ค้นหา ค้นรูป แผนที่ Gmail ไดรฟ์ ปฏิทิน แปลภาษา ภาพถ่าย อื่นๆ »
ลงชื่อเข้าสู่ระบบ
กูรูไม่ได้รับการสนับสนุนบนเบราว์เซอร์ของคุณ: คุณสมบัติบางอย่างอาจทำงานได้ไม่ถูกต้อง โปรดคลิกตรงนี่เพื่อดูรายชื่อเบราว์เซอร์ที่สนับสนุน
กูรู
พระนางซูสีไทเฮา
พระนางซูสีไทเฮา
ประวัติ
บันทึก #1 1 ส.ค. 2554, 19:38:33
พระนางซูสีไทเฮา เกิดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1835 ที่หมู่บ้านซีพัว อำเภอฉางจื้อ มณฑลซานซี ในครอบครัวที่ยากจนของชาวฮั่น เดิมทีมีชื่อว่า หวังเสี่ยวเชี่ยน เมื่ออายุ 4 ขวบ ถูกขายให้แก่ซ่งซื่อหยวนของหมู่บ้านซั่งฉิน และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ซ่งหลิงเอ๋อ เมื่ออายุได้ 12 ปี ก็ถูกขายให้แก่ ฮุ่ยเจิง ผู้ว่าราชการเมือง และเปลี่ยนชื่อเป็น หลานเอ๋อ และอาศัยที่จวนผู้ว่าฯ โดยได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี อย่าง ไรก็ตามประวัติชีวิตของพระนางซูสีไทเฮาตอนต้นไม่ชัดเจน จึงไม่อาจสรุปได้ว่าพระนางซูสีไทเฮาเป็นชาวแมนจูหรือชาวจีนฮั่น แต่ส่วนใหญ่จะระบุว่านางเป็นชาวแมนจู



ปี ค.ศ. 1852 หลานเอ๋อได้ถูกคัดเลือกเข้าวังในฐานะที่เป็นบุตรสาวของผู้ว่าฮุ่ยเจิง ซึ่งมีนามสกุลหรือแซ่ว่า “เย่เหอนารา” ซึ่งเป็นแซ่ของพวกแมนจู ซึ่งเป็น 2 ปีหลังจากที่จักรพรรดิเต้ากวงสิ้นพระชนม์ และจักรพรรดิเสียนฟงราชโอรสขึ้นครองราชย์แทนเป็นจักรพรรดิองค์ใหม่ ซึ่งจีนในยุคตอนปลายราชวงศ์ชิงนั้นเต็มไปด้วยกบฏต่อต้านราชวงศ์ชิงของชาวแมน จูและชาติตะวันตกก็ต่างเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในจีน
บันทึก #2 1 ส.ค. 2554, 19:39:10
ใน 3 ปีแรกของการเข้าวัง หลานเอ๋อไม่มีโอกาสได้พบกับพระจักรพรรดิเสียนเฟิงเลย แต่นางได้ใช้ความสามารถในทางร้องรำจนทำให้ได้พบปะกับจักรพรรดิจนได้ เนื่องจากว่าหลานเอ๋อมีความเฉลียวฉลาดและรู้จักหนังสือแต่งบทกวี ทำให้เป็นที่โปรดปรานของจักพรรดิเสียนเฟิง และด้วยชั้นเชิงความทะเยอทะยานของนาง หลานเอ๋อได้เป็นสนมเอกในจักรพรรดิเสียงเฟิงในที่สุด ยิ่งต่อมานางตั้งครรภ์และได้ให้ประสูติกาลเป็นพระโอรสเมื่อปี ค.ศ. 1835 เหตุการณ์นี้ทำให้นางได้เลื่อนขั้นจากสนมชั้นที่สามเป็นสนมชั้นที่หนึ่งหรือ กุ้ยเฟย



เป็น ที่ทราบกันดีว่าจักรพรรดิเสียนเฟิงนั้นทรงอ่อนแอเชื่อคนง่าย เมื่อกองทัพพันธมิตรอังกฤษและฝรั่งเศสบุกเข้ากรุงปักกิ่งในเดือนกันยายน ค.ศ. 1860 จักรพรรดิเสียนเฟิงพร้อมเชื้อพระวงศ์คนสนิทก็เสด็จหนีไปเมืองเรอเหอ และให้เจ้าชายกงพระอนุชาออกหน้าทำหน้าที่เจรจากับมหาอำนาจตะวันตกแทน แต่หลังจากการเจรจาเสร็จสิ้นพระองค์ก็ไม่ได้เสด็จกลับเนื่องจากทรงอับอาย


หลังจากนั้นไม่นาน พระองค์ก็ทรงสวรรคตอย่างกะทันหันเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ. 1861 มีพระชนมายุเพียง 30 พรรษา เท่านั้น และฉืออันไทเฮา หรือที่เรียกกันว่าพระมเหสีฝ่ายตะวันออกนั้น ไม่มีพระโอรสหรือพระธิดา แต่ฝ่ายพระสนมเอกหลานเอ๋อ หรือฉือสี หรือซูสี มีพระโอรสอยู่พระองค์หนึ่งคือเจ้าชายไช่ชุน มีพระชันษา 5 ขวบ จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระมเหสีฝ่ายตะวันตก หรือไทเฮาฝ่ายตะวันตกและมีพระนามแต่งตั้งว่า “เสี้ยวชินเซียนฮองเฮา” แต่ก็มีฐานันดรต่ำกว่าฉืออันไทเฮา พระมเหสีฝ่ายตะวันออก
บันทึก #3 1 ส.ค. 2554, 19:39:31
ซู่ชุนซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ อ้างพระบรมราชโองการขององศ์จักรพรรดิก่อนสิ้นพระชนม์แต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ 8 คน มีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินไปจนกว่าเจ้าชายไช่ชุนจะทรงบรรลุนิติภาวะ ซึ่งทำให้พระมเหสีทั้งสองกริ้วมากอีกทั้งยังแต่งตั้งให้พระมเหสีทั้งสองขึ้น เป็นไท่โฮ่วหรือพระพันปีหลวง ในฐานะพระราชมารดาขององค์จักรพรรดิ ซึ่งตามกฎมณเฑียรบาลของแมนจูแล้วตำแหน่งไท่โฮ่วนี้ไม่มีสิทธิเข้ามายุ่ง เกี่ยวกับการบริหารราชการบ้านเมือง สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าซู่ชุนมีเจตนาที่จะกุมอำนาจปกครองจีนเอง ทำให้ซู สีไทเฮาได้มอบหมายให้อานเตไห่ขันทีคนสนิทลอบถือหนังสือไปให้เจ้าชายกง พระอนุชาของจักรพรรดิเสียนเฟิง เพื่อวางแผนชิงอำนาจกลับ โดยมีฉืออันไทเฮาพระมเหสีฝ่ายตะวันออกรู้เห็นเป็นใจสนับสนุนด้วย



หลัง จากที่จักพรรดิเสียนเฟิงสวรรคตไปได้ราวเดือนเศษ ขุนนางที่ปักกิ่งได้ถวายความเห็นให้มเหสีทั้งสององค์ร่วมรับผิดชอบในการ บริหารงานบ้านเมือง โดยมีหน้าที่รับฟังรายงานจากขุนนางอยู่หลังม่านประเพณี  พอซู่ชุนรู้เข้าก็โกรธมาก เมื่อจักรพรรดิเสียนเฟิงสิ้นพระชนม์ที่เมืองเรอเหอ ทำให้ต้องมีการอัญเชิญพระศพกลับกรุงปักกิ่ง มเหสีทั้งสองได้ใช้ข้ออ้างของประเพณีแมนจูที่ห้ามหญิงหม้ายเดินทางร่วมกับ ขบวนแห่ศพเพื่อกลับปักกิ่งก่อน แต่ซู่ชุนได้สั่งให้นายทหารรักษาพระองค์ชาวแมนจูผู้หนึ่งคุมกำลังทหารติดตามมาโดยอ้างว่าเพื่อรักษาความปลอดภัย ซึ่งความเป็นจริงแล้วเป็นการวางแผนให้สังหารพระนางทั้งสองทิ้งกลางทาง แต่ด้วยความโชคดี นาย ทหารรักษาพระองค์ผู้นั้นชื่อว่าหยงลุเคยรู้จักสนิทสนมกับพระนางซูสีไทเฮา ตั้งแต่ยังเด็ก จึงไม่ทำตามคำสั่ง และพาพระมเหสีทั้งสองเดินทางไปถึงกรุงปักกิ่งโดยสวัสดิภาพเมื่อต้นเดือน พฤศจิกายน ค.ศ. 1861
บันทึก #4 1 ส.ค. 2554, 19:39:58
พอ ไปถึงปักกิ่งพระนางก็ได้ร่วมมือกับเจ้าชายกงตระเตรียมแผนก่อรัฐประหาร พอขบวนพระศพมาถึงซู่ชุนและพวกก็ถูกจับกุมตัวพร้อมข้อกล่าวหาว่าปลอมแปลงพระ ราชโองการ และทำการถอดถอนอำนาจขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 8 คน ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการในสมัยนั้นออกไป ส่วนซู่ชุนถูกประหารชีวิต ดังนั้น พระพันปีหลวงทั้งสองก็ได้อำนาจสิทธิ์ขาดร่วมกันปกครองอาณาจักรจีนต่อไป  พระมเหสีทั้งสองจึงว่าราชการหลังม่านจนกว่าเจ้าชายไช่ชุนจะบรรลุนิติภาวะ โดยรัชกาลนี้มีชื่อว่า “ถงจื้อ” แปลว่าปกครองร่วมกัน



เมื่อได้ครองอำนาจพระนางซูสีไทเฮามีอายุเพียง 26 ปีเท่านั้น เนื่องจากว่าพระนางซูสีไทเฮามีอุปนิสัยเป็นคนทะเยอทะยาน มีสติปัญญาสูง และก็รู้จักใช้อำนาจอย่างเฉลียวฉลาด ดังนั้นจึงสามารถกุมอำนาจของราชสำนักไว้ในพระหัตถ์ของพระนางแต่เพียงผู้ เดียว สำหรับฉืออันไทเฮาพระมเหสีฝ่ายตะวันออกแท้จริงแล้วไม่ได้มีบทบาทอะไรมากนัก ความ รู้ก็น้อยเมื่อเทียบกับพระนางซูสีไทเฮา อีกทั้งพระนางยังทรงทราบดีว่าซูสีไทเฮามีอุปนิสัยอย่างไร ถ้าหากพระนางแสดงภูมิอะไรไปอาจจะไม่ปลอดภัยต่อตัวพระองค์เองก็เป็นได้

ซู สีไทเฮา เคยเอ่ยปากว่าพระนางเป็นผู้หญิงที่ฉลาดกว่าหญิงใด และนางก็มีผู้คนในปกครองมากมายหลายล้านคน ในราชสำนักนั้นพระนางมีอำนาจมากโดยไม่มีใครกล้าโต้แย้ง พระนางเป็นผู้บรรจุแต่งตั้งบรรดาผู้คนทั้งปวงในราชสำนัก ตลอดจนสำนักราชการต่างๆ ยิ่งนานไปทุกคนต้องแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์เพียงผู้เดียว หลังจากที่จักรพรรดิเสียนเฟิงสิ้นพระชนม์ไปจนกระทั่งสิ้นราชวงศ์ชิงล้วนแต่ มีฐานะเป็นหุ่นเชิดของพระนาง กล่าวได้ว่านับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1861 เป็นต้นมาจนถึงกาลอวสานของราชวงศ์ชิงนั้น อำนาจของรัฐบาลแมนจูตกอยู่ภายใต้กำมือของสตรีเพียงคนเดียว
บันทึก #5 1 ส.ค. 2554, 19:40:29
พระนางใช้หลักขงจื๊อมาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินคือเรื่อง “ลูกกตัญญู” ที่ “ลูกต้องเชื่อฟังแม่” มาใช้กับองค์จักรพรรดิถงจื่อ และ เมื่อบรรดาเหล่าขุนนางทั้งหลายต้องถวายความจงรักภักดีต่อจักรพรรดิ ก็ต้องถวายความจงรักภักดีต่อพระราชมารดาขององค์จักรพรรดิก่อน ดังนั้นสุภาษิตของขงจื้อที่ว่าไว้ว่า “ผู้มีปรีชาญาณต้องเอาความกตัญญูมาปกครองอาณาจักร” จึงเป็นหลักปฏิบัติที่ถูกยกขึ้นมาอ้างบ่อยครั้งที่สุดในรัชสมัยของพระนาง



พระนางมีขันทีคนสนิทอยู่คนหนึ่งคืออานเตไห่ ซึ่งเป็นผู้ที่มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในราชสำนักระหว่างปี ค.ศ. 1862 – 1869 จึง ทำให้อานเตไห่เหลิงอำนาจ เมื่อพระนางซูสีไทเฮามีพระบัญชาให้อานเตไห่เดินทางไปเมืองกว่างโจวเพื่อซื้อ ฉลองพระองค์ลายมังกร แต่มีกฎมณเฑียรบาลห้ามขันทีเดินทางออกนอกเมืองหลวง ถ้าผู้ใดล่วงละเมิดจะถูกประหารชีวิตทันที และแทนที่อานเตไห่จะลอบเดินทางไปเงียบๆ เขากลับเดินทางไปอย่างเอิกเกริกเพราะคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ไม่กลัวใคร เมื่อไปถึงซานตงเจ้าหน้าที่ก็รายงานให้เจ้าชายกงทราบ เจ้าชายเห็นเห็นคราวที่จะได้แก้เผ็ดซูสีไทเฮา จึงรีบรายงานและขอคำสั่งประหารชีวิตมายังฉืออันไท่โฮ่วพระพันปีหลวงฝ่าย ตะวันออก ซึ่งพระนางย่อมมีรับสั่งให้ทำตามกฎ ประจวบเหมาะกับที่พระนางซูสีไทเฮากำลังพระราชเกษมสำราญกับงิ้ว และมีรับสั่งมิให้ใครเอาเรื่องงานอื่นมารบกวน อานเตไห่จึงถูกประหารชีวิต พระนางซูสีไทเฮาเมื่อรู้เข้าก็โกรธเจ้าชายกง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะการประหารชีวิตขันทีคนสนิทชอบด้วยกฎหมาย
และในปี ค.ศ. 1873 จักรพรรดิถงจื่อก็สามารถว่าราชการได้ด้วยพระองค์เอง แต่ พระนางซูสีไทเฮาก็ใช้ข้ออ้างในฐานะที่เป็นพระราชมารดาเข้าแทรกแซงการบริหาร บ้านเมืองของจักรพรรดิ และเมื่อทรงอัดอั้นพระทัย พระองค์จึงหันไปใช้ชีวิตอย่างเสเพล ด้วยการตระเวนลอบเสด็จโดยทางลับไปเที่ยวตามซ่องโสเภณีต่างๆ นอกวัง และในที่สุด วันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 1875 จักรพรรดิถงจื่อก็ทรงพระประชวรและสวรรคตในที่สุดโดยไม่มีรัชทายาท
บันทึก #6 1 ส.ค. 2554, 19:40:46
ภายหลังการสิ้นพระชนม์พระนางซูสีไทเฮาได้เรียกประชุมลับระหว่างเชื้อราชวงศ์ชิง องคมนตรีและเสนาบดี เสนอให้ตั้งเจ้าชายไจ้เทียน โอรสของเจ้าชายจุนซึ่งมีอายุเพียง 3 ขวบ เป็นจักรพรรดิแทน เพราะพระนางต้องการดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการต่อไปอีก เพราะเจ้าชายจุนมีความดีความชอบในตอนจับซู่ชุน และอยู่ภายใต้อำนาจของพระนางตลอดมา ประกอบกับเจ้าชายน้อยวัย 3 ขวบก็เป็นบุตรของน้องสาวพระนางซูสีไทเฮาอีกด้วย ไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้านแม้จะผิดกฎมณเฑียรบาลก็ตาม



หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1881 พระมเหสีฝ่ายตะวันออกสวรรคตอย่างกะทันหันและลึกลับ พระนางซูสีไทเฮาจึงกุมอำนาจการบริหารแผ่นดินทั้งหมด มีนักประวัติศาสตร์จีนบางคนยืนยันว่าพระนางซูสีไทเฮาเป็นผู้วางยาพิษพระนาง ฉืออันไท่โฮ่ว และในปี ค.ศ. 1889 เจ้าชายกงก็ถูกถอดออกจากตำแหน่ง  หลัง จากนั้นพระนางทรงเล็งเห็นถึงภัยของกบฏไท่ผิงเทียนกั๋ว รวมถึงกบฎต่าง ๆที่เกิดขึ้นซึ่งล้วนเป็นภัยต่อความมั่นคงของราชวงศ์ชิง พระนางจึงได้อาศัยกำลังของชาวต่างชาติคืออังกฤษและฝรั่งเศสเข้ามาช่วยสู้รบ กับกบฏไท่ผิงเทียนกั๋ว ซึ่งสิ่งนี้เองที่ทำให้พระนางตระหนักว่าจีน ไม่ใช่ศูนย์กลางของโลกที่รายลอบไปด้วยอาณาจักรของคนป่าเถื่อนอีกต่อไป และจีนจำเป็นต้องตั้งสำนักราชการเพื่อติดต่อกับต่างประเทศโดยตรง
บันทึก #7 1 ส.ค. 2554, 19:41:00
พระ นางซูสีไทเฮาสามารถรักษาฐานะของตนและราชวงศ์ชิงไว้ได้ เพราะใช้กุศโลบายในการปกครองอย่างการแบ่งแยกแล้วปกครอง ทั้งสนับสนุนกลุ่มโน้นทางหน้าฉาก แต่หลังฉากกดดันกลุ่มนี้ เป็นต้น รายได้ส่วนพระองค์ของพระนางนั้นมากมาย เพราะได้จากเงินก้อนโตที่ขุนนางทั่วราชอาณาจักรต้องถวายให้หากยังต้องการ อยู่ในตำแหน่งต่อไป



ในสมัยที่พระนางครองอำนาจเกิดสงครามจีนกับฝรั่งเศสขึ้น เพราะฝรั่งเศสบังคับให้จักรพรรดิเวียดนามลงพระนามในสนธิสัญญายอมให้เวียตนาม เป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ. 1874 จีนก็ส่งกำลังลงมาที่เวียดนาม ทหารจีนและฝรั่งเศสจึงเกิดการปะทะกันอย่างดุเดือด ทำให้ฝรั่งเศสรุกคืบเข้ายึดเมืองต่างๆ ของจีนตามพรมแดนได้หลายเมือง พระนางซูสีไทเฮาพิโรธมาก หาว่าเป็นความบกพร่องขององคมนตรีและขุนนางทั้งหลาย จึงปลดขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายคน จีนจึงทำสัญญาสงบศึกกับฝรั่งเศส จีนจึงทำสนธิสัญญาในปี ค.ศ. 1885 ยอมสละเวียดนามให้ฝรั่งเศส
บันทึก #8 1 ส.ค. 2554, 19:41:20
จีนมีข้อพิพาทกับญี่ปุ่นเรื่องเกาหลี และจีนก็พ่ายแพ้การรบทางเรือกับญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1895 ทำให้จีนต้องลงนามใน “สนธิสัญญาโมโนเซกิ” โดยจีนต้องสละอำนาจอธิปไตยเหนือเกาหลี รับรองเอกราชและการปกครองตนเองของเกาหลี ต้องยกไต้หวัน หมู่เกาะเพสคาดอเรส และแหลมเหลียวตงที่อยู่ภาคใต้ให้กับญี่ปุ่น และชดใช้ค่าปฏิกรรมสงคราม ถึงแม้สถานการณ์จีนจะย่ำแย่ แต่ทางราชสำนักแมนจูพระนางซูสีไทเฮาก็ยังกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ พอแพ้จากสงครามกับฝรั่งเศสแล้วเจ้าชายกงก็ถูกเรียกให้เข้ามารับราชการอีก ครั้งในวัย 61 ปี เมื่อปี ค.ศ. 1894 แต่สุขภาพของเจ้าชายกงทรุดโทรมมากเนื่องจากติดฝิ่น ภายหลังจักรพรรดิกวงซวี่บรรลุนิติภาวะและสามารถบริหารราชการแผ่นดินด้วยพระองค์เองตั้งแต่ปี ค.ศ. 1889 เมื่อพระองค์มีพระชันษาได้ 18 ชันษา แต่พระนางซูสีไทเฮาก็ยังไม่วางมือจากการบริหารประเทศ หนังสือราชการสำคัญๆ ทุกฉบับต้องผ่านความเห็นชอบจากพระนางก่อน ท้ายที่สุด พระนางซูสีไทเฮาได้ก่อรัฐประหารอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 21 เดือนกันยายน พระนางได้สั่งให้ทหารเข้าคุมตัวจักรพรรดิแล้วนำไปคุมขังที่เกาะเล็กๆ เกาะหนึ่งในทะเลสาบจงหนานไห่นานถึง 10 ปี และพระนางเข้ายึดอำนาจโดยอ้างว่าจักรพรรดิกวงซวี่ทรงประชวร
บันทึก #9 1 ส.ค. 2554, 19:41:38
หลังจากกลับมาครองอำนาจอีกครั้ง สถานการณ์ในประเทศไม่สู้ดีนัก เพราะมีกลุ่มคนที่เกลียดชังต่างชาติก็กบฎขึ้น จนในวันที่ 21 เดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1900 พระ นางซูสีไทเฮาก็ประกาศสงครามกับมหาอำนาจต่างชาติ และพระนางก็ฉวยโอกาสใช้กบฏนี้ยืมมือมาต่อต้านต่างชาติ ถ้าฝ่ายกบฏมีชัยก็สนับสนุนต่อ แต่หากแพ้ก็จะปราบให้ต่างชาติเห็นว่าตนไม่ได้สนับสนุน โดยกบฎกลุ่มนี้ได้ทำการปิดล้อมโบสถ์และสถานทูตของต่างชาติ ฝ่ายพันธมิตร 8 ชาติ เช่นญี่ปุ่น รัสเซีย อังกฤษ อเมริกัน เยอรมัน อิตาลี ฝรั่งเศส และออสเตรียน ก็ยกกองทัพเข้ากรุงปักกิ่งเพื่อปลดปล่อยโบสถ์และสถานทูตที่ถูกปิดล้อมโดยพวก กบฏ และเปิดฉากสงคราม เมืองหลวงถูกปล้นสะดม



หลังจากกองทัพพันธมิตรเข้ากรุงปักกิ่งได้วันเดียว พระนางซูสีไทเฮาก็เสด็จหนีออกจากราชวังในวันที่ 15 สิงหาคม โดยปลอมตัวเป็นหญิงชาวนา และบังคับให้จักรพรรดิกวงซวี่ไปกับตนด้วย โดยเดินทางไปด้วยเกวียนพร้อมข้าราชบริพารที่ไว้ใจได้จำนวนหนึ่งไปพำนักที่ซี อาน และมีขุนนางที่ต่อต้านต่างชาติเดินทางไปด้วย และให้หลี่หงจางซึ่งมีอายุถึง 77 ปีแล้วมีอำนาจเต็ม เพื่อเจรจากับต่างชาติ และหลี่หงจางต้องทำตามที่ต่างชาติสั่งทุกอย่าง โดยมีข้อยกเว้นอยู่เพียงข้อเดียวว่าพระนางซูสีไทเฮาจะต้องไม่เป็นผู้รับผิด ชอบไม่ว่าจะด้วยประการใดๆ ก็ตาม และจักรพรรดิกวงซวี่จะไม่กลับมาครองราชย์ โดยพระนางพยายามทำให้ต่างชาติเชื่อว่าพระนางไม่ได้สนับสนุนกบฏก่อนหนีไป ด้วยการสั่งให้จับขุนนางที่สนับสนุนให้รัฐบาลแมนจูประนีประนอมกับกบฏและให้ ประหารชีวิตเสียหลายคน  การเจรจายืดเยื้อนานถึงปีเศษ กว่าจะตกลงกันได้ เพราะฝ่ายชาติตะวันตกตกลงเรื่องผลประโยชน์กันไม่ได้ สุดท้ายแล้วจึงมีการลงนามสนธิสัญญาเมื่อวันที่ 7 กันยายน ค.ศ. 1901

ทางด้านของพระนางซูสีไทเฮาสวรรคตท่ามกลางการสาปแช่งของชาวจีน คือเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1908 มี เรื่องเล่าว่าก่อนสวรรคตพระนางส่งคนไปวางยาพิษจักรพรรดิกวงซวี่ที่ยังทรงมี พระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ทำให้จักรพรรดิกวงซวี่สิ้นพระชนม์ไปก่อนหน้าพระนางเพียงวันเดียว จากนั้นพระนางได้ ให้ปูยีเป็นจักรพรรดิทั้งๆ ที่ปูยียังมีอายุไม่ถึง 3 ขวบปีดี ในที่สุดพระนางก็ได้สิ้นสุดอำนาจการปกครองต่อราชวงศ์ชิงนานถึง 47 ปี และสวรรคตก่อนที่ราชวงศ์ชิงจะถึงแก่กาลอวสานไปไม่ถึง 3 ปี นับเป็นการปิดฉากการปกครองแบบราชวงศ์เพื่อเข้าสู่ยุคปฎิวัติและรวมประเทศจีนด้วยการปกครองแบบสาธารณรัฐดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
คำตอบ (1)
จัดเรียงตาม: คะแนน | เวลา
ได้สาระดีมากขอแทรกหน่อย
พระนางซูสีไทเฮา   [4310]


 

 
เริ่ม -- -- ---- ถึง -- -- ----
 
เรื่องราวของพระนางซูสีไทเฮาเกิดขึ้นในระหว่าง พ.ศ. 2377 – 2451 สตรีผู้มีประวัติพิสดารโลดโผนมากคนหนึ่ง ครองแผ่นจีนเอาไว้เบื้องหลังจักรพรรดิเอาไว้นาน 57 ปี มีอำนาจเหนือคนจีนกว่าร้อยล้านคนและเมื่อสิ้นชนมายุได้ไม่นานแผ่นดินจีนก็สิ้นวงศ์ไป


พระนางทรงเป็นธิดาในข้าราชการแมนจูระดับล่างชื่อหุ้ยเจิงรับราชการเป็นนายทหารประจำกองธงสีฟ้ารักษาชายแดน ณ มณฑลชานซี กองธงสีฟ้าเป็นกองธงหนึ่งในจำนวนแปดกองธงซึ่งมีอำนาจหน้าที่ด้านการทหาร และต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการมณฑลอานฮุย ต่อมาบิดาเพิกเฉยในการปรบกบฏไทเป ทำให้ซูสีไทเฮาพร้อมด้วยเด็กสาวชาวแมนจูอีกหกสิบรายต้องเข้าเป็นพระสนมของสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิง ซูสีไทเฮาเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่คนจากหกสิบรายนั้นที่ได้รับพระราชทานยศศักดิ์เป็นพระสนมจริง ๆ เพราะการใช้กลอุบายของนางเนื่องจากเป็นผู้หญิงที่ชอบศึกษาตำราต่างๆ มากมายทำให้ฉลาดมากกว่าผู้หญิงด้วยกัน


หลักจากที่ซูสีไทเฮาได้ถวายตัวต่อสมเด็จพระจักรพรรดิและได้รับพระราชทานยศเป็นพระสนมเอกระดับห้า ตำแหน่ง ท้าวศรีสวัสดิลักษณ์ กับทั้งชื่อตัวใหม่ว่า “อี้” แล้ว ได้ทรงย้ายเข้ามาพำนักในพระราชวังเป็นการถาวร และได้รับการเลื่อนตำแหน่งตามลำดับ


ต่อมาเมื่อได้ใช้ความฉลาดตนจนได้ใกล้ชิดห้องเต้มากแล้ว นางจึงเห็นว่าการจะมีอำนาจเหนือกว่าคือการให้กำเนิดทายาทเป็นเด็กชาย ทำให้นางคิดกลอุบายขึ้นมาโดยให้ขันทีคนสนิดไปหาตัวหญิงสาวที่ท้องอยู่แล้วมาเลี้ยงดู เพราะตัวนางไม่สามารถตั้งครรภ์เองได้ และนางได้ใช้ผ้าพันรอบท้องของนางอยู่ตลอดเวลาและเพิ่มขนาดไปเรื่อยตามระยะเวลา จนเมื่อได้เวลาคลอดนางจึงได้ให้ขันทีไปนำตัวหญิงจรจัดที่ตั้งท้องมาคลอดแล้วฆ่าหญิงผู้นั้นซะ และให้เด็กเป็นพระโอรสพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าไจ้ฉุน โดยพระโอรสนี้เป็นพระรัชทายาทเพียงหนึ่งเดียวของสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิง ในคราวที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าไจ้ฉุนมีพระชันษาได้หนึ่งชันษา ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนตำแหน่งซูสีไทเฮาจาก “พระวรชายา” เป็น “พระอัครชายา”


ถึงแม้ว่าซูสีไทเฮาจะพระราชทานพระประสูติกาลพระโอรสแต่เพียงพระองค์เดียวในบรรดาพระชายาของสมเด็จพระจักรพรรดิ แต่ก็ไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น “สมเด็จพระจักรพรรดินี” เนื่องจากตำแหน่งดังกล่าวได้พระราชทานให้แก่พระอัครชายาเจิน ซึ่งเป็นพระชายาที่สมเด็จพระจักรพรรดิทรงมีอยู่ก่อนซูสีไทเฮา ทำให้นางเคียดแค้นอยู่ไม่น้อยและหาทางเป็นใหญ่อยู่ตลอดเวลา ภายหลังจักรพรรดิเสียนเฟิงสวรรคตเพราะถูกนางลอบวางยาพิษ โดยใส่ยาพิษลงในยาอาหารให้เป็นประจำ ทำให้นางสามารถสถาปนาไจ้ฉุนขึ้นเป็นห้องเต้ได้สำเร็จ และนางเป็นผู้ที่คอยบงการทุกอย่างอยู่เบื้องหลังเก้าอี้มังกรทองอีกที โดยเวลาข้าราชการเข้าเฝ้าจะมีม่านอยู่ด้านหลังกั้นเก้าอีมังกรทองของจักรพรรดิเอาไว้และนางคอยสั่งอีกต่อหนึ่ง ทำให้ไจ้ฉุนเหมือนเป็นหุ่นเชิดอีกที


ต่อมาเกิดเหตุการณ์สงครามฝิ่น ในเดือนกันยายน รัฐบาลจีนมีคำสั่งให้จับกุมบรรดาชาวต่างชาติในจักรวรรดิกับทั้งให้จำขังและทรมานไว้ นักโทษรายสำคัญคือ แฮร์รี ปากส์ ราชทูตแห่งสหราชอาณาจักร นางเยโฮนาลาได้ตรัสถามซูสีไทเฮา ว่า อันฮวนชาวฝรั่งเหล่านี้ดูหน้าตาผมเผ้าเห็นดุร้ายนักผิดมนุษย์ธรรมดาสามัญ เจ้าเห็นว่าเราควรจะจัดการอย่างไร นางเยโฮนาลาจึงทูลว่า ฮวนเหล่านี้บังอาจดูหมิ่นเหยียบย่ำพระองค์ ชอบที่จะมัดทรมานไว้กลางแจ้งให้อดข้าวอดน้ำจนกว่าจะตายไปเองทีละน้อย ทรงได้ยินดังนั้นก็นิ่งอยู่มิได้ตรัสประการใด นางเยโฮนาลาจึงพยักหน้าให้อันเตไฮขันทีออกไปสั่งทหารจัดการเหมือนกับว่ามีรับสั่งเช่นตนได้ทูลไว้


ฝ่ายฮวนทั้งปวงที่ตกเป็นเชลยนั้นได้ถูกทรมานสาหัส ได้รับความเวทนานัก ทหารเอาเชือกหนังมัดแขนขาแลตามร่างกาย ครั้นมัดแล้วก็เอาน้ำราดแลหามตัวไปวางไว้กลางแจ้ง เชือกหนังนั้นเปียกน้ำก็รัดตัวลงบีบเนื้อเจ็บปวดอย่างยิ่ง สองวันครั้งหนึ่งทหารจึงเอาข้าวแลน้ำให้ฮวนกินคนละเล็กน้อยมิให้ตายเร็วหนีความทรมานไป พอตกกลางคืนก็เปิดให้คนเข้ามาดูฮวน ผู้ใดจะชอบใจทุบตีถีบเตะฮวนอย่างไรก็ทำได้ ด้วยทหารที่เฝ้ามิได้ห้ามปราม พอพวกฮวนหิวข้าวน้ำร้องขอกิน ทหารก็เอาของโสโครกมีมูตรคูถยัดปาก


พวกฮวนถูกทหารมานเสนสาหัสอยู่ดังนี้เป็นเวลาหลายวัน พอครบสิบวัน พวกฮวนที่ถูกมัดไว้นั้นเริ่มตายลง บางคนที่ไม่ตายก็เป็นแผล เน่าเหม็นมีหนอนขึ้น ฝ่ายคนที่ตายแล้วก็หาได้มีผู้ใดเก็บศพไปไม่ คงปล่อยให้เน่าเหม็นอยู่ข้าง ๆ คนเป็น แลครั้งนั้นพวกฮวนตายไปถึงยี่สิบคน


ความโหดร้ายภายใต้อำนาจของซูสีไทเฮานั้นยังมีอีกมานัก พระนางได้ครองแผ่นดินจีนอยู่นานหลายรัชการด้วยกัน และยังปกครองตามแต่ใจตนจนทำให้ประชนเดือดร้อนกันทั่วแผ่นดิน และก่อนที่พระนางจะสิ้นลมได้บอกเอาไว้ว่าพระนางปกครองแผ่นดินมานาน 57 ปี บ้านเมืองมีแต่จลาจลหาความสุขมิได้ เพราะพระนางเป็นสตรีได้เข้ามาปกครองแผ่นไม่ถูกประเพณี ต่ไปให้คอยระวังอย่าได้ให้สตรีมาปกครองแผ่นดินแต่เพียงผู้เดียวได้ และขันทีนั้นเป็นคนคดโกงผิดวิสัยธรรมดามนุษย์ ถ้าเจ้าแผ่นดินเชื่อฟังขันทีบ้านเมืองก็ล่มมหาความสุขไม่ได้ และเมื่อพระนางถึงแก่ความตายได้สามปีก็เกิดการล้มวงศ์กษัตริย์ลง เหมือนกับคำทำนายแต่ก่อนว่าไว้ “แม้สตรีแซ่เยโฮนาลาได้ปกครองแล้วไซ้ วงศ์กษัตริย์จะสิ้นไปจากแผ่นดินจีนทั้งปวง”



แหล่งอ้างอิง blog.spu.ac.th
เกี่ยวกับคำถามนี้
รางวัลคำตอบดีที่สุด 5 คะแนน
เปิดดูแล้ว 1737 ครั้ง
มีคนตอบแล้ว 1 คำตอบ
คำถามที่เกี่ยวข้อง
คำตอบ: 1 คะแนน: 1
คำตอบ: 2 คะแนน: 0
คำตอบ: 5 คะแนน: 4
คำตอบ: 1 คะแนน: 2
คำตอบ: 4 คะแนน: 3
คำตอบ: 14 คะแนน: 2
คำตอบ: 2 คะแนน: 0
คำตอบ: 2 คะแนน: 1
x
©2013 Google - ข้อกำหนด - นโยบายเนื้อหา - ความเป็นส่วนตัว - หลักเกณฑ์ของชุมชน