ค้นหา ค้นรูป แผนที่ YouTube Gmail ไดรฟ์ ปฏิทิน แปลภาษา อื่นๆ »
ลงชื่อเข้าสู่ระบบ
ขอขอบคุณที่ใช้ กูรู ในวันที่ 23 มิถุนายน 2014 กูรู จะกลายเป็นบริการแบบอ่านอย่างเดียว หลังจากวันที่ 23 มิถุนายน 2014 คำถามทั้งหมดที่มีการตอบจะเปิดให้ผู้คนสามารถค้นหาและเรียกดูได้ แต่จะไม่รับคำถาม คำตอบใหม่ หรือกิจกรรมการเขียนอื่นๆ ของผู้ใช้อีก.. โปรดอ่านคำถามที่พบบ่อยสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
กูรู
ป้ายกำกับยอดนิยม
ความรู้สึก (256077)
คอมพิวเตอร์ (158436)
การศึกษา (153978)
สังคม (54456)
สุขภาพ (44603)
เกมส์ (41321)
ชอปปิ้ง (19134)
บันเทิง (17229)
สถานที่ (16144)
ไลฟ์สไตล์ (15950)
เครือข่าย (10418)
ธุรกิจ (9554)
การท่องเที่ยว (8742)
กีฬา (7355)
การแพทย์ (5519)
แผนกเรียน (4931)
ผลิตภัณฑ์ดิจิตอล (4384)
ดูทั้งหมด
9/12/53
อาหารที่ไม่ควรรับประทาน
กุมารเวช
เลี้ยงดูเด็ก
1. ไข่ดองเยี่ยว ม้านั้นมีวัตถุประสงค์ที่จะเก็บไข่ใว้กินนานๆและก็เก็บได้นานเป็นปี เขาทำได้ด้วยการเอาไข่มาหมักหรือแช่ในน้ำด่างที่มีค่าความเป็นด่างสูงจึงทำให้ไข่ขาวมีลักษณะเป้นวุ้นส่วนสีดำได้มาจากใบชาการทำไขเยี่ยวม้าที่ถูกต้องนั้นเขาใช้ปูนขาว เกลือ โซดาแอช และสังกระสีออกไซด์ จะไม่ให้ใช้สารประกอบที่มีตะกั่วเลย(เยี่ยวม้าหรือเยี่ยวมนุษย์ก็ไม่ให้ใช้)

เมื่อได้ไข่เยี่ยวม้ามาแล้วเขาต้องทาสีด้วยปูนแดงเพื่อให้เก็บได้นาน ก็มีผู้ผลิตหัวใสใช้สีก่อสร้างทาที่ไข่เลยจะได้ติดทนและสีสวยกว่าทาปูนแดง โดยที่เขาไม่รู้ว่าในสีนั้นมีสารตะกั่วซึ่งเป็นโลหะหนักผสมอยู่ด้วยแล้วก็มีบางรายไม่ใช้สีแดง ใช้สีฟ้า สีเขียวก็มี แล้วเจ้าสารตะกั่วในสีนี้ก็จะซึมเข้าไปในไข่ได้ จนกระทรวงสาธารณะสุข ต้องออกประกาศ ควบคุมการผลิต ไข่เยี่ยวม้าอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ปี2544โดยห้ามมีสารตะกั่วเกิน 80 ไมโครกรัมในเลือด100ซีซี.

ตะกัวเป็นโลหะหนัก โลหะอะไรก็ตามถ้าหนักกว่าน้ำเกิน 5เท่าเขาจัดให้เป็นโลหะหนัก เช่น ปรอท ตะกั่ว นิเคิล แคทเมียมฯลฯ โลหะหนักพวกนี้เมื่อเข้าไปในร่างกายของเรา ร่างกายก็จะขับออกมาได้น้อย มันเลยสะสมในตัวของเรามากขึ้นๆ(ถ้ากิน หายใจ หรือซึมเข้าตามผิว บ่อยๆ)ถ้าสะสมมากๆเข้าก็จะทำลายระบบประสาทและสมองแบบเดียวกับคนที่ได้รับสารปรอทมากๆ

สรุป ตอนนี้การผลิดไข่เยี่ยวม้าจะมีการควบคุมดูแลการผลิตอย่างใกล้ชิดจากกระทรวงสาธารณสุขแล้วก็น่าจะปลอดภัยกินได้ทุกวันถ้าชอบ

2. เนื้อสัตว์ย่าง นักโภชนาการเอลิซาเบธ ชาอับ แห่งศูนย์แพทย์ท้องถิ่นเบย์เลอร์ เมืองปลาโน ของสหรัฐฯ บอกอย่างหนักแน่นว่า การกินเนื้อย่างบ่อยๆ จะทำให้เป็นมะเร็งง่ายขึ้น “แม้ว่าการปิ้งย่างเนื้อ จะเป็นวิธีปรุงอาหารที่ทำให้มีไขมันน้อย แต่เราควรจะรู้ว่า หากกินบ่อยๆจะเสี่ยงกับการเป็นมะเร็ง” และกล่าวว่าการกินเนื้อย่างที่เยิ้มไปด้วยน้ำมัน โดยเฉพาะที่เกรียมไหม้ น่าจะมีสารก่อมะเร็งติดอยู่ด้วย

“เมื่อเราปิ้งหรือย่างเนื้อ จะมีไขมันหยดลงไปถูกถ่านที่กำลังร้อนระอุ และพอไขมันถูกกับอุณหภูมิสูงๆ มันจะเกิดเป็นสารก่อมะเร็ง และควันที่เกิดขึ้นยังจะพาสารนั้นลอยกลับมาโดนเนื้อเข้าอีก ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อร่างกายของเรา”

เขายังสอนวิธีที่จะปิ้งหรือย่างเนื้ออย่างปลอดภัย ก็คืออย่าให้มันไหม้หรือย่างโดยตรงเท่านั้น การปรุงอาหารด้วยไฟอ่อนนานๆก็เป็นทางออกที่ดีที่สุดนอกจากนั้น วิธีที่จะลดการเกิดสารก่อมะเร็ง ก็อาจจะหาทางปิ้งหรือย่างอาหารให้น้อยที่สุด โดยทำให้เนื้อสุกก่อน ด้วยเตาอบหรือเตาไมโครเวฟ แล้วค่อยเอาไปปิ้งย่างเพื่อทำให้มันกรอบและมีรสชาติขึ้น ก็เป็นวิธีที่ฉลาด “การป้องกันไม่ให้ไขมันหยดลงไปโดนถ่าน ก็ช่วยลดการเกิดของสารก่อมะเร็งลงเช่นกัน”

นักโภชนาการยังได้ออกตัวว่า การปิ้งหรือย่างอาหารที่อาจก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งนั้นจะเป็นกับเนื้อสัตว์เท่านั้น ไม่ได้เป็นกับอาหารอื่นด้วย “เราไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดมีมัน เมื่อเราปิ้งหรือย่างผักและผลไม้ และอันที่จริงแล้วกลับยิ่งทำให้มันดีขึ้นด้วยซ้ำ”.

3. บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป  ใครที่ชอบทานบะหมี่สำเร็จรูปเป็นประจำ ทราบหรือไม่ว่า บะหมี่สำเร็จรูปมีโทษต่อร่างกายอย่างไรบ้าง วันนี้เกร็ดความรู้มีโทษของบะหมี่สำเร็จรูปมาบอกกัน...  ส่วนประกอบของ บะหมี่สำเร็จรูป

ส่วนใหญ่เป็นแป้งสาลีถึง 60-70% ส่วน 15-20% เป็นไขมัน (อยู่ในเครื่องปรุง) ที่เหลืออีก 5-6% เป็นเกลือและผงชูรสล้วน ๆ  เพราะฉะนั้นถ้าทานบะหมี่สำเร็จรูปมากกว่า 1 ซองต่อวัน  ร่างกายก็จะได้รับปริมาณโซเดียมเกินความต้องการถึง 50-100%  ซึ่งเป็นอันตรายต่อไต  และยังจะทำให้ความ ดันโลหิตสูงอีกด้วย
คำตอบ (4)
จัดเรียงตาม: คะแนน | เวลา
เกิดข้อผิดพลาดขณะโหลดคำตอบ โปรดลองอีกครั้ง
คำตอบบางข้อถูกนำออกออกจากการแสดงผลของคุณ
โหวต
7
การดู
2686
ติดตาม
1
x
©2014 Google - ข้อกำหนด - นโยบายเนื้อหา - ความเป็นส่วนตัว