ค้นหา ค้นรูป แผนที่ Gmail ไดรฟ์ ปฏิทิน แปลภาษา ภาพถ่าย อื่นๆ »
ลงชื่อเข้าสู่ระบบ
กูรูไม่ได้รับการสนับสนุนบนเบราว์เซอร์ของคุณ: คุณสมบัติบางอย่างอาจทำงานได้ไม่ถูกต้อง โปรดคลิกตรงนี่เพื่อดูรายชื่อเบราว์เซอร์ที่สนับสนุน
กูรู
กระบวนการคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล (อริยสัจ 4)กับการแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต
กระบวนการคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล (อริยสัจ 4)กับการแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต
คำตอบ (6)
จัดเรียงตาม: คะแนน | เวลา
ลงชื่อเข้าใช้ หรือ ลงชื่อสมัคร เพื่อตอบคำถามนี้ได้เลย
Google ค้นเว็บ
Google ค้นรูป
เลือกวิดีโอ YouTube
ค้นหา
ป้อน URL
พิมพ์คำค้นหาของคุณลงในช่องเพื่อหาเว็บลิงก์
พิมพ์คำค้นหาของคุณลงในช่องเพื่อหาเว็บลิงก์
พิมพ์คำค้นหาของคุณลงในช่องเพื่อหาเว็บลิงก์
ช่องค้นหาต้องไม่ว่างเปล่า
วาง URL ในช่องด้านล่าง:
ไม่สามารถโหลดเว็บไซต์ได้
ค้นหาใน YouTube
เพิ่มลิงก์วิดีโอ
สรุปงานวิจัย หรือการค้นหาความจริงของโลกและชีวิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือ อริยสัจจสี่

ปัญหาที่เกิดกับคนเราทั้งหมดนั้น มีต้นตอมาจากทุกข์ ทุกข์มี ๒ คือ ทุกข์ตามธรรมชาติ และทุกข์ที่เราสร้างขึ้นมา

ทุกข์ตามธรรมชาติ คือ การแก่เจ็บตาย ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ พระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ก็ยังหนีไม่พ้น

ทุกข์ที่เราสร้างขึ้นมา คือ ความโศกเคร้ารำพึงรำพันโหยหา ฯ ความพอใจไม่พอใจ และทุกข์ที่เราสร้างขึ้นมานี้ ก็คือเหตุให้เกิดทุกข์ตามธรรมชาติ

ทุกข์เกิดได้อย่างไร? ทุกข์เกิดเพราะเรารู้ไม่ทันต่อสิ่งที่เข้ามากระทบเรา ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อได้รับการกระทบสัมผัส คนเราก็จะตีความและคิดปรุงแต่ง มีผลออกมาเป็น เป็นพอใจ ไม่พอใจ โกรธ เศร้าโศก เสียใจ ฯ หรือเฉยๆ ไม่ทุกข์ไม่สุข ภาษาธรรมเรียกว่า เกิดเป็นเวทนา แบ่งจริงๆ ได้ ๓ คือ ทุกขเวทนา สุขเวทนา และอทุกอสุขเวทนา จะพัฒนาต่อไปเป็น อุปทาน ตัณหา อวิชชา ในที่สุด

พอใจคือ โลภะ ไม่พอใจคือ โทสะ หลงคือ โมหะ รวมเรียกว่า อวิชชา เพราะฉะนั้น การที่เราเกิดทุกข์ เกิดปัญญาชีวิตสาระพัด เพราะ เรารู้ไม่ทัน โลภะ โทสะ โมหะ ที่เกิดตรง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เท่านั้น ที่เราไม่ทันเพราะในจิตใจเราสะสมอวิชชาไว้มาก อวิชชาที่อยู่ในจิตใจเรานั้นจะผลักให้เราคิดปรุงแต่ง หรือ คอยสั่งอยู่เบื้องหลังความคิดเรา

พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นความคิดเห็นที่ประกอบด้วยอวิชชา คือ เมื่อเราเห็นผิด เราก็คิดผิด เมื่อความคิดเห็นเราผิด เราก็พูดผิด ทำผิด ดำเนินชีวิตผิด เพราะเบื้องหลังพฤติกรรมมนุษย์ คือ ความคิดเห็น เบื้องหลังคความคิดเห็น ก็คือ สัญญา หรือ ความทรงจำ หรือความรู้ประสบการณ์ที่สะสมมาข้ามชาติข้ามภพ

ยกตัวอย่าง ได้ยินเสียงด่า ความโกรธเกิดขึ้นจากการคิดปรุงแต่ง มันสั่งให้เราด่าสวนทันที ... ปัญหาชีวิตก็จะเริ่มเกิดขึ้นจากจุดเล็กๆ แบบนี้เอง

เมื่อเกิดปัญหาชีวิต คนที่ไม่รู้จักทุกข์และการเกิดดับของทุกข์ ก็จะเอาความเห็นผิดไปแก้ปัญหาชีวิต เรียกว่าการเอาทุกข์ไปถมทุกข์ ปัญหาก็ไม่สามารถแก้ไขจนหมดสิ้นไปได้ และจะอยู่บนกองทุกข์ตลอดไป โดนอวิชชาครอบงำ ไม่มีปัญญาคิดแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องให้กับชีวิต

เพราะฉะนั้น ถ้าเรารู้เท่าทันทุกข์ ทุกข์ก็จะไม่เกิด หรือทุกข์ดับ แล้วจะเอาอะไรไปดับทุกข์ละ? เมื่อเรารู้กระบวนการของทุกข์ หรือ กระบวนการของการเกิดเวทนาตันหาแล้ว เราสามารถขัดขวางกระบวนการได้ คือ ต้องหยุดการคิดปรุงแต่ง การที่ตัวเรารับรู้ทั้ง ๖ ทางและเกิดการตีความ เป็นกระบวนการอัตโนมัติของร่างกายกับจิต ห้ามไม่ได้ คือ เราห้ามตาไม่ให้เห็นรูปไม่ได้ ฯ แต่เราหยุดการปรุงแต่งได้ โดยเอาความจริงของโลกและชีวิตไปดับการคิดปรุงแต่ง

อะไรคือความจริงของโลกและชีวิต? คือ กฏธรรมชาติ ๒ กฏ ได้แก่ กฏแรก ธรรมชาติทุกอย่างมีลักษณะร่วม ๓ ประการเหมือนกันคือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป กฏต่อมาคือ ทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัยมาประชุมกันชั่วคราวแล้วต้องแตกสลาย ฯ สรุปเป็นคำๆ เดียวว่า "ไม่เที่ยง"

ให้เอาคำว่า ไม่เที่ยง ไปตั้งรับกระทบสัมผัสทั้ง ๖ ทาง คือ สร้างความเห็นจริง เห็นตรง เห็นธรรมชาติอย่างที่มันเป็น ไม่ได้เห็นอย่างที่เราอยากจะเห็น เรียกเป็นภาษาธรรมว่า เอาปัญญาสัมมาทิฏฐิไปตั้งรับกระทบสัมมผัส หรือ การกำหนดรู้ผัสสะด้วยปัญญา หรือ การคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย หรือ การวิปัสสนา พิจารณาขันธ์ ๕ อินทรีย์ ๖ ฯ

แทนที่จะให้การรับรู้เลยไปเป็นเวทนา เช่น เมื่อหูได้ยินเสียงด่า ให้พิจารณาเสียงที่ได้ยินว่า เสี่ยงมันก็ไม่เที่ยงเกิดดับ...น้อ ตัวคนด่าก็ไม่เที่ยง คนถูกด่าก็ไม่เที่ยง ฯ พอคิดได้อย่างนี้ได้ทัน ความโกรธจะหายไป ไม่เกิด คือ ดับทุกข์ทางหูได้ทันที ... เช่นเดียวกันกับการรับรู้ทางอื่น ให้ใช้ปัญญาพิจารณาแบบนี้ สามารถดับทุกข์ได้ทุกๆ ทาง ทุกข์เกิดที่ใหน ให้ดับที่นั่น ดับทันทีที่มันเกิด อย่าให้มันได้เจริญงอกงามกลับมาเป็นเจ้านายเราได้

การพิจารณาแบบนี้ จิตจะเก็บความจริงแทนความเห็นที่เกิดตามปกติ เมื่อความจริงมีมากขึ้น ความจริงจะเริ่มมีอิทธิพลต่อความคิด ความเห็นจะเริ่มหายไปทีละน้อย แปลว่า เราจะโลภโกรธหลงน้อยลงไปเรื่อยๆ ถ้าได้ฝึกตนเองแบบนี้เป็นประจำ แปลเป็นภาษาธรรมว่า วิชชาจะเกิดแทนอวิชชา อุปมาเหมือนการเอาน้ำจืดค่อยๆ เติมในน้ำเค็ม ความเค็มจะค่อยๆ ลดลง และจะหายไปในที่สุด

เมื่อเราเห็นถูก เราก็จะคิดถูก เมื่อคิดเห็นถูก เราก็จะมีพฤติกรรมที่ถูก หรือ มีศีลเกิดขึ้น คือ มีสติปัญญาแก้ไขปัญหาชีวิตได้ เพราะไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง

ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาเดียวที่มีการสอนให้ใช้ปัญญาแบบนี้ คือ ปัญญาที่รู้จักธรรมชาติตามความเป็นจริงมาแก้ไขปัญญหาให้ชีวิต

**** โสตาปัตติยังคะ คือ สัปปุริสสังเสวะ (การคบสัตบุรุษ) ๑ สัทธรรมสวนะ (ฟังคำสั่งสอนของท่าน) ๑ โยนิโสมนสิการ (กระทำไว้ในใจโดยอุบายที่ชอบ) ๑ ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) ๑.

แปลว่า ปัญญา หรือ ความรู้ที่ดับทุกข์ได้ เกิดจากได้ฟังความจริงจากผู้ที่รู้ความจริง (สุตตมยปัญญา) เมื่อรู้ความจริง ความคิดเห็นก็จะเปลี่ยนไป จากนั้นก็ฝึกปฏิบัติให้ปัญญาเข้มแข็ง เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย

พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า;

[๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนวิชชา เป็นหัวหน้าในการยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม เกิดร่วมกับความละอายบาป ความสะดุ้งกลัวบาป ความเห็นชอบย่อมเกิดมีแก่ผู้รู้แจ้ง ประกอบด้วยวิชชา ความดำริชอบย่อมเกิดมีแก่ผู้มีความเห็นชอบ (ปัญญา) เจรจาชอบย่อมเกิดมีแก่ผู้มีความดำริชอบ การงานชอบย่อมเกิดมีแก่ผู้เจรจาชอบ การเลี้ยงชีพชอบย่อมเกิดมีแก่ผู้ทำการงานชอบ (ศีล) พยายามชอบย่อมเกิดมีแก่ผู้เลี้ยงชีพชอบ ระลึกชอบย่อมเกิดมีแก่ผู้พยายามชอบ ตั้งใจชอบย่อมเกิดมีแก่ผู้ระลึกชอบ (สมาธิ) แล.

ปัญญาจึงเกิดขึ้นก่อน ศีลจึงเกิดตาม และสัมมาสมาธิเป็นองค์ธรรมสุดท้ายที่จะเกิดในมรรค ๘
8/10/53
Darkcoder
การรู้ มีระดับ..รู้จัก รู้จริง รู้แจ้ง
การรู้ในอริยสัจ เป้นการรู้แจ้งตามความเป็นจริงไม่ใช่รู้โดยการคิดแต่เป้นการรู้ที่เกิดจาก
สัมมาสมาธิแล้วเกิดปัญญา ตามความเป็นจริง
เช่นมองเห็นภูเขาทองว่าสูงแต่เรายังยืนอยู่ทีพื้น
ต่อเมื่อเราไปยืนอยู่บนยอดแล้วจึงจะรู้ว่าภูเขาทองสูงตามความเป็นจริง
18/10/53
lungsem
ต้องเข้าใจหัวใจของอริสัจ ๔ ว่า "ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องมาจากเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น"

แล้วนำหัวใจนี้มาค้นหาต้นเหตุทีทำให้เกิดปํญหาในการดำเนินชีวิต เพื่อพบแล้วก็ดับที่ต้นเหตุนั้น แล้วปัญหานั้นก็จะดับหายไป
---------------------------------------------------
ขอเชิญปัญญาชนคนรุ่นใหม่ทั้งหลาย ศึกษาพุทธศาสนาดั้งเดิมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้

อันเป็นหลักคำสอนที่แท้จริงของพระพุทเจ้า ที่ยังไม่ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ผิดเพียนมาก่อน

ซึ่งเป็นหลักวิทยาศาสตร์  ที่มีเหตุผล  พิสูจน์ได้  ไม่มีความงมงาย และไม่มีใครจะโต้แย้งด้วยเหตุผลได้

ที่ทุกคนสามารถจะ "เข้าใจ" และ "เห็นแจ้ง" ได้  หรือศึกษาแล้วทำให้เกิดดวงตาเห็นธรรมได้

ที่เว็บ  "ฉันคืออะไร?"   www.whatami.net  -  เว็บไซต์สำหรับบุคคลอัจฉริยะ
คำตอบบางข้อถูกลบออกจากการแสดงผลของคุณ
เกี่ยวกับคำถามนี้
รางวัลคำตอบดีที่สุด 5 คะแนน
เปิดดูแล้ว 6437 ครั้ง
มีคนตอบแล้ว 6 คำตอบ
คำถามที่เกี่ยวข้อง
คำตอบ: 10 คะแนน: 5
คำตอบ: 6 คะแนน: 2
คำตอบ: 13 คะแนน: 14
คำตอบ: 36 คะแนน: 23
คำตอบ: 9 คะแนน: 6
คำตอบ: 7 คะแนน: -1
คำตอบ: 2 คะแนน: -3
คำตอบ: 3 คะแนน: 0
x
©2013 Google - ข้อกำหนด - นโยบายเนื้อหา - ความเป็นส่วนตัว - หลักเกณฑ์ของชุมชน