ส.ค. 2554 19:41:38
หลังจากกลับมาครองอำนาจอีกครั้ง สถานการณ์ในประเทศไม่สู้ดีนัก เพราะมีกลุ่มคนที่เกลียดชังต่างชาติก็กบฎขึ้น จนในวันที่ 21 เดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1900 พระ นางซูสีไทเฮาก็ประกาศสงครามกับมหาอำนาจต่างชาติ และพระนางก็ฉวยโอกาสใช้กบฏนี้ยืมมือมาต่อต้านต่างชาติ ถ้าฝ่ายกบฏมีชัยก็สนับสนุนต่อ แต่หากแพ้ก็จะปราบให้ต่างชาติเห็นว่าตนไม่ได้สนับสนุน โดยกบฎกลุ่มนี้ได้ทำการปิดล้อมโบสถ์และสถานทูตของต่างชาติ ฝ่ายพันธมิตร 8 ชาติ เช่นญี่ปุ่น รัสเซีย อังกฤษ อเมริกัน เยอรมัน อิตาลี ฝรั่งเศส และออสเตรียน ก็ยกกองทัพเข้ากรุงปักกิ่งเพื่อปลดปล่อยโบสถ์และสถานทูตที่ถูกปิดล้อมโดยพวก กบฏ และเปิดฉากสงคราม เมืองหลวงถูกปล้นสะดม



หลังจากกองทัพพันธมิตรเข้ากรุงปักกิ่งได้วันเดียว พระนางซูสีไทเฮาก็เสด็จหนีออกจากราชวังในวันที่ 15 สิงหาคม โดยปลอมตัวเป็นหญิงชาวนา และบังคับให้จักรพรรดิกวงซวี่ไปกับตนด้วย โดยเดินทางไปด้วยเกวียนพร้อมข้าราชบริพารที่ไว้ใจได้จำนวนหนึ่งไปพำนักที่ซี อาน และมีขุนนางที่ต่อต้านต่างชาติเดินทางไปด้วย และให้หลี่หงจางซึ่งมีอายุถึง 77 ปีแล้วมีอำนาจเต็ม เพื่อเจรจากับต่างชาติ และหลี่หงจางต้องทำตามที่ต่างชาติสั่งทุกอย่าง โดยมีข้อยกเว้นอยู่เพียงข้อเดียวว่าพระนางซูสีไทเฮาจะต้องไม่เป็นผู้รับผิด ชอบไม่ว่าจะด้วยประการใดๆ ก็ตาม และจักรพรรดิกวงซวี่จะไม่กลับมาครองราชย์ โดยพระนางพยายามทำให้ต่างชาติเชื่อว่าพระนางไม่ได้สนับสนุนกบฏก่อนหนีไป ด้วยการสั่งให้จับขุนนางที่สนับสนุนให้รัฐบาลแมนจูประนีประนอมกับกบฏและให้ ประหารชีวิตเสียหลายคน  การเจรจายืดเยื้อนานถึงปีเศษ กว่าจะตกลงกันได้ เพราะฝ่ายชาติตะวันตกตกลงเรื่องผลประโยชน์กันไม่ได้ สุดท้ายแล้วจึงมีการลงนามสนธิสัญญาเมื่อวันที่ 7 กันยายน ค.ศ. 1901

ทางด้านของพระนางซูสีไทเฮาสวรรคตท่ามกลางการสาปแช่งของชาวจีน คือเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1908 มี เรื่องเล่าว่าก่อนสวรรคตพระนางส่งคนไปวางยาพิษจักรพรรดิกวงซวี่ที่ยังทรงมี พระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ทำให้จักรพรรดิกวงซวี่สิ้นพระชนม์ไปก่อนหน้าพระนางเพียงวันเดียว จากนั้นพระนางได้ ให้ปูยีเป็นจักรพรรดิทั้งๆ ที่ปูยียังมีอายุไม่ถึง 3 ขวบปีดี ในที่สุดพระนางก็ได้สิ้นสุดอำนาจการปกครองต่อราชวงศ์ชิงนานถึง 47 ปี และสวรรคตก่อนที่ราชวงศ์ชิงจะถึงแก่กาลอวสานไปไม่ถึง 3 ปี นับเป็นการปิดฉากการปกครองแบบราชวงศ์เพื่อเข้าสู่ยุคปฎิวัติและรวมประเทศจีนด้วยการปกครองแบบสาธารณรัฐดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
คำตอบ (1)
จัดเรียงตาม: คะแนน | เวลา
เกิดข้อผิดพลาดขณะโหลดคำตอบ โปรดลองอีกครั้ง
คำตอบบางข้อถูกนำออกออกจากการแสดงผลของคุณ
โหวต
2
การดู
2737
ติดตาม
1
x
©2014 Google - ข้อกำหนด - นโยบายเนื้อหา - ความเป็นส่วนตัว