ปฐมสมโพธิกถา
พุทธประวัติ เริ่มเรื่องตั้งแต่ปริเฉทที่ 1 เรื่อยไปจนถึงปริเฉทที่ 29 ดังจะกล่าวถึง
รายละเอียดแต่ละปริเฉทโดยย่อตามลำดับ ดังนี้
ปริเฉทที่ 1 วิวาหมงคลปริวรรต กล่าวถึงความเป็นมาของวงศ์ทางพระชนกและ พระชนนีของเจ้าชายสิทธัตถะ
คือพระเจ้าสุทโธทนะ (ศากยวงศ์) และพระนางศิริมหามายา (โกลิยวงศ์) เป็นลำดับ
จนถึงตอนอภิเษกสมรสของทั้ง 2 พระองค์
ปริเฉทที่ 2 ดุสิตปริวรรต กล่าวถึงเทพยดาทั้งหลายอันมีท้าวมหาพรหมเป็นประธาน
ได้อัญเชิญโพธิสัตว์จุติลงสู่พระครรภ์ของพระนางศิริมหามายา
ปริเฉทที่ 3 คัพภานิกขมนปริวรรต กล่าวถึงพระนางศิริมหามายาประสูติพระราชโอรส
ณ. สวนลุมพินีวันพร้อมด้วยสหชาติทั้ง 7 คือ นางพิมพา (อัครมเหสี) พระอานนท์ (พุทธอุปัฏฐาก)
นายฉันนะ (ผู้นำเสด็จออกผนวช) ม้ากัณฐกะอัศวราช (ม้าที่นำเสด็จออกผนวช) ไม้มหาโพธิ์
(ต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าประทับตรัสรู้) ขุมทองทั้ง 4 และกาฬุทายีอำมาตย์ (ผู้อัญเชิญพระพุทธเจ้า เสด็จโปรดพุทธบิดา)
ปริเฉทที่ 4 ลักขณปริคคาหกปริวรรต กล่าวถึงสิทธัตถะกุมารทรงทำปาฏิหารย์เสด็จขึ้น ไปยืนบนชฎา
ของกาฬเทวิลดาบสหลังประสูติได้ 5 วัน ต่อมาพระราชบิดาได้เชิญพราหมณ์ผู้ทรง วิชา 8 คน
มาทำนายลักษณะของพระกุมาร การทำนายในครั้งนั้นพราหมณ์ 7 คนได้ทำนายเป็นอย่างเดียวกันว่า
หากพระกุมารอยู่ในเพศฆราวาสจะได้เป็นพระมหาจักพรรดิ์แต่หากบรรพชาจะได้ตรัสรู้ เป็นพระศาสดา
มีโกณฑัญญะพราหมณ์ผู้เดียวที่ถวายคำทำนายเป็นอย่างเดียวว่าพระกุมารจะเสด็จ ออกผนวชและได้บรรลุโพธิสมภาณ
ปริเฉทที่ 5 ราชาภิเษกปริวรรต กล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ของพระราชมารดาของ
เจ้าชายสิทธัตถะหลังประสูติได้ 7 วันแล้วได้บังเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิตตามประเพณีของพุทธมารดา
พระเจ้าสุทโธทนะซึ่งตั้งพระทัยจะให้สิทธัตถะกุมารได้เป็นพระมหาจักพรรดิ์จึงบำรุงบำเรอ
ความสุขทุกประการต่อโอรส โดยสร้างปราสาท 3 ฤดูประทานและได้ตรัสขอพระราชธิดาจากพระ
ญาติให้ เมื่อเจ้าชายมีพระชนมายุได้ 16 พรรษาได้ประลองศิลปศาสตร์ให้เป็นที่ประจักต่อพระญาติ
ทั้งหลาย ทั้งหมดจึงพร้อมใจกันยกพระราชธิดารวม 40,000 นางให้เป็นชายา เจ้าชายสิทธัตถะได้
ยกพระนางพิมพาขึ้นเป็นพระอัครมเหสี
ปริเฉทที่ 6 มหาภินิกขมณปริวรรต เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะพระชนมายุได้ 29 พรรษา ได้
เสด็จประพาสอุทยานพบกับคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะที่เทวดานิมิต ทรงสังเวชพระทัยจึง
ตัดสินใจออกผนวชในคืนวันนั้น ก่อนออกผนวชพระองค์ได้เสด็จไปทอดพระเนตรพระราหุล
โอรสที่เพิ่งประสูติและพระนางพิมพาพระชายาแล้วจึงเสด็จพร้อมด้วยนายฉันนะและม้ากัณฐกะ
เมื่อถึงริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราจึงได้ตัดพระเกศาลาเพศฆราวาส พระอินทร์จึงอัญเชิญพระเกศานั้นไป
ประดิษฐานยังเจดีย์จุฬามณีบนดาวดึงส์สวรรค์ ฝ่ายท้าวฆฎิกาพรหมได้นำอัฐบริขารทั้ง 8 มาถวาย
พร้อมทั้งอัญเชิญพระภูษาไปประดิษฐานยังทุสสเจดีย์บนพรหมโลก
ปริเฉทที่ 7 ทุกรกิริยาปริวรรต นายฉันนะและม้ากัณฐกะนำอาภรณ์ของสิทธัตถะกลับ
กรุงกบิลพัสดุ์แต่ม้ากัณฐกะอกแตกตายด้วยความเศร้าก่อนถึงพระนคร
ข้างฝ่ายพระสิทธัตถะได้เข้าศึกษายังสำนักต่างๆแต่ไม่พบหนทางตรัสรู้ จึงเสด็จไปยัง
ตำบลอุรุเวลาพบกับพราหมณ์ทั้ง 5 คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ
พราหมณ์ทั้ง 5 ได้ปรนนิบัติพระองค์ขณะที่ทรงกระทำทุกรกิริยาเป็นเวลา 6 พรรษา แต่ด้วยการ
กระทำที่ตึงจนเกินไปนี้พระอินทร์จึงได้ดีดพิณ 3 สายถวายเพื่อชี้ให้เห็นถึงทางสายกลาง ครั้นเมื่อ
พระพุทธองค์เลิกกระทำทุกรกริยาแล้วพราหมณ์ทั้งหมดจึงละทิ้งพระองค์ไป
ปริเฉทที่ 8 พุทธบูชาปริวรรต กล่าวถึงนางสุชาดาและบริวารได้หุงข้าวมธุปายาสถวาย
ต่อพระสิทธัตถะ หลังจากพระพุทธองค์เสวยแล้วได้ทรงลอยถาดที่ใส่ของถวายพร้อมทั้งตั้งอธิฐาน
จิตหากได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าขอให้ถาดนั้นลอยทวนกระแสน้ำ ถาดนั้นได้ลอยทวนกระแสน้ำ
ตามที่ทรงอธิษฐานราว 80 ศอกจึงจมลงสู่วิมานของพระยานาคราชกระทบกับถาดของพระอดีต
พุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ที่เคยอธิษฐานไว้เช่นเดียวกัน
ปริเฉทที่ 9 มารวิชัยปริวรรต พระยาวัสดีมารได้ยกกองทัพมารมาสำแดงอิทธิฤทธิ์
นานัปการจนเทวดาที่มาเฝ้าแหนชื่นชมบารมีต่างหลบหนีไปสิ้น พระสิทธัตถะจึงเหยียดนิ้วพระ
หัตถ์ลงธรณีเรียกพระแม่ธรณีขึ้นมาเป็นพยานการประกอบทานบารมีของพระองค์ในอดีตชาติ พระ
แม่ธรณีจึงปรากฏเฉพาะพระพักตร์บิดเอาน้ำจากพระโมฬีที่สิทธัตถะเคยหลั่งทักษิโณทกใหลท่วม
จนกองทัพมารแตกพ่ายไป
ปริเฉทที่ 10 อภิสัมโพธิปริวรรต พระสิทธัตถะทรงประทับสมาธิใต้ต้นพระศรีมหา
โพธิ์ในวันเพ็ญเดือน 6 ยามปฐมยาม มัชฌิมยาม และปัจฉิมยาม พิจารณาญาณต่างๆจนตรัสรู้
อริยสัจ 4
ปริเฉทที่ 11 โพธิสัพพัญญูปริวรรต ภายหลังตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระ
พุทธองค์ทรงเสวยวิมุติสุข ณ. สัตตมหาสถานทั้ง 7 แห่ง แห่งละสัปดาห์ ดังนี้
สัปดาห์ที่ 1 ประทับบนรัตนบัลลังก์ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ท่ามกลางเทพยดา
ที่มาชื่นชมบารมี
สัปดาห์ที่ 2 ประทับลืมพระเนตรพิจารณามหาโพธิบัลลังก์ (อนิมิสเจดีย์)
สัปดาห์ที่ 3 ประทับจงกรม
สัปดาห์ที่ 4 ประทับนั่งในเรือนพิจารณาหลักธรรมจนบังเกิดฉัพพรรณรังสี
รอบพระวรกาย
สัปดาห์ที่ 5 ประทับเสวยวิมุติสุขใต้ต้นอัชปาลนิโครธ (ต้นไทร) ในครั้งนี้ธิดา
พระยาวัสดีมารได้เข้ายั่วยวนด้วยกิเลสทั้งปวงแต่พระพุทธองค์ทรงขับไล่จนแตกพ่ายไป
สัปดาห์ที่ 6 ประทับเสวยวิมุติสุขใต้ต้นมุจลินท์ (ต้นจิก) ครั้นประทับอยู่ฝนได้
ตกลงมาอย่างหนัก พระยานาคมุจลินท์จึงขึ้นมาแผ่พังพานปกคลุมพระวรกาย หลังฝนหยุดตกแล้ว
จึงแปลงกายเป็นหนุ่มน้อยถวายอัญชลีต่อพระพุทธองค์
สัปดาห์ที่ 7 ประทับเสวยวิมุติสุขใต้ต้นราชายตนะพฤก พระอินทร์ได้ลงมา
ถวายผลสมออันเป็นทิพย์โอสถ และในสัปดาห์นี้พานิช 2 พี่น้องคือ ตปุสสะและภัลลิกะได้นำ
สตุก้อนและสตุผงมาถวาย พระพุทธองค์ทรงรับสตุนั้นด้วยบาตรที่ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ได้นำมา
ถวายโดยสมานให้เป็นใบเดียว
ปริเฉทที่ 12 พรหมัชเฌสนปริวรรต ท้าวสหัมบดีพรหมและเหล่าเทวดาลงมาอาราธนา
พระพุทธองค์แสดงธรรมโปรดสัตว์ทั้งหลาย
ปริเฉทที่ 13 ธัมมจักกปริวรรต พระพุทธองค์เสด็จสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันในวันขึ้น
15 ค่ำ เดือน 8 ทรงแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีจนบรรลุโพธิญาณ
ปริเฉทที่ 14 ยสบรรพชาปริวรรต กล่าวถึงยสะบุตรของเศรษฐีผู้หนึ่งซึ่งเกิดความเบื่อ
หน่ายในกามคุณ ได้ดำเนินไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวันพบกับพระพุทธองค์ที่กำลังจงกรมอยู่ พระ
พุทธองค์ได้เทศนาอริยสัจ 4 โปรดยสะจนได้ดวงตาเห็นธรรมขอบรรพชาเป็นพระสงฆ์สาวกใน
พุทธศาสนา ฝ่ายบิดาของพระยสะได้ออกตามหาบุตรครั้นเห็นรองเท้าวางอยู่ในที่ประทับของพระ
พุทธองค์จึงเข้าไปอภิวาท พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมโปรดบิดาแห่งพระยสะจนบรรลุโสดาบัน
บิดาของพระยสะจึงประกาศตนเป็นปฐมอุบาสกในพุทธศาสนา
เศรษฐีได้อาราธนาพระพุทธเจ้าและพระยสะเข้าไปฉันอาหารยังเคหะสถาน ครั้งนั้น
พระพุทธเจ้าได้เทศนาโปรดมารดา ภรรยา และเหล่าสหายของพระยสะจนบรรลุโสดาบัน มารดา
และภรรยาของพระยสะจึงประกาศตนเป็นปฐมอุบาสิกาคู่แรก ฝ่ายสหายของพระยสะต่างบรรพชา
เป็นสาวกของพระพุทธองค์
ปริเฉทที่ 15 อุรุเวลคมนปริวรรต กล่าวถึง พระพุทธองค์ทรงโปรดชฎิล 3 พี่น้อง คือ
อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ และคยากัสสปะ ชฎิลทั้ง 3 ล้วนมีทิฐิต่อพระพุทธองค์จึงทรงแสดง
ปาฏิหาริย์ปราบจนทั้ง 3 ยอมแพ้ขออุปสมบทพร้อมด้วยเหล่าบริวาร
ปริเฉทที่ 16 อัครสาวสกบรรพชาปริวรรต ครั้งนั้นอุปติสะกับโกลิตะบุตรพราหมณ์ได้
เลื่อมใสในพุทธศาสนาจึงพากันมาพร้อมด้วยบริวารเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อขออุปสมบท ภายหลัง
อุปสมบทแล้วอุปติสได้นามว่าพระสารีบุตร ส่วนโกลิตะได้นามว่าพระโมคคัลลานะ พระที่บวชใน
คราวนั้นล้วนแต่บรรลุอรหันต์ก่อนทั้งหมด ยกเว้นพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะที่บรรลุใน
ภายหลัง
ปริเฉทที่ 17 กปิลวัตถุคมณปริวรรต เมื่อพุทธบิดาสุทโธทนะทราบข่าวพระพุทธองค์
ทรงตรัสรู้ จึงได้ส่งอำมาตย์พร้อมด้วยบริวารมาอาราธนาทูลเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ถึง
9 ครั้ง เนื่องด้วยอำมาตย์และบริวารเหล่านั้นต่างศรัทธาในพุทธศาสนาขออุปสมบทเสียทุกครั้ง ใน
ครั้งที่ 9 กาฬุทายีอำมาตย์พร้อมบริวารก็ได้อุปสมบทเช่นเดียวกันแต่หลังจากอุปสมบทแล้ว 7 วันได้
ทูลเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์เพื่อโปรดพุทธบิดา พระพุทธองค์ได้ตรัสพระธรรมเทศนา
เรื่องมหาเวสสันดรชาดกประทานพุทธบิดาและเหล่าประยูรญาติ
ปริเฉทที่ 18 พิมพาพิลาปปริวรรต พระนางพิมพาได้ชี้แนะให้พระราหุลโอรส
ทอดพระเนตรพุทธบิดาขณะกำลังบิณฑบาตในกรุงกบิลพัสดุ์ พระเจ้าสุทโธทนะทราบดังนั้นจึงทูล
เชิญพระพุทธเจ้าเข้าบิณฑบาตภายในเคหะสถาน นางพิมพาทรงน้อยพระทัยที่พระพุทธองค์ทอดทิ้ง
จึงไม่ออกมาเข้าเฝ้า พระพุทธองค์จึงแสดงธรรมเทศนาจันทกินรชาดกโปรดนางพิมพาจนบรรลุ
โสดาบัน
ปริเฉทที่ 19 สักยบรรพชาปริวรรต เหล่าประยูรญาติของพระพุทธจ้า ทั้งพระอานนท์
พุทธอนุชา พระราหุลโอรส พระเทวทัตต์และอีกหลายพระองค์ได้ทูลขออุปสมบท ต่อมาพระ
เทวทัตต์คิดร้ายต่อพระพุทธองค์กลิ้งหินลงมาจากเขาคิชกูฏจนข้อพระบาทห้อพระโลหิต อีกทั้งยัง
ปล่อยช้างนาฬาคีรีประทุษร้ายขณะทรงบิณฑบาต ท้ายที่สุดพระเทวทัตต์จึงถูกแผ่นดินสูบจม
หายไป
ปริเฉทที่ 20 เมตตไตยพยากรณ์ปริวรรต พระเมตไตยโพธิสัตว์ซึ่งถือกำเนิดเป็นโอรส
ของพระเจ้าอชาตศัตูมีนามว่าอชิตกุมาร ต่อมาได้อุปสมบทและได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าว่า
จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป
ปริเฉทที่ 21 พุทธปิตุนิพพานปริวรรต ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าทราบว่าพุทธบิดาประชวร
หนักจึงเสด็จไปเยี่ยมและแสดงธรรมถวายจนบรรลุอรหันต์ก่อนนิพพาน ต่อมาพระพุทธองค์ทรงมี
พุทธานุญาติให้สตรีสามารถอุปสมบทเป็นภิกษุณีได้จากการทูลอ้อนวอนขอของพระอานนท์
ปริเฉทที่ 22 ยมกปาฎิหารย์ปรวรรต เศรษฐีแห่งกรุงราชคฤห์ได้ประกาศท้าให้พระ
ผู้สำเร็จอรหันต์เหาะขึ้นไปเอาบาตรที่แขวนอยู่บนยอดไม้ พวกเดียรถีย์ได้ขันอาสาแต่ไม่สามารถ
เหาะได้ พระบิณโฑลภารทวาชและพระโมคคัลลานะจึงได้แสดงปาฏิหาริย์เหาะนำบาตรนั้นลงมา
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงทรงห้ามปรามไม่ให้ภิกษุสงฆ์แสดงปาฏิหารย์อีกต่อไป
ฝ่ายเดียรถีย์ซึ่งเหาะไม่ได้แต่ได้พูดโอ้อวดตนไม่ลดละ พระพุทธเจ้าจึงตรัสจะกระทำ
ปาฏิหาริย์ให้ประจักษ์ในวันเพ็ญเดือน 8 ใต้ต้นมะม่วง ณ. กรุงสาวัตถี เมื่อถึงกำหนดพระพุทธองค์
จึงเสด็จจงกรมกระทำยมกปาฏิหาริย์ปราบเหล่าเดียรถีย์จนหลบหนีไป
ปริเฉทที่ 23 เทศนาปริวรรต พระพุทธองค์เสด็จขึ้นไปยังดาวดึงส์สวรรค์เพื่อรอพระ
อินทร์อัญเชิญพุทธมารดาลงมาจากสวรรค์ชั้นดุสิต แล้วจึงแสดงธรรมเรื่องสัตตปกรณาภิธรรม
โปรดพุทธมารดาจนบรรลุโสดาบัน
ปริเฉทที่ 24 เทโวโรหนปริวรรต พระพุทธองค์ทรงจำพรรษาบนดาวดึงส์สวรรค์เป็น
เวลา 3 เดือนจึงเสด็จลง ในครั้งนั้นพระอินทร์ได้เนรมิตบันไดเงิน บันไดทอง และบันไดแก้วพาด
จากยอดเขาพระสุเมรุลงสู่เมืองสังกัสสะ และเสด็จพร้อมด้วยพระพรหมและเทวดาทั้งหลายมาส่ง
เสด็จ
ปริเฉทที่ 25 อัครสาวกนิพพานปริวรรต ในพรรษาที่ 45 ของพระพุทธองค์ พระ
สารีบุตรได้กราบลากลับบ้านเกิดเพื่อเยี่ยมเยียนพระมารดาและทูลขอนิพพาน ฝ่ายพระโมคคัลลานะ
ได้ประสบกรรมเก่าถูกพวกโจรทุบตีจนกระดูกแหลกจึงทูลลานิพพานต่อพระพุทธองค์เช่นเดียวกัน
ปริเฉทที่ 26 มหาปรินิพพานปริวรรต เมื่อพระพุทธองค์มีพระชนม์ 80 พรรษา พระ
ยาวัสดีมารได้ทูลอาราธนาให้เสด็จสู่นิพพาน พระพุทธองค์ตรัสรับนิพพานนั้น เมื่อครบกำหนด 3
เดือนจึงเสด็จนิพพาน ณ. กรุงกุสินาราในวันเพ็ญเดือน 6
ปริเฉทที่ 27 ธาตุวิภัชนน์ปริวรรต ในวาระที่ถวายเพลิงพระศพของพระพุทธองค์ไม่
สามารถจุดไฟให้ติดได้ จนกระทั่งพระมหากัสสปะได้มากราบพระบาทไฟจึงจุดติด หลังถวาย
เพลิงพระศพแล้ว โทณพราหมณ์ทำหน้าที่แบ่งพระธาตุให้กับกษัตริย์ทั้งหลายแต่ตนเองกลับ
ซุกซ่อนพระเขี้ยวแก้วเบื้องขวาไว้ที่มวยผม พระอินทร์จึงลอบหยิบพระเขี้ยวแก้วนั้นอัญเชิญไป
บรรจุไว้ในพระจุฬามณีเจดีย์บนดาวดึงส์สวรรค์ซึ่งบรรจุพระเกษาของพระพุทธองค์ครั้งทรงผนวช
ปริเฉทที่ 28 มารพันธปริวรรต พระมหากัสสปะเกรงว่าพระสารีริกธาตุจะมีอันตรายจึง
ปรึกษากับพระเจ้าอชาตศรัตรูสร้างเจดีย์ครอบไว้ หลังจากนั้นอีก 218 ปี พระเจ้าอโศกมหาราชจึง
ได้รื้อสถูปและนำพระธาตุนั้นแจกจ่ายไปประดิษฐานตามเมืองต่างๆพร้อมทั้งสร้างเจดีย์บรรจุพระ
บรมสารีริกธาตุส่วนที่เหลือ พระยาวัสดีมารจะเข้าทำลายพิธีเหล่าภิกษุสงฆ์จึงอัญเชิญพระอุปคุปต์
มาปราบปราม
ปริเฉทที่ 29 ธาตุอันตรธานปริวรรต กล่าวถึงการเสื่อมสูญของพุทธศาสนาอันเกิดจาก
สาเหตุ 5 ประการ คือ
1. ภิกษุทั้งหลายขัดสนด้วยจตุปัจจัย พระไตรปิฎกไม่มีใครเรียนรู้
2. ภิกษุเกิดความเหนื่อยหน่ายที่จะรักษาศีลให้บริสุทธิ์
3. เมื่อการปฏิบัติเสื่อมลงจะไม่มีผู้ใดบรรลุโสดาบัน
4. เมื่อภิกษุเสื่อมสูญมารยาท ผู้คนสิ้นความเลื่อมใสต้องหันไปประกอบอาชีพ
อื่น
5. เมื่อความศรัทธาเสื่อมถอยไปหมดไม่มีใครบูชาพระธาตุที่ประดิษฐานใน
สถูปเจดีย์ต่างๆ
29 ปริเฉท อย่างย่อ
:ที่มาจากมหาลัยศิลปากร
การอ้างอิง