ค้นหา ค้นรูป แผนที่ YouTube Gmail ไดรฟ์ ปฏิทิน แปลภาษา อื่นๆ »
ลงชื่อเข้าสู่ระบบ
ขอขอบคุณที่ใช้ กูรู ในวันที่ 23 มิถุนายน 2014 กูรู จะกลายเป็นบริการแบบอ่านอย่างเดียว หลังจากวันที่ 23 มิถุนายน 2014 คำถามทั้งหมดที่มีการตอบจะเปิดให้ผู้คนสามารถค้นหาและเรียกดูได้ แต่จะไม่รับคำถาม คำตอบใหม่ หรือกิจกรรมการเขียนอื่นๆ ของผู้ใช้อีก.. โปรดอ่านคำถามที่พบบ่อยสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
กูรู
ป้ายกำกับยอดนิยม
ความรู้สึก (256218)
คอมพิวเตอร์ (158472)
การศึกษา (154029)
สังคม (54467)
สุขภาพ (44616)
เกมส์ (41331)
ชอปปิ้ง (19144)
บันเทิง (17229)
สถานที่ (16149)
ไลฟ์สไตล์ (15951)
เครือข่าย (10421)
ธุรกิจ (9555)
การท่องเที่ยว (8744)
กีฬา (7357)
การแพทย์ (5519)
แผนกเรียน (4931)
ผลิตภัณฑ์ดิจิตอล (4385)
ดูทั้งหมด
ใครไม่รู้จัก "พล.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช" ??? ตอนที่ 1
ขุนพันธ
ไสยศาสตร์
หนังเหนียว
พล.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช ท่านได้รับสมญานามมากมายเช่น นายพลหนังเหนียว, นายพลพลมือปราบเสือมือเปล่า,นายพลหนวดเขี้ยวฯลฯ แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่มักเรียกท่านว่า ขุนพันธ์ ฯ เป็นตำรวจที่ได้รับการยกย่องมาก ปราบปรามโจรผู้ร้ายและผู้มีอิทธิพลนับไปถึงภาคใต้ ไปจนถึงภาคกลางตอนบน ในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ขุนพันธ์ฯ นามเดิมของท่านว่า บุตร์ นามสกุล พันธรักษ์ เกิดวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2446 ที่บ้านอ้ายเขียว หมู่ที่ 5 ตำบลดอนตะโก อำเภอท่าศาลา จังหวัดศรีธรรมราช

เริ่ม เรียนหนังสือครั้งแรกกับบิดา ภายหลังได้ไปศึกษาเล่าเรียนกับ อาจารย์ปาน วัดอ้ายเขียว และครูฆราวาสชื่อ นายหิต ชาวอำเภอสวี จังหวัดชุมพร จนทางรัฐบาลต้องการให้ศึกษาแก่เยวชนไทยเป็นแบบแผนที่แน่นอน จึงได้สร้างโรงเรียนขึ้นตามที่ต่างๆ ขุนพันธ์ฯ จึงได้เข้าเรียนที่วัดพระนคร จนกระทั่งจบชั้นประถม จึงได้เข้าเรียนต่อมัธยมที่โรงเรียนวัดท่าโพธิ์ (ปัจจุบันคือโรงเรียนเบญจมราชูทิต)

ต่อมาในปี พ.ศ. 2459 ได้เข้ามาอยู่ใน กรุงเทพฯ พักอยู่กับพระอาจารย์พลับ วัดราชผาติการาม เรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนเบญจมบพิตร
ขณะที่เรียนมัธยมปลาย เริ่มสนใจวิชาไสยเวท โดยเริ่มศึกษากับหลวงพ่อปาน วัดอ้ายเขียว และได้ศึกษาเพิ่มเติมจากหมื่นตาหมอพลับ และได้ไปเรียนกับ พระสังฆบริบาล (ม.ร.ว. ศรีทัศนาเรณู) วัดบวรนิเวศ ภายหลังได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยที่ห้วยจระเข้ จังหวัดนครปฐม (โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานในปัจจุบัน) กระทั่งจบออกมาเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจฝึกงานที่จังหวัดสงขลา

ขณะ ที่ท่านทำงานอยู่ที่สงขลา ชื่อเสียงของโจรต่างๆ ในเมืองพัทลุงกำลังโด่งดัง ควบคู่มากับชื่อเสียงของ สำนักเขาอ้อ คนใต้ส่วนใหญ่จะเคยได้ยินกิตติศัพท์ของสำนักเขาอ้อทั้งนั้น ในฐานะที่สำนักเขาอ้อ เป็นตักศิลาของเมืองใต้ โดยเฉพาะมีชื่อเสียงทางด้านไสยเวทพุทธาคม มีศิษย์ทั้งบรรพชิต และฆราวาสมากมาย แต่ในขณะนั้นทางสำนักเขาอ้อ ออกดังทางด้านเสียหาย ในฐานนะให้ความรู้พวกโจรผู้ราย เพราะโจรผู้ร้ายขณะนั้นล้วนมีวิชาความรู้มีวิชาดี คงกระพันชาตรี ล่องหนกำบังกายได้ สร้างปัญหาให้ตำรวจไม่สามารถจำกุมได้ เป็นที่พูดกันว่าโจรเหล่านี้มีวิชาอาคมดี ลือกันว่าลำเรียนมาจากสำนักเขาอ้อ

กิตติศัพท์ของโจรที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นศิษย์สำนักเขาอ้อ สร้างความสนใจให้นักเรียนนายร้อยตำรวจบุตร์ เป็นอย่างมาก จึงมีควาทคิดที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ในท้องที่พัทลุง เมื่อเรียนจบจึงขอบรรจุไปประจำที่จังหวัดพัทลุง
เมื่อ ว่าที่ร้อยตำรวจตรีบุตร์ ไปอยู่ที่พัทลุงใหม่ๆ ปรมาจารย์ทองเฒ่า เพิ่งมรณภาพลง เจ้าสำนักใหม่ยังไม่ได้แต่งตั้ง มีอาจารย์ปาล รักษากาลแทนอยู่

เมื่อท่านไปอยู่ที่พัทลุงแล้ว ได้ออกปราบโจรผู้ร้ายที่ลือกันว่ามีอาคมเข้มขลังหลายคน ทำให้ได้ประจักษ์ในคุณของไสยศาสตร์ ยิ่งเกิดความสนใจที่จะเป็นศิษย์วัดเขาอ้อ ให้ได้

ภายหลังได้ปราบโจรตัวฉกาจคนหนึ่งของพัทลุงได้คือ เสือสังข์ จึงมีโอกาสเดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์สำนักเขาอ้อ โดยการแนะของนายครั่ง เหรียญขำ ซึ่งมีความสนิทสนม กับพระอาจารย์เอียด เจ้าอาวาส วัดดอนศาลา ศิษย์เอกของสำนักเขาอ้อ

เมื่อแจ้งความประสงค์ ในความต้องการเรียนไสยเวทให้พระอาจารย์เอียดทราบว่าต้องการศึกษาวิชาเพื่อนำ ไปปราบโจร พระอาจารย์เอียดเห็นด้วย แต่การปราบปรามเป็นการเข่นฆ่าทำลายล้างชีวิต ท่านเป็นบรรพชิต ไม่สมควรเข้าไปมีส่วนในเรื่องนี้ ท่านจึงส่งไปศึกษาวิชากับศิษย์ฆราวาสชื่อ อาจารย์นำ แก้วจันทร์ ซึ่งเป็นกุศโลบายของพระอาจารย์เอียด คือ ขณะนั้นอาจารย์นำ มีชื่อเสียง เป็นที่เกรงขามของเหล่าโจรผู้ร้าย โจรเมืองพัทลุงแทบทุกคนรู้จักอาจารย์นำเป็นอย่างดี และอาจารย์นำรู้เส้นสายทิศทางของโจรเหล่านั้นเป็นอย่างดี พวกโจรเมื่อทราบว่ามีตำรวจเป็นศิษย์อาจารย์นำ ก็คงจะเกรงขามบ้าง เพราะต่างก็ประจักษ์ในวิทยาคุณของอาจารย์นำ เป็นอย่างดี

ภายหลังจากท่านได้เป็นศิษย์ของอาจารย์นำเรียนวิชาพื้นฐานต่างๆ โดยเฉพาะสายฆราวาสพอสมควร ก็ได้มาเรียนต่อกับพระอาจารย์เอียดที่วัดดอนศาลา และพร้อมกันนั้นก็ได้เดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์ปาล ซึ่งเป็นเจ้าสำนักเขาอ้อ และผ่านพิธีต่างๆ ครบถ้วนตามประเพณีการเป็นศิษย์ของสำนักเขาอ้อ อาทิ ลงยันต์กินน้ำมันงา อาบน้ำว่าน เป็นต้น
บันทึก #1 20 มี.ค. 2553 15:40:09
ในปี พ.ศ. 2479 ท่านได้ย้ายไปเป็นหัวหน้ากองตรวจประจำกองกำกับการตำรวจภูธรมณฑลนครศรี ธรรมราช ประจำ คือสงขลา ภารกิจปราบปรามโจรผู้ร้ายครั้งสำคัญและทำให้ท่านมีชื่อเสียงมาก คือการปราบผู้ร้ายทางการเมืองนราธิวาส จนได้ ฉายาจากชาวไทยมุสลิม รายอกะจิ และได้เลื่อนยศเป็นร้อยตำรวจเอกต่อมา

ในปีพ.ศ. 2485 ได้ย้ายไปเป็นรองผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ปราบปรามโจร หลายราย รายสำคัญ เสือสายและเสือเอิบ หลังจากนั้นท่านได้ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดในภาคอื่น

ในปี พ.ศ. 2488 ได้ย้ายไปเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดพิจิตร ปฎิบัติหน้าที่มีความดีความชอบเรื่อยมา และได้ปราบโจรผู้ร้ายมากมาย จึงได้พระราชทานยศ พันตำรวจตรี

ในปี พ.ศ. 2489 ได้ย้ายไปเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท ไปปราบโจรผู้ร้ายหลายคนเช่น เสือฝ้าย เสือย่อง เสือใบ เสืออ้วน เสือดำ และเสือมเหศวร เป็นต้น ขุนพันธ์ฯ ได้รับคำสั่งให้ไปสกัดโจรร้ายที่แตกเข้ามาทางชัยนาท ครั้งนั้น ท่านได้ใช้ดาบเป็นอาวุธ คู่มือ แทนที่จะใช้ปืนยาวเป็นอาวุธ โดยใช้ถุงผ้าแดงห่อฝักและด้าม ประชาชน จึงขนานนามท่านว่า ขุนพันธ์ดาบแดง ท่านอยู่ชัยนาท 3 ปี ปราบปรามเสือร้ายจนสงบลง จึงถูกย้ายมาเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และกำแพงเพชรตามลำดับ

ด้วยความดีความชอบในหน้าที่ราชการท่าน จึงได้รับพระราชทานเลื่อนยศ พันตำรวจโท ใน ปี พ.ศ. 2493 จึงได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 8 จังหวัดนครศรีธรรมราช จนกระทั่ง พ.ศ. 2503 จึงดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 8 และได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพลตำรวจตรี จนกระทั่งเกษียณอายุ ในปี พ.ศ. 2503

ประวัติการทำงานด้านต่างๆที่ท่านได้สร้างเกียรติประวัติมากมาย นับได้ว่าท่านได้เป็นมือปราบคนสำคัญคนหนึ่งในเมืองไทย แม้เกษียณอายุแล้ว ท่านยังได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช สังกัดพรรค ประชาธิปัตย์ ในปี พ.ศ. 2516

ทางด้านครอบครัวของท่าน ภรรยาชื่อนางเฉลา ตอนนั้นท่านมีอายุ 30 ปี ขณะรับราชการที่พัทลุง มีบุตรด้วยกัน 8 คน และต่อมาภรรยาท่านได้เสียชีวิต จึงได้มีภรรยาใหม่ชื่อ สมสมัย มีบุตรด้วยกัน 4คน

ท่านขุนพันธ์ได้ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบด้วยโรคชรา เวลา 23.27 น. ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 สิริอายุรวม 108 ปี ณ.บ้านพักเลขที่ 764/5 ซอยราชเดช ถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช

ในวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ได้มีพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ณ ศาลาร้อยปี วัดพระศรีมหาธาตุวรวิหาร นครศรีธรรมราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ พระราชทานหิบไม้ลงลายทองพร้อมพวงมาหลวง ประดับพระปรมาภิไธย พระบรมวงศาทุกพระองค์ ต่างมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานพวงมาลาเช่นกัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมงกุฎราชกุมาร เสด็จแทนพระองค์ เป็นองค์ประธาน ในพิธีพระราชทานเพลิงศพ พล.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช ณ เมรุฯ สนามหน้าเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ยังความปราบปลื้มแก่ทายาทและพสกนิกรเป็นล้นพ้น นับเป็นการปิดตำนานอันยิ่งใหญ่ของจอมขมังเวทระดับ ท่านขุน คนสุดท้ายของประเทศไทย
คำตอบ (1)
จัดเรียงตาม: คะแนน | เวลา
เกิดข้อผิดพลาดขณะโหลดคำตอบ โปรดลองอีกครั้ง
คำตอบบางข้อถูกนำออกออกจากการแสดงผลของคุณ
โหวต
2
การดู
3162
ติดตาม
1
x
©2014 Google - ข้อกำหนด - นโยบายเนื้อหา - ความเป็นส่วนตัว