ค้นหา ค้นรูป แผนที่ Gmail ไดรฟ์ ปฏิทิน แปลภาษา ภาพถ่าย อื่นๆ »
ลงชื่อเข้าสู่ระบบ
กูรูไม่ได้รับการสนับสนุนบนเบราว์เซอร์ของคุณ: คุณสมบัติบางอย่างอาจทำงานได้ไม่ถูกต้อง โปรดคลิกตรงนี่เพื่อดูรายชื่อเบราว์เซอร์ที่สนับสนุน
กูรู
ทุกสิ่งล้วนเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จริงหรือไม่
ทุกสิ่งล้วนเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จริงหรือไม่
ผมได้ยินมา ว่า ทุกสิ่งล้วนเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คุณคิดว่าจริงหรือไม่เพราะอะไรพร้อมยกตัวอย่างประกอบ
บันทึก #1 2 พ.ย. 2551, 22:23:25
http://www.heritage.thaigov.net/religion/tripitok/s.htm
บันทึก #2 2 พ.ย. 2551, 22:25:28
หุหุ กว่าจะเจอคนเบรค ทุกสิ่งล้วนเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จริงหรือเปล่า อนิจจังคือไม่เที่ยง พระธรรม ไม่เที่ยงใช่หรือปล่าว มีพระธรรมส่วนไหนที่วันนี้เป็นอย่างพรุ่งนี้เปลี่ยนไปบ้าง พระอรหันต์ เมื่อสำเร็จแล้วจะถูกความทุขก์เล่นงานอีกไหม นิพพานเมื่อสำเร็จแล้วยังจะเป็นทุขอีกเหรอ พระพุทธเจ้าไม่มีตัวตนใช่หรือไม่ คนมักมีทิฐิ ไม่ยอมรับสิ่งที่ผิดจากที่ถูกสอนมา แต่ไม่ได้หมากความว่ามีสิ่งใดเที่ยง หรือไม่เที่ยง หรือสิ่งใดมีตัวตนหรือไม่มีตัวตนนะ แต่คนมักคิดไปก่อนตามที่ถูกกล่อมมาจากความรู้สึก ความเชื่อ และอื่นๆ ลองไปอ่านในพระธรรมดูว่าสิ่งที่คิดตรงกับพระธรรมแค่ไหน จำได้ว่าเฉพาะเรื่องไม่เที่ยงพระผู้มีพระภาคเจ้าก็บอกว่าพพระองค์เองไม่ได้มีทิฐิว่าทุกอย่างไม่เที่ยง และไม่ได้มีทิฐิว่า ทุกอย่างเที่ยง และไม่ได้มีทิฐิว่า บางอย่างเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยง ยังละทิฐิไม่ได้ ไหนเลยจะกล่าวว่าเราเข้าใกล้พระธรรม
คำตอบ (10)
จัดเรียงตาม: คะแนน | เวลา
พระพุทธองค์ ไม่เคยตอบ แต่พระพุทธองค์ ให้ความสำคํญกํบ ทิฐิที่ถูกที่ควรมากว่า คือสัมมาทิฐิ  สรุป คือพระองค์ ให้พิจารณาทุกๆสิ่งด้วยปัญญา ใยไปยึดถือสิ่งที่ไร้สาระ ไม่ใช้ปัญญาพิจารณาโดย ละเอียดในสิ่งต่างๆด้วยใจที่เป็นกลางไม่ยึดถือในสรรพสิ่งทังหลายทั่งปวง เหมือนกับเราข้ามห้วงน้ำอันกว้างใหญ่ โดยใช้เรือ เมือขึ้นฝั่งได้แล้ว ใยเราต้องแบกเรือไปด้วยหรือเปล่า เล่า เรือคือ อะไรหรือครับ  เรือคือ พระธรรม คิดไปใยว่า ทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา เพราะอนิจจังทุกขังอนัตตาเป็นเพียงเรือที่พาเราข้าม ห้วงน้ำอันกว้างใหญ่ อย่ามัวแต่ คิดไปต่างๆนา ๆ ลงมือทำเพื่อพิสูจน์ หรือยังล่ะ
ขันธ์5    ไตรลักษณ์(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา )   ทุกข์    เกี่ยวข้องกัน กล่าวต่อเนื่องกันจะเห็นชัด ดังนี้
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้นที่ตรงรูปนาม ถ้าเห็นคิดด้วยการท่องจำ เรียกว่าเห็นตามสมมติบัญญัติไม่ได้เรียกว่าเห็นด้วยปัญญาในอริยมรรค  อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมแสดงให้ปรากฏอยู่ในโลกนี้ตลอดเวลา แต่ไม่มีคนเห็น จะเห็นได้ชัดด้วยใจของตนเองก็ต่อเมื่อปัญญาในอริยมรรคเกิดขึ้นเท่านั้น                  
การกล่าวถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้นมิใช่กล่าวลอยๆมิใช่เป็นเรื่องของความคิด ความนึกคิด แต่มีที่มาเป็นขั้นเป็นตอนดังจะกล่าวต่อไปนี้

                  ในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนานั้น  เป็นการฝึกหัดที่ใจ ซึ่งเป็นของที่ไม่มีตัวตน ไม่ใช่การสอนหนังสือว่าให้จำ แต่ต้องฝึกหัดจิตพิจารณาด้วยตนเองให้ชำนาญ เพื่อให้จิตพิจารณาใครครวญหาเหตุผลในสภาวธรรมทั้งหลาย
                  สิ่งที่เป็นอารมณวิปัสสนา มีเพียงอย่างเดียว คือ ขันธ์ 5(รูป เวทนา สัญญาสังขาร และวิญญาณ) อันเป็นเพียงอุปทานขันธ์ี่ที่ไม่มีอยู่จริง เป็นสังขารธรรมที่เกิดจาการปรุงแต่ง  เพราะอวิชชา(ความไม่รู้เท่าทันสภาวธรรม) ไปยึดมั่นด้วยอำนาจอุปทานว่าเป็นตัวตน ของตน
ฉะนั้น การเจริญวิปัสสนาโดยจิตเท่านั้น พิจารณาณารู้จริงตามความเป็นจริง ว่า สภาวธรรมทั้งหลาย คือขันธ์5 ล้วนมีอาการเป็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
                   อนิจจัง แปลว่า ความไม่เที่ยง ของสรรพสิ่งทั้งหลายอุปทานขันธ์5.ที่เรียกว่ารูป ที่เกิดขึ้นแล้วต้องเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา(เสื่อม) อย่างช้าอย่างเร็ว ไม่อาจตั้งมั่นในสภาพเดิมได้ คนเกิด  โตหนุ่มสาว แก่ ตายไปทีสุด ล้วนอนิจจัง
                   ทุกขัง    แปลว่า สภาพที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ของสังขารธรรม อุปทานขันธ์5. ที่เรียกว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่อาจทรงตัวอยู่ได้  จะต้องเปลี่ยนแปลงไป ทุกข์กายทุกข์ใจก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของทุกขัง
                   อนัตตา  แปลว่า ความไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่สิ่งของ   เพราะว่า สรรพสิ่งทั้งหลายนั้นเกิดจากการปรุงแต่งทั้งสิ้น รวมถึง รูปเวทนา สัญญา  สังขาร วิญญาณ  เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เช่นรูปขันธ์ ประกอบด้วยแร่ธาตุ มาประชุมรวมกันเป็นเซลล์รวมเป็นก้อนใหญ่เป็นกายคนสัตว์ พระเรียกว่า ธาตุดินน้ำลมไฟ ก็รวมกันชั่วคราว นานไปย่อมแตกสลายกลับคืนสู่สภาพเดิม    ใครควรวญพิจารณาแล้วว่าไม่อาจยึดมั่นถือมั่นว่ารูปกายนี้เป็นตัวเราของเราเป็นที่พึ่งถาวรย่อมไม่ได้
         
                    สิ่งใดที่เปลี่ยนแปลงย่อมเป็นทุกข์ ฉะนั้นขันธ์5 ย่อมเป็นทุกข์เพราะมีลักษณะไตรลักษณ์ที่กล่าวมา ไม่ใช่ไตรลักษณ์เป็นทุกข์
เหตุที่ขันธ์5 เป็นทุกข์เพราะขันธ์5 เป็นกิเลส เพราะความเข้าไปยึดถือเอาขันธ์เป็นตัวเป็นตนจึงเศร้าหมองเป็นกิเลส แต่กิเลสนั้นอาศัยขันธ์ ถ้าไม่มีขันธ์กิเลสจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
  จิตเป็นผู้ปรุงแต่งในธาตุ ขันธ์ และอาศัยอายตนะเป็นเส้นทางให้เกิดกิเลส เกิดความทุกข์กายทุกข์ใจ
   ทุกข์นั้นคือการที่กิเลสทำให้จิตใจเศร้าหมอง
   ทุกข์ คือ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้น การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก เหล่านี้เป็นทุกข์ ซึ่งตัวทุกข์นั้นเองหมายถึง ขันธ์ 5
   ทุกข์ในอริยสัจ 4 แบ่งเป็น 2

  1.สภาวทุกข์ คือทุกข์ประจำ ทุกข์ที่มีอยู่ด้วยกันทุกคน ไม่มียกเว้น ได้แก่ความเกิด ความแก่ ความตาย
  2.ปกิณณกทุกข์ คือทุกข์จร ทุกข์ที่จรมาเป็นครั้งคราว ได้แก่ ความเศร้าโศก ความพร่ำเพ้อรำพัน ความไม่สบายใจ ความน้อยใจ ความคับแค้นใจ ความประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบ ความพลัดพรากจากสิ่งที่ชอบ ความผิดหวังไม่ได้ตามที่ต้องการ
     
             ทุกข์นั้น(ท่านไม่ได้ให้ละ )แต่ให้กำหนดรู้
             สมุหทัย เหตุแห่งการเกิดทุกข์ ท่านให้ละ
ลองทายดูซิว่าข้างบนนี้ใครตอบมั่ว ๆ บ้าง
ธรรมะนั้นต้องตรงตัว ถ้าไปขยายเอง เป็น ธรรมะพัฒนาเปลี่ยนไปจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เป็น ธรรมะเพี้ยน
2/11/51
uReKA
ไตรลักษณ์
มียศเสื่อมยศ มีลาภเสื่อมลาภ
สุข               ทุกข์
สรรเสริญ      นินทา
31/10/51
gigipapa
ถูกต้องเลยครับ (ผมก็ว่าอย่างนั้น) ทางเดี่ยวกับผมเลย
ทุกอย่างล้วน มี เกิด ตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีอะไรอยู่อย่างถาวร
คงเหลือไว้แต่ความดี (และความไม่ดี) เก็บไว้ให้คนรุ่นหลังจดจำและเรียนรู้
และวันเวลาจะทำให้ทุกอย่าง ละลาย เลื่อนหายไป
ซากเก่าก็ผุผังไป
ความนิยม และความเสื่อมก็มา และจากไป สุดแต่ว่าจะช้าหรือรวดเร็ว
สาธุ กับกระทู้      และพรที่ดีจงบังเกิดกับผู้อ่านกระทู้ทุกท่าน
31/10/51
sam2551
จริงแท้แน่ชัดเลยที่เดียวเชียว
ตัวอย่างมีมากมาย ที่เกี่ยวข้องกับชิวิตเรา มนุษย์เรา สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตในธรรมชาติ
เราเกิด เราไม่อยากเป็นเด็ก อยากเป็นผู้ใหญ่
เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่อยากแก่ อยากกลับไปเป็นเด็ก
เราไม่อยากตายตอนเด็ก เราไม่อยากตายตอนหนุ่ม เราไม่อยากตายตอนแก่
เราตาย... เราไม่รู้ว่า จะได้เกิดแล้วจะได้โตและจะด้แก่ อีกหรือไม่
แต่ที่แน่ๆสรรพสิ่งใดๆทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิ มันก็ล้วนแล้ว อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ร่ำไป
31/10/51
Numthon
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แปลเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ ไม่เที่ยง ไม่ทน และไม่แท้
ตัวอย่างพอจะเห็นได้ชัดคือกระแสจตุครามรามเทพเมื่อช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่คนไปยึดติดกับความเป็นเหรียญกลม ๆ มาใส่ห้อยคอกันทั่วทั้งเมืองดัวยหวังว่าจะร่ำรวยมีโชคมีลาภแบบไม่มีเหตุผล แต่แล้ววันหนึ่งกระแสความนิยมก็หมดไป คนที่หวังผลดลบันดาลจากเหรียญก็ยังจนเหมือนเดิม พ่อค้าที่ซื้อมาหวังเก็งกำไรก็ขาดทุนกันโดยทั่วหน้า
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา - เรียกว่า "ไตรลักษณ์" คือลักษณะเที่ยงแท้ 3 ประการของสังขารทั้งปวง

ทุกสิ่งล้วน อนิจจัง - คือ ความไม่เที่ยงแท้ ไม่มีสิ่งใดที่อยู่เป็นอย่างนั้นมาตลอดกาล นอกจากเวลา คือสิ่งนั้นต้องเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วต้องดับสูญไป เสมอเป็นนิรันดร์....

ทุกสิ่งล้วน ทุกขัง - คือเป็นบ่อของความทุกข์ ถูกกดดัน ถูกบีบคั้น ถูกปรับปรุง ถูกเปลี่ยนแปลง ด้วยแรงทั้งหลายทั้งปวง เป็นลักษณะดดยธรรมชาติของโลก นั่นคือ ไม่มีสิ่งใดที่เป็น สิ่งสมบูรณ์บริสุทธิ ไม่ด้วยทางใดก็ทางหนึ่ง จะต้องมีจุดเสีย จดบกพร่อง จุดมืด จุดดำ จุดบอด จุดที่ต้องแก้ไข จุที่ต้องปรับปรุง จุดที่ต้องทำให้ดียิ่งขึ้นไปกว่าเดิม....

ทุกสิ่งล้วน อนัตตา คือ อัตตาแปลว่า"ตัวตน" ไม่มีตัวตนของมันที่แท้จริง ไม่เป็นของใครโดยแท้จริง ไม่มีใครเป็นเจ้ของชีวิตที่แท้จริง ไม่มีใครเป็นเจ้าของพื้นน้ำที่แท้จริง ไม่มีใครเป็นเจ้าของสายลมที่แท้จริง ไม่มีใครเป็นเจ้าของเวลาที่แท้จริง ทุกสิ่งยอมเปลี่ยนไปอยู่ในอานัตครอบครองของใครบางคน เพียงชั่วขณะจิตหนึ่ง...เมื่อถึงเวลามันก็จะสูญสลาย ถ่ายเทเปลี่ยนมือไป...และสุดท้ายก็ไม่มีใครได้ครอบครองมันอย่างแท้จริง ....ทุกสิ่งเป็นอนัตตา  

คำสอนเรื่อง ไตรลักษณ์ ผมคาดว่า
ต้องการให้ผู้คนทราบว่า โลกนี้ไม่ได้เป็นของใคร และชีวิตมันต้องดำเนินไปตาม ครรลองของทุกข์ คือต้องดิ้นรนปรับปรุงแก้ไขทุกข์ มันเรื่อยไป ชีวิตมันต้องไม่หยุดพัฒนา...เพราะชีวิตนี้เราสั้นนัก เกิดมาและต้องตายไป ...ถ้าไม่ปรับปรุงทุกข์ ที่มันเกิดขุ้นในระว่าที่มีชีวิต เราก็เสมือนเกิดมา ตายเปล่า....ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรไว้ให้สมกับที่ได้เกิดมา..ครั้งหนึ่ง

และการดิ้นรนไขว่ค้วา...ปิดหูปิดตาเพื่อได้ครอบครอง ทรัพย์ ซึ่งวันหนึ่งมันก็ต้องสูญไป...ไม่โดยมือเราก็โดยมือใครสักคนหนึ่ง ไม่ชั่วชีววิตเราก็ชั่วชีวิตใครคนหนึ่ง.....ซึ่งสิ่งนั้นเป็นสัจจะอยู่แล้วว่า ไม่มีใครได้เป็นเจ้าของมันโดยแท้จริง
ทุกสิ่งต้องเปลี่ยนไป....ถ้าหากการปรับปรุงทุกข์ ของเรา....เป็นการเพิ่มทุกข์ ของผู้อื่น  

ก็เท่ากับว่า เราเกิดมาหนักโลก...เพิ่มทุกข์ให้แก่โลก...เกิดมาเป็นภาระโลก....เสียชาติเกิด
ถ้าการปรับปรุงทุกข์ของเรา เป็นการ ลดภาระทุกข์ ของผู้อื่น.....นั่นคือนักบุญ
.....ผู้ปลดเปลื้องความทุกข์ บางประการให้แก่ผู้อื่น ก่อนที่ผู้นั้นจะตายจากโลกนี้ไป เสมอกันทุกผู้
31/10/51
Tanu
จริงที่สุด อนิจจัง แปลว่าไม่เที่ยงแท้แน่นอน ทุกขํ แปลว่าเพราะมีการเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากความไม่เที่ยวเลยทำให้เกิดทุกข์ อนุตตา คือสภาวะที่มีความไม่แน่นนอน ไม่เที่ยง และเป็นทุกข์ อันเป็นสิ่งที่บังคับให้เป็นไปตามอำนาจของเราไม่ได้จึงชื่อว่าไม่ใช่ตัวคน หรือไม่มีตัวตนที่จะมายึดนั่นเอง
สมมติว่า ลมหายใจ คุณว่าลมหายใจเที่ยงไหม   ...................ตอบว่า
1.เที่ยง แท้แน่นอน
2.ไม่เที่ยง ไม่เที่ยงแท้แน่นอน
ก่อนจะตอบมีตัวช่วย คุณลองหายใจดูสิ  มีหายใจเข้ากับหายใจออก ใช่ป่ะ นั่นแหละรู้ล่ะยังว่าเที่ยง(คงทน)หรือเปล่า ก็คือ หายใจเข้าเกิดขึ้นระหว่างที่หายใจเข้าก็ตั้งอยู่ พอหายใจออก ก็แสดงว่าหายใจเข้าดับไปแล้ว เพราะหายใจออก แสดงว่าการหายใจก็ไม่เที่ยง(ไม่คงทน) ต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา
ทุกขํ  คุณว่าการหายใจเป็นทุกข์ไหม ลองกลั้นหายใจสักห้านาทีนะ รู้ละยังว่าเป็นทุกข์เปล่า
อนัตตา ความไม่ใช่ตัวตน ไม่มีตัวตน เอางี้ ถ้าสิ่งที่มมันเป็นของเราๆก็สามารถสั่งการ บงการมันได้ใช่ป่ะ โดยมันไม่ขัดขืนด้วยนะ แล้วคุณห้ามไม่ให้หายใจได้ป่ะ หายใจเข้าแล้วบอกว่าห้ามหายใจออกนะ ลองทำดูสิมันเชื่อคุณไหม ไอ้ตัวที่ว่าของเรานะ มันก็ไม่เห็นเชื่อคุณเลย
แล้วคุณว่า อนิจฺจํ  ทุกฺขํ อนตฺตา จริงรึเปล่าครับ อย่าคิดมากนะ ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้รู้สามสิ่งนี้ก็เพื่อรู้ความจริงว่ามันเป็นเช่นนี้ เมื่อสิ่งใดเกิดขึ้น หรือ ดับไปก็ให้มันเป็นไปตามนั้นแค่รู้อย่าไปยุ่งกับมัน สรุปว่า ปลงด้วยปัญญาครับ
31/10/51
benjy
ถูกต้องแน่นอนครับ
ศาสดาเรา เยี่ยมที่สุดแล้ว
1/11/51
Bernstein
เกี่ยวกับคำถามนี้
รางวัลคำตอบดีที่สุด 10 คะแนน
เปิดดูแล้ว 17731 ครั้ง
มีคนตอบแล้ว 10 คำตอบ
คำถามที่เกี่ยวข้อง
คำตอบ: 5 คะแนน: 2
คำตอบ: 9 คะแนน: 5
คำตอบ: 4 คะแนน: 5
คำตอบ: 6 คะแนน: 5
คำตอบ: 5 คะแนน: 4
x
©2013 Google - ข้อกำหนด - นโยบายเนื้อหา - ความเป็นส่วนตัว - หลักเกณฑ์ของชุมชน