ค้นหา ค้นรูป แผนที่ YouTube Gmail ไดรฟ์ ปฏิทิน แปลภาษา อื่นๆ »
ลงชื่อเข้าสู่ระบบ
ขอขอบคุณที่ใช้ กูรู ในวันที่ 23 มิถุนายน 2014 กูรู จะกลายเป็นบริการแบบอ่านอย่างเดียว หลังจากวันที่ 23 มิถุนายน 2014 คำถามทั้งหมดที่มีการตอบจะเปิดให้ผู้คนสามารถค้นหาและเรียกดูได้ แต่จะไม่รับคำถาม คำตอบใหม่ หรือกิจกรรมการเขียนอื่นๆ ของผู้ใช้อีก.. โปรดอ่านคำถามที่พบบ่อยสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
กูรู
ป้ายกำกับยอดนิยม
ความรู้สึก (256169)
คอมพิวเตอร์ (158463)
การศึกษา (154015)
สังคม (54465)
สุขภาพ (44614)
เกมส์ (41327)
ชอปปิ้ง (19143)
บันเทิง (17229)
สถานที่ (16148)
ไลฟ์สไตล์ (15951)
เครือข่าย (10420)
ธุรกิจ (9555)
การท่องเที่ยว (8743)
กีฬา (7357)
การแพทย์ (5519)
แผนกเรียน (4931)
ผลิตภัณฑ์ดิจิตอล (4385)
ดูทั้งหมด
ความเห็นของผมถูกต้องไหมครับ? กรรมฐานสังเขปและแนวทางปฏิบัติวิปัสสนา/พระอาจารย์ใหญ่ อัคคมหาบัณฑิต ภัททันตโสภณมหาเถระ
ความรัก
บันเทิง
ศาสนา
ธรรมะ
สุขภาพจิต
เรียนถามอาจารย์ LoGaRiThmLogiS1

ความเห็นของผมถูกต้องไหมครับ? กรรมฐานสังเขปและแนวทางปฏิบัติวิปัสสนา/พระอาจารย์ใหญ่ อัคคมหาบัณฑิต ภัททันตโสภณมหาเถระ
ปล: ความเห็นของผม อยู่ใน *** *** ครับ อาจารย์
__________________________

กรรมฐานสังเขป และ แนวทางปฏิบัติวิปัสสนา

พระอาจารย์ใหญ่ อัคคมหาบัณฑิต ภัททันตโสภณมหาเถระ มหาสีสยาดอร์
และ
พระอาจารย์ ดร.ภัททันตะ อาสภมหาเถระ อัคคมหากัมมัฏธานาจริยะ วัดภัททันตะอาสภาราม จ.ชลบุรี

__________________________

กรรมฐานสังเขป

โดย...พระอารย์ใหญ่ อัคคมหาบัณฑิต ภัททันตโสภณมหาเถระ มหาสีสยาดอร์
(นครย่างกุ้ง ประเทศพม่า)

แปลไทยโดย...
    สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภหาเถระ)
       อธิบดีสงฆ์ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์
(ท่าพระจันทร์ กรุงเทพมหานคร)

กรรมฐานสังเขป
“นมต.ถุ รตนต.ตยส.ส”
โดย...พระอารย์ใหญ่ อัคคมหาบัณฑิต ภัททันตโสภณมหาเถระ มหาสีสยาดอร์

ถาม   ชาวพุทธปฏิบัติกรรมฐาน เพื่อประโยชน์อะไร?
ตอบ   ชาวพุทธปฏิบัติกรรมฐาน เพื่อให้บรรลุถึงซึ่งพระนิพพานอันเป็นที่พ้นจากชราทุกข์ มรณทุกข์ เป็นต้น
    อธิบายว่า คนทั้งหลายในโลกนี้อยากได้ความสุขเป็นนิจไม่อยากได้ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ เป็นต้น แต่ว่าไม่ได้สมความปราถนา บางทีได้ชราทุกข์คือความแก่บางทีได้พยาธิทุกข์คือความเจ็บ บางทีได้โสกะคือความเศร้าโศก บางทีได้ปริเทวะคือร้องไห้ บางทีได้กายิกทุกข์คือทุกข์ทางกาย บางทีได้เจตสิกทุกข์คือทุกข์ทางใจ
***เพิ่งรู้ครับว่า เจตสิกทุกข์คือทุกข์ทางใจ 555***
แล้วก็ได้ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ เป็นต้น ต่อไปอีกไม่รู้จักจบสิ้น ฉะนั้น คนทั้งหลายในชาตินี้ก็ดี ในชาติต่อๆ ไปก็ดี ย่อมเสวยทุกข์อยู่ร่ำไป

ถาม   คนทั้งหลาย ทำไมจึงเสวยทุกข์อยู่ร่ำไป?
ตอบ   คนทั้งหลาย ถ้ายังมีภพใหม่ คือยังเกิดอยู่ตราบใด ย่อมจะได้เสวยชราทุกข์พยาธิทุกข์มรณทุกข์ร่ำไปอยู่ตราบนั้น ถ้าไม่มีภพใหม่ ทุกข์ทั้งหลายคือชราทุกข์พยาธิทุกข์มรณทุกข์เป็นต้น ก็ย่อมไม่มี ฉะนั้น โยคีบุคคลทั้งหลายถ้าปราถนาจะพ้นจากทุกข์ทั้งปวงก็ต้องพยายามไม่ให้เกิดในภพใหม่อีก
***พระนิพพานอยู่เหนือนามและรูป จึงมีอำนาจเหนือทุกภพภูมิและทุกจักรวาล***
***พระนิพพานเจ๋งกว่าพระอรหันต์ที่ยังไม่ทรงปรินิพพาน เนื่องจากจะมีแต่ กุศลจิต และกุศลวิบาก จึงเป็นสุขอย่างยิ่ง = ตรัสรู้ยังรับอกุศลวิบากจากอกุศลจิตในอดีตได้ แต่เมื่อปรินิพพานจะมีแต่กุศลจิต และกุศลวิบาก จึงมีแต่ความสุข = นิพพานัง ปรมัง สุขัง***

ถาม   ทำไมจึงมีภพใหม่?
ตอบ   ถ้ามีตัณหาคือความรักในภพอยู่ ภพใหม่ย่อมมีคือเกิดอีกถ้าไม่มีตัณหาภพใหม่ก็ไม่มี ฉะนั้น โยคีบุคคลทั้งหลาย ถ้าไม่อยากให้มีภพใหม่ต้องพยายามประหารตัณหาทั้งหลายให้หมดสิ้น
***กามตัณหา=ความพอใจในความมี เกิดกับสัตว์ใน3โลกคือเทวดาภูมิ+มนุสสภูมิ+อบายภูมิ
***ภวตัณหา=ความพอใจในความเป็น เกิดกับสัตว์ในระดับรูปพรหม(รูปพรหมคือผู้ที่ได้รูปฌาน)และอรูปพรหม(อรูปพรหมคือผู้ที่ได้อรูปฌาน)***

เหตุให้เกิดตัณหานั้น มี 2 ประการ คือ
1. ไม่เห็นโทษของรูปของนาม
2. ไม่เห็นสภาวะที่พ้นจากรูปนามคือพระนิพพาน ไม่เห็นคุณค่าหรือความสำคัญของการหลุดพ้นจาก รูป นาม คือพระนิพพาน เหตุ 2 ประการนี้ เป็นเหตุให้ตัณหาเกิดถ้าเหตุ 2 ประการนี้ไม่มีแล้ว ตัณหาก็จะเกิดมีไม่ได้อุปมาเหมือนคนเมืองหนึ่ง ถ้าบ้านเมืองของเขาทุรกันดารข้าวยากหมากแพงและมีภัยอันตรายมาก แต่เขาไม่เห็นโทษในบ้านเมืองของตน และไม่เคยรู้จักบ้านเมืองอื่น ซึ่งมีความสุขสมบูรณ์ทุกอย่างและไม่มีภัยอันตรายใดๆ เขาย่อมไม่อยากจะไปจากบ้านเมืองของเขา แต่ถ้าเขาเห็นโทษในบ้านเมืองของเขา และได้รู้จักบ้านเมืองอื่นที่มีความสุขสมบูรณ์ทุกอย่างและไม่มีภัย อันตรายใดๆ เขาจะไม่ ติดใจในบ้านเมืองเขาเลย เขาจะย้ายจากบ้านเมืองของเขาไปอยู่บ้านเมืองอื่น โดยไม่เสียดาบอาลัยบ้านเมืองเก่า ฉันใด อุปมัย ก็ฉันนั้น

ฉะนั้น โยคีบุคคล เมื่อใคร่จะพ้นจากตัณหานั้น ต้องรู้โทษของรูปนามและรู้คุณค่าของความดับทุกข์ คือพระนิพพาน ถ้าพยายามปฏิบัติกรรมฐานความรู้ทั้ง 2 ประการนี้ จะมีบริบูรณ์ขึ้นได้แล้วจะมีแต่ความอยากหลุดพ้นจากชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ เป็นต้น ถ่ายเดียว ถ้าปรารถนานิพพานเพื่อต้องการดับทุกข์ทั้งหลาย มีชราพยาธิมรณาทุกข์เป็นต้น ต้องพยายามปฏิบัติกรรมฐานดังจะแสดงโดยสังเขปต่อไป :-
แสดงผลการสำรวจ ซ่อนผลการสำรวจ
ลงคะแนน
บันทึก #1 8 ธ.ค. 2555 02:59:47
กรรมฐานนั้น มี 2 อย่าง คือ
1. สมถกรรมฐาน
2. วิปัสสนากรรมฐาน

อานิสงส์สมถกรรมฐาน มี 2 อย่าง คือ
1. สมาบัติ 8
2. อภิญญา 5

สมาบัติ 8 คือ
1. รูปฌานสมาบัติ 4
2. อรูปฌานสมาบัติ 4

อภิญญา 5 คือ
1. อิท.ธิวิธิ   สำแดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ เช่นคนเดียวเนรมิตเป็นหลายร้อยหลายพันคนเป็นต้น
2. ทิพ.พโสต   มีหูทิพย์ เหมือนเทวดาและพรหม
3. ปรจิต.ตวิชานน   รู้จักจิตใจผู้อื่น
4. ปุพ.เพนิวาสานุส.สติ   ระลึกชาติก่อนๆ ได้
5. ทิพ.พจก.ขุ   มีตาทิพย์ เหมือนเทวดา และพรหม
    อานิสงส์ของสมถกรรมฐานนี้ ไม่พ้นจากชราทุกข์พยาธิทุกข์มรณทุกข์เป็นต้นได้ บุคคลผู้ได้ฌานเมื่อเวลาจุติตายแล้ว ถ้าไม่เสื่อมจากฌาน ย่อมเกิดในพรหมโลกดำรงอยู่ตลอดอายุขัยของตน หลังจากสิ้นอายุขัยนั้นแล้ว อาจจุติมาเกิดในมนุสสภูมิเป็นต้นอีก สัตว์ทั้งหลายในภูมิทั้งหมดนี้ ต้องประสบ ชราทุกข์พยาธิทุกข์มรณทุกข์เป็นต้นถ้ากรรมไม่ดี ย่อมให้เกิดในอบายภูมิทั้ง 5 แล้วย่อมได้ประสบอบายทุกข์อย่างร้ายแรงก็มี
***เพิ่งได้ยินศัพท์นี้เป็นครั้งแรกครับ อบายทุกข์ ถึงว่า สัตว์ทั้งหลายจึงมีความทุกข์มากกว่ามนุษย์มากมายนัก***

ฉะนั้น สมถกรรมฐานล้วนๆ จะให้พ้นจากชราทุกข์พยาธิทุกข์มรณทุกข์เป็นต้นไม่ได้

อานิสงส์วิปัสสนากรรมฐานนั้น ได้แก่ การพ้นจากชราทุกข์พยาธิทุกข์มรณทุกข์เป็นต้น คือได้บรรลุพระนิพพาน

การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน มี 2 ประการ คือ
1. ปฏิบัติมีสมถะเป็นบาทเบื้องต้น
2. ปฏิบัติวิปัสสนาล้วนๆ

วิธีปฏิบัติสมถกรรมฐานสังเขป
กสิณกรรมฐาน 10
    ในสมถกรรมฐาน 40 นั้น สำหรับปถวีกสิณ มีวิธีปฏิบัติดังนี้ :-
ในสมถกรรมฐาน 40 นั้น สำหรับปถวีกสิณ มีวิธีปฏิบัติดังนี้ :-
เอาปถวีคือดินธรรมดามาทำเป็นวงกลม แล้วเพ่งดูด้วยตา บริกรรมว่า ดินๆ ดังนี้ตลอดไป โดยเอาใจไปติดอยู่กับดินกสิณนั้น เมื่อบริกรรมไปนานๆ แล้ว หลังจากนั้นกสิณนิมิตก็ปรากฏขึ้นทางใจ เมื่อหลับตาก็เห็นปรากฏเช่นเดียวกับลืมตา ถ้าจิตสันดานของโยคีบุคคลเห็นอารมณ์อย่างนี้ เรียกว่า อุคคหนิมิต เมื่ออุคคหนิมิตปรากฏเช่นนี้แล้ว จะไปอยู่ที่ใหน ในอิริยาบถใด ก็จะปรากฏอยู่อย่างนั้น แล้วให้กำหนดอุคคหนิมิตนั้นบ่อยๆ ต่อไป
เมื่อกำหนดอุคคหนิมิตอยู่นั้น จิตอาจไปรับอารมณ์อื่นๆ
บางทีจิตคิดไปในอารมณ์ที่ชอบใจ เรียกว่า กามฉันทนิวรณ์
บางทีจิตคิดไปในอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ เรียกว่า พยาบาทนิวรณ์
บางทีจิตท้อถอยจากอารมณ์ เรียกว่า ถีนมิทธนิวรณ์
บางทีจิตฟุ้งซ่านและรำคาญใจ คือคิดถึงอารมณ์เก่าเกิดความร้อนใจขึ้น เรียกว่า อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์
บางทีสงสัยในการปฏิบัติว่า ถูกหรือไม่หนอ จะได้ผลหรือไม่หนอ เรียกว่า วิจิกิจฉานิวรณ์
***เป็นการอธิบายนิวรณ์5(นิวรณ์5จะถูกกำจัดหมดไปเมื่อจิตถึงระดับฌาน1 ตามอ้างอิง1: ครับ) ได้ดีที่สุดและนำมาใช้ได้จริงในทางปฏิบัติที่สุด เท่าที่ผมเคยอ่านมาเลยครับ***
***อ.สุจินต์เคยสอนว่า มี อกุศลฌาน(นั่นคือมีอกุศลรูปพรหม หรืออกุศลอรูปพรหม ด้วยเหรอครับ ... จินตนาการมะออกเจงๆครับ) ด้วย แต่เมื่อมองจากนิวรณ์5แล้ว “ถีนมิทธนิวรณ์+อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์” น่าจะไม่ปล่อยให้อกุศลฌานเกิดขึ้นได้ นั่นคือ อ.สุจินต์สอนผิดใช่ไหมครับ***

    ถ้านิวรณ์ปรากฏขึ้น ต้องพยายามกำจัดอารมณ์นิวรณ์นั้นให้หายไปด้วยการกำหนดเสียก่อน ภายหลังจึงกำหนดอุคคหนิมิตกสิณอารมณ์เก่าอีกต่อไป ถ้าอุคคหนิมิตนั้นหายไป ต้องไปหาที่ปถวีกสิณเดิมอีก แล้วเพ่งดูด้วยตาก่อนแล้วก็เพ่งบริกรรมเช่นเดียวกับเมื่อก่อน ถ้าอุคคหนิมิตใหม่ปรากฏขึ้นแล้ว ต้องการจะกำหนดที่ใหน ที่อิริยาบถใดก็ได้แล้วแต่จะสะดวก แล้วให้กำหนดบ่อยๆ ตลอดไป ถ้ากำหนดบ่อยๆ มากเข้า กสิณนิมิตจะไม่เหมือนกับนิมิตเก่า นิมิตนั้นจะปรากฏผ่องใสและมีแสงสว่าง นิมิตเช่นนี้ เรียกว่า ปฏิภาคนิมิต
    ถ้าปฏิภาคนิมิตปรากฏขึ้นแล้วเช่นนี้ จิตของโยคีบุคคลก็ปราศจากนิวรณ์ เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ในปฏิภาคนิมิตนั้นเป็นนิจ เรยกว่า อุปจารสมาธิ
    ครั้นจิตตั้งมั่นอยู่ในปฏิภาคนิมิตอารมณ์นานๆ อุจารสมาธิแก่ขึ้นแล้ว จิตของพระโยคีบุคคลจะปรากฏคล้ายๆ กับเข้าไปในปฏิภาคนิมิตอารมณ์นั้น เรียกว่า อัปปนาสมาธิ
บันทึก #2 8 ธ.ค. 2555 03:04:32
อัปปนา มี 4 ประการ คือ
1. ปฐมฌาน
2. ทุติยฌาน
3. ตติยฌาน
4. จตุตถฌาน

ในฌาน 4 นั้น ปฐมฌานมีองค์ 5 คือ
1. วิตก   คิดอารมณ์
2. วิจาร   พิจารณาอารมณ์
3. ปีติ   พอใจในอารมณ์
4. สุข   สภาวะที่เสวยความสุข
5. เอกคคตา   จิตตั้งอยู่ในอารมณ์เดียว

ปฐมฌานลาภีบุคคล คือบุคคลผู้ได้สำเร็จปฐมฌาน พิจารณาเห็นโทษวิตกและวิจารว่ายังเป็นของหยาบอยู่ แล้วพยายามละวิตกและวิจารนั้นด้วยการภาวนาต่อไป ก็จะได้เข้าถึงซึ่งทุติยฌาน
***จิตถึงฌาน1 จะพยายามละวิตกและวิจาร เช่นวิตกวิจารในเรื่องราวธรรมารมณ์ต่างๆ, เรื่องราวของรูปฌานหรือรูปพรหมเองด้วย ใช่ไหมครับ***

ทุติยฌานมีองค์ 3 คือ
1. ปีติ
2. สุข
3. เอกัคคตา
    ทุติยฌานลาภีบุคคล พิจารณาเห็นโทษของปีติว่าไม่ละเอียด แล้วพยายามละปีติด้วยการภาวนาให้ยิ่งขึ้นไป

จตุตถฌานมีองค์ 2 คือ
1. อุเบกขา
2. เอกัคคตา
    ตามที่ได้กล่าวมานี้ เรียกว่า ฌานอัปปนาสมาธิในปถวีกสิณนี้

อสุภ 10
ผู้ปฏิบัติจะได้เพียงปฐมฌานอย่างเดียว

อนุสสติ 10
ในอนุสสติ 10 นั้น กายคตาสติกรรมฐานให้สำเร็จเพียงปฐมฌานอย่างเดียว กรรมฐาน 10 อย่าง คือ
1. พุทธานุสสติ
2. ธัมมานุสสติ
3. สังฆานุสสติ
4. สีลานุสสติ
5. จาคานุสสติ
6. เทวตานุสสติ
7. อุปสมานุสสติ
8. มรณานุสสติ
9. อาหาเรปฏิกูลสัญญา
10. จตุธาตุววัตถาน
ให้สำเร็จเพียงอุปจารสมาธิเท่านั้น
***การระลึกถึงพระเยซูคือ อนุสสติ10\เทวตานุสสติ ครับ ซึ่งทำให้จิตเราเป็นอุปจารสมาธิ ตายไปก็เป็นเทวดาอยู่กับพระเยซูนั่นเอง แต่ถ้าฝึกกายคตาสติกรรมฐานซึ่งได้ปฐมฌาน ตายไปก็เป็นรูปพรหมครับ เจ๋งกว่าเทวดาอีก***
***ยืมจมูกคนอื่นมาหายใจ ไม่เจ๋งเท่าหายใจได้เองนะครับ เหมือนดั่งที่เรานับถือเทวดาเช่นพระเยซูเราก็จะได้เป็นเพียงเทวดาเท่านั่น แต่ถ้าเราฝึกจิตให้ถึงฌาน1(ปฐมฌาน) นั่นจะทำให้เราเป็นพระพรหมซึ่งเก่งกว่าเทวดาครับ ***
***หลวงปู่ฤาษีลิงดำทรงสอนว่า ถ้าทรงฌาน1ขึ้นไปขณะตาย จะเกิดเป็นพระพรหมเลย แต่ถ้าจิตถึงฌาน1แล้วแต่ขณะตายไม่ได้ทรงฌาน ก็จะเกิดเป็นเทวดาก่อน แล้วไปทรงฌานขณะที่เป็นเทวดา แล้วค่อย Upgradeเป็นพระพรหมครับ***

พรหมวิหาร 4
    ในพรหมวิหาร 4 นั้น พรหมวิหาร 3 คือ เมตตา, กรุณา, มุทิตา ให้สำเร็จปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน เมื่อฌานลาภีบุคคล ได้สำเร็จตติยฌานแล้ว เจริญอุเบกขากรรมฐานต่อไป ก็จะได้ถึงซึ่งจตุตถฌาน
    โยคีบุคคล ถ้าเจริญกสิณกกรมฐาน จะได้ถึงซึ่งรูปฌานทั้ง 4 แล้ว เจริญอรูปกรรมฐานทั้ง 4 ต่อไป ก็จะได้ถึงซึ่งอรูปฌานทั้ง 4 ตามลำดับ

อานาปานสติกรรมฐาน
...เมื่อปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้นแล้ว สมาธิเรียกว่า อุปจารสมาธิ เมื่อได้อุปจารสมาธิแล้วจงพยายมปฏิบัติต่อไป ก็จะถึงซึ่งอัปปนาฌานสมาธิ 4 คือ ปฐมฌาน, ทุติยฌาน, ตติยฌานจตุตถฌาน โดยลำดับ
***นั่นคืออานาปานสติกรรมฐานให้ถึงฌาน4 แล้วถ้าเจริญอรูปกรรมฐานก็ให้ถึงอรูปฌาน4หรือฌาน8 เนอะครับ***

    อธิบายวิธีปฏิบัติสมถกรรมฐานสังเขปยุติเพียงนี้.

________________________________________

อ้างอิง1: มารู้จักกับคำว่า"สมาธิ"กันดีกว่า
http://www.wattraimitr-withayaram.com/new_t/wb_new2/index.php?topic=39.0;wap2
๑.ตามปกติ คนเราทุกคนก็มีสมาธิอยู่แล้ว แต่เป็นสมาธิชั่วขณะ ที่เรียกว่า ขณิกสมาธิ เป็นสมาธิที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ในการทำหน้าที่การงาน ศึกษาหาความรู้ อ่านหนังสือ พักผ่อน ทำกิจกรรมต่างๆ  ในการปฏิบัติธรรมโดยทั่วไป เช่น การฝึกสติ เจริญกุศล ทำทาน ฟังธรรม เป็นสมาธิในระดับหนึ่ง คือยังอยู่ในระดับเบื้องต้น

๒.อุปจารสมาธิ หมายถึง สมาธิจวนจะตั้งมั่น แน่วแน่  คือยังไม่นิ่งสนิทเต็มที่   สามารถทำให้ นิวรณ์ สงบระงับไปได้ แต่ยังไม่มีกำลัง เปรียบเหมือนเด็กเล็กๆ ลุกขึ้นยืนได้บ้าง ล้มลงบ้าง

๓.อัปปนาสมาธิ หมายถึง สมาธิตั้งมั่น เต็มที่   ที่เรียกว่า ฌาน  คือกำจัดนิวรณ์สงบราบคาบแล้ว และสามารถรักษาจิตให้แน่วแน่ได้ตลอด เปรียบเหมือนผู้ใหญ่ที่แข็งแรง ยืนได้ขึ้นอย่างมั่นคง
สมาธิแบ่งออกได้หลายประเภท ดังต่อไปนี้

อ้างอิง 2: http://th.wikipedia.org/wiki/นิวรณ์
    นิวรณ์ แปลว่า เครื่องกั้น ใช้หมายถึงธรรมที่เป็นเครื่องปิดกั้นหรือขัดขวางไม่ให้บรรลุความดี ไม่เปิดโอกาสให้ทำความดี และเป็นเครื่องกั้นความดีไว้ไม่ให้เข้าถึงจิต เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ปฏิบัติบรรลุธรรมไม่ได้หรือทำให้เลิกล้มความตั้งใจปฏิบัติไป
บันทึก #3 8 ธ.ค. 2555 10:41:27
**************************************************
เรียนอาจารย์LoGaRiThmLogiS, อาจารย์ทุกท่าน และพี่น้องกูรูทุกท่าน:

    ข้อมูล จากหนังสือ  "กรรมฐานสังเขป และ แนวทางปฏิบัติวิปัสสนา พระอาจารย์ใหญ่ อัคคมหาบัณฑิต ภัททันตโสภณมหาเถระ มหาสีสยาดอร์"

ผมพิมพ์เองกับมือจากหนังสือครับ มะวานนี้เอง ผมพยายามพาใน Google เท่าไรก็ไม่เจอ เลยต้องพิมพ์เอง
ปล: เนื้อหามีหลายหน้ามากครับ ผมเลือกมาเพียงบางส่วนเท่านั้นครับ เพราะต้องพิมพ์เองครับอาจารย์

และเติมความเห็นผมเองในเครื่องหมาย*** *** และน้อมรับคำแนะนำ, แก้ไขโดยอาจารย์LoGaRiThmLogiS ครับ และมอบไว้เป็นข้อมูลอ้างอิงแด่มนุษยชาติสืบไปครับ(ถ้าไม่โดนผู้ดูแลระบบกูรูลบไปสียก่อน)
ปล: เด๋วผู้ดูแลระบบก็คงหาว่าเป็นสแปมประเภทไม่ใช่คำถาม แล้วลบอีกตามเคยครับ แต่ผม Save ไว้แล้ว พิมพ์เก็บไว้เป็นข้อมูลอ้างอิงครับ

                                                                                            จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ
                                                                                   รู้สึกว่าช่วงนี้โดนอภิสังขารเล่นงานจนหดหู่

**************************************************
บันทึก #4 8 ธ.ค. 2555 11:30:09
เรียนขอคำชี้แนะจากอาจารย์sandthorn อาจารย์ Incorrigible อาจารย์P.Pana อาจารย์เหล่าแปะ อาจารย์Darkcoder อาจารย์praia และอาจารย์ทุกๆท่านด้วยนะครับ

ขอบพระคุณมากครับอาจารย์ทุกท่าน
บันทึก #5 12 ธ.ค. 2555 18:51:24
หนังสือเล่มนี้ เนื้อหาสอดคล้องพระคำสอนของหลวงปู่ฤาษีลิงดำเลยครับ
อาจารย์มีความเห็นว่าอย่างไรครับ?

กรรมฐานสังเขป โดย...พระอารย์ใหญ่ อัคคมหาบัณฑิต ภัททันตโสภณมหาเถระ มหาสีสยาดอร์ แปลไทยโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์

หนังสือ: ไม่มี ISBN ครับ

กรรมฐานสังเขป และ แนวทางปฏิบัติวิปัสสนา

พระอาจารย์ใหญ่ อัคคมหาบัณฑิต ภัททันตโสภณมหาเถระ มหาสีสยาดอร์
และ
พระอาจารย์ ดร.ภัททันตะ อาสภมหาเถระ อัคคมหากัมมัฏธานาจริยะ วัดภัททันตะอาสภาราม จ.ชลบุรี

__________________________

กรรมฐานสังเขป

โดย...พระอารย์ใหญ่ อัคคมหาบัณฑิต ภัททันตโสภณมหาเถระ มหาสีสยาดอร์
(นครย่างกุ้ง ประเทศพม่า)

แปลไทยโดย...
  สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภหาเถระ)
     อธิบดีสงฆ์ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์
(ท่าพระจันทร์ กรุงเทพมหานคร)

กรรมฐานสังเขป
“นมต.ถุ รตนต.ตยส.ส”
โดย...พระอารย์ใหญ่ อัคคมหาบัณฑิต ภัททันตโสภณมหาเถระ มหาสีสยาดอร์

ถาม   ชาวพุทธปฏิบัติกรรมฐาน เพื่อประโยชน์อะไร?
ตอบ   ชาวพุทธปฏิบัติกรรมฐาน เพื่อให้บรรลุถึงซึ่งพระนิพพานอันเป็นที่พ้นจากชราทุกข์ มรณทุกข์ เป็นต้น
  อธิบายว่า คนทั้งหลายในโลกนี้อยากได้ความสุขเป็นนิจไม่อยากได้ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ เป็นต้น แต่ว่าไม่ได้สมความปราถนา บางทีได้ชราทุกข์คือความแก่บางทีได้พยาธิทุกข์คือความเจ็บ บางทีได้โสกะคือความเศร้าโศก บางทีได้ปริเทวะคือร้องไห้ บางทีได้กายิกทุกข์คือทุกข์ทางกาย บางทีได้เจตสิกทุกข์คือทุกข์ทางใจ แล้วก็ได้ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ เป็นต้น ต่อไปอีกไม่รู้จักจบสิ้น ฉะนั้น คนทั้งหลายในชาตินี้ก็ดี ในชาติต่อๆ ไปก็ดี ย่อมเสวยทุกข์อยู่ร่ำไป

ถาม   คนทั้งหลาย ทำไมจึงเสวยทุกข์อยู่ร่ำไป?
ตอบ   คนทั้งหลาย ถ้ายังมีภพใหม่ คือยังเกิดอยู่ตราบใด ย่อมจะได้เสวยชราทุกข์พยาธิทุกข์มรณทุกข์ร่ำไปอยู่ตราบนั้น ถ้าไม่มีภพใหม่ ทุกข์ทั้งหลายคือชราทุกข์พยาธิทุกข์มรณทุกข์เป็นต้น ก็ย่อมไม่มี ฉะนั้น โยคีบุคคลทั้งหลายถ้าปราถนาจะพ้นจากทุกข์ทั้งปวงก็ต้องพยายามไม่ให้เกิดในภพใหม่อีก

ถาม   ทำไมจึงมีภพใหม่?
ตอบ   ถ้ามีตัณหาคือความรักในภพอยู่ ภพใหม่ย่อมมีคือเกิดอีกถ้าไม่มีตัณหาภพใหม่ก็ไม่มี ฉะนั้น โยคีบุคคลทั้งหลาย ถ้าไม่อยากให้มีภพใหม่ต้องพยายามประหารตัณหาทั้งหลายให้หมดสิ้น

เหตุให้เกิดตัณหานั้น มี 2 ประการ คือ
1. ไม่เห็นโทษของรูปของนาม
2. ไม่เห็นสภาวะที่พ้นจากรูปนามคือพระนิพพาน ไม่เห็นคุณค่าหรือความสำคัญของการหลุดพ้นจาก รูป นาม คือพระนิพพาน เหตุ 2 ประการนี้ เป็นเหตุให้ตัณหาเกิดถ้าเหตุ 2 ประการนี้ไม่มีแล้ว ตัณหาก็จะเกิดมีไม่ได้อุปมาเหมือนคนเมืองหนึ่ง ถ้าบ้านเมืองของเขาทุรกันดารข้าวยากหมากแพงและมีภัยอันตรายมาก แต่เขาไม่เห็นโทษในบ้านเมืองของตน และไม่เคยรู้จักบ้านเมืองอื่น ซึ่งมีความสุขสมบูรณ์ทุกอย่างและไม่มีภัยอันตรายใดๆ เขาย่อมไม่อยากจะไปจากบ้านเมืองของเขา แต่ถ้าเขาเห็นโทษในบ้านเมืองของเขา และได้รู้จักบ้านเมืองอื่นที่มีความสุขสมบูรณ์ทุกอย่างและไม่มีภัย อันตรายใดๆ เขาจะไม่ ติดใจในบ้านเมืองเขาเลย เขาจะย้ายจากบ้านเมืองของเขาไปอยู่บ้านเมืองอื่น โดยไม่เสียดาบอาลัยบ้านเมืองเก่า ฉันใด อุปมัย ก็ฉันนั้น

ฉะนั้น โยคีบุคคล เมื่อใคร่จะพ้นจากตัณหานั้น ต้องรู้โทษของรูปนามและรู้คุณค่าของความดับทุกข์ คือพระนิพพาน ถ้าพยายามปฏิบัติกรรมฐานความรู้ทั้ง 2 ประการนี้ จะมีบริบูรณ์ขึ้นได้แล้วจะมีแต่ความอยากหลุดพ้นจากชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ เป็นต้น ถ่ายเดียว ถ้าปรารถนานิพพานเพื่อต้องการดับทุกข์ทั้งหลาย มีชราพยาธิมรณาทุกข์เป็นต้น ต้องพยายามปฏิบัติกรรมฐานดังจะแสดงโดยสังเขปต่อไป :-

กรรมฐานนั้น มี 2 อย่าง คือ
1. สมถกรรมฐาน
2. วิปัสสนากรรมฐาน

อานิสงส์สมถกรรมฐาน มี 2 อย่าง คือ
1. สมาบัติ 8
2. อภิญญา 5

สมาบัติ 8 คือ
1. รูปฌานสมาบัติ 4
2. อรูปฌานสมาบัติ 4

อภิญญา 5 คือ
1. อิท.ธิวิธิ   สำแดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ เช่นคนเดียวเนรมิตเป็นหลายร้อยหลายพันคนเป็นต้น
2. ทิพ.พโสต   มีหูทิพย์ เหมือนเทวดาและพรหม
3. ปรจิต.ตวิชานน   รู้จักจิตใจผู้อื่น
4. ปุพ.เพนิวาสานุส.สติ   ระลึกชาติก่อนๆ ได้
5. ทิพ.พจก.ขุ   มีตาทิพย์ เหมือนเทวดา และพรหม
  อานิสงส์ของสมถกรรมฐานนี้ ไม่พ้นจากชราทุกข์พยาธิทุกข์มรณทุกข์เป็นต้นได้ บุคคลผู้ได้ฌานเมื่อเวลาจุติตายแล้ว ถ้าไม่เสื่อมจากฌาน ย่อมเกิดในพรหมโลกดำรงอยู่ตลอดอายุขัยของตน หลังจากสิ้นอายุขัยนั้นแล้ว อาจจุติมาเกิดในมนุสสภูมิเป็นต้นอีก สัตว์ทั้งหลายในภูมิทั้งหมดนี้ ต้องประสบ ชราทุกข์พยาธิทุกข์มรณทุกข์เป็นต้นถ้ากรรมไม่ดี ย่อมให้เกิดในอบายภูมิทั้ง 5 แล้วย่อมได้ประสบอบายทุกข์อย่างร้ายแรงก็มี

ฉะนั้น สมถกรรมฐานล้วนๆ จะให้พ้นจากชราทุกข์พยาธิทุกข์มรณทุกข์เป็นต้นไม่ได้

อานิสงส์วิปัสสนากรรมฐานนั้น ได้แก่ การพ้นจากชราทุกข์พยาธิทุกข์มรณทุกข์เป็นต้น คือได้บรรลุพระนิพพาน
บันทึก #6 12 ธ.ค. 2555 18:54:32
การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน มี 2 ประการ คือ
1. ปฏิบัติมีสมถะเป็นบาทเบื้องต้น
2. ปฏิบัติวิปัสสนาล้วนๆ


วิธีปฏิบัติสมถกรรมฐานสังเขป
กสิณกรรมฐาน 10
  ในสมถกรรมฐาน 40 นั้น สำหรับปถวีกสิณ มีวิธีปฏิบัติดังนี้ :-
ในสมถกรรมฐาน 40 นั้น สำหรับปถวีกสิณ มีวิธีปฏิบัติดังนี้ :-
เอาปถวีคือดินธรรมดามาทำเป็นวงกลม แล้วเพ่งดูด้วยตา บริกรรมว่า ดินๆ ดังนี้ตลอดไป โดยเอาใจไปติดอยู่กับดินกสิณนั้น เมื่อบริกรรมไปนานๆ แล้ว หลังจากนั้นกสิณนิมิตก็ปรากฏขึ้นทางใจ เมื่อหลับตาก็เห็นปรากฏเช่นเดียวกับลืมตา ถ้าจิตสันดานของโยคีบุคคลเห็นอารมณ์อย่างนี้ เรียกว่า อุคคหนิมิต เมื่ออุคคหนิมิตปรากฏเช่นนี้แล้ว จะไปอยู่ที่ใหน ในอิริยาบถใด ก็จะปรากฏอยู่อย่างนั้น แล้วให้กำหนดอุคคหนิมิตนั้นบ่อยๆ ต่อไป
เมื่อกำหนดอุคคหนิมิตอยู่นั้น จิตอาจไปรับอารมณ์อื่นๆ
บางทีจิตคิดไปในอารมณ์ที่ชอบใจ เรียกว่า กามฉันทนิวรณ์
บางทีจิตคิดไปในอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ เรียกว่า พยาบาทนิวรณ์
บางทีจิตท้อถอยจากอารมณ์ เรียกว่า ถีนมิทธนิวรณ์
บางทีจิตฟุ้งซ่านและรำคาญใจ คือคิดถึงอารมณ์เก่าเกิดความร้อนใจขึ้น เรียกว่า อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์
บางทีสงสัยในการปฏิบัติว่า ถูกหรือไม่หนอ จะได้ผลหรือไม่หนอ เรียกว่า วิจิกิจฉานิวรณ์

  ถ้านิวรณ์ปรากฏขึ้น ต้องพยายามกำจัดอารมณ์นิวรณ์นั้นให้หายไปด้วยการกำหนดเสียก่อน ภายหลังจึงกำหนดอุคคหนิมิตกสิณอารมณ์เก่าอีกต่อไป ถ้าอุคคหนิมิตนั้นหายไป ต้องไปหาที่ปถวีกสิณเดิมอีก แล้วเพ่งดูด้วยตาก่อนแล้วก็เพ่งบริกรรมเช่นเดียวกับเมื่อก่อน ถ้าอุคคหนิมิตใหม่ปรากฏขึ้นแล้ว ต้องการจะกำหนดที่ใหน ที่อิริยาบถใดก็ได้แล้วแต่จะสะดวก แล้วให้กำหนดบ่อยๆ ตลอดไป ถ้ากำหนดบ่อยๆ มากเข้า กสิณนิมิตจะไม่เหมือนกับนิมิตเก่า นิมิตนั้นจะปรากฏผ่องใสและมีแสงสว่าง นิมิตเช่นนี้ เรียกว่า ปฏิภาคนิมิต
  ถ้าปฏิภาคนิมิตปรากฏขึ้นแล้วเช่นนี้ จิตของโยคีบุคคลก็ปราศจากนิวรณ์ เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ในปฏิภาคนิมิตนั้นเป็นนิจ เรยกว่า อุปจารสมาธิ
  ครั้นจิตตั้งมั่นอยู่ในปฏิภาคนิมิตอารมณ์นานๆ อุจารสมาธิแก่ขึ้นแล้ว จิตของพระโยคีบุคคลจะปรากฏคล้ายๆ กับเข้าไปในปฏิภาคนิมิตอารมณ์นั้น เรียกว่า อัปปนาสมาธิ
บันทึก #2 12 ธ.ค. 2555, 0:15:51
อัปปนา มี 4 ประการ คือ
1. ปฐมฌาน
2. ทุติยฌาน
3. ตติยฌาน
4. จตุตถฌาน

ในฌาน 4 นั้น ปฐมฌานมีองค์ 5 คือ
1. วิตก   คิดอารมณ์
2. วิจาร   พิจารณาอารมณ์
3. ปีติ   พอใจในอารมณ์
4. สุข   สภาวะที่เสวยความสุข
5. เอกคคตา   จิตตั้งอยู่ในอารมณ์เดียว

ปฐมฌานลาภีบุคคล คือบุคคลผู้ได้สำเร็จปฐมฌาน พิจารณาเห็นโทษวิตกและวิจารว่ายังเป็นของหยาบอยู่ แล้วพยายามละวิตกและวิจารนั้นด้วยการภาวนาต่อไป ก็จะได้เข้าถึงซึ่งทุติยฌาน

ทุติยฌานมีองค์ 3 คือ
1. ปีติ
2. สุข
3. เอกัคคตา
  ทุติยฌานลาภีบุคคล พิจารณาเห็นโทษของปีติว่าไม่ละเอียด แล้วพยายามละปีติด้วยการภาวนาให้ยิ่งขึ้นไป

จตุตถฌานมีองค์ 2 คือ
1. อุเบกขา
2. เอกัคคตา
  ตามที่ได้กล่าวมานี้ เรียกว่า ฌานอัปปนาสมาธิในปถวีกสิณนี้

อสุภ 10
ผู้ปฏิบัติจะได้เพียงปฐมฌานอย่างเดียว

อนุสสติ 10
ในอนุสสติ 10 นั้น กายคตาสติกรรมฐานให้สำเร็จเพียงปฐมฌานอย่างเดียว
   กรรมฐาน 10 อย่าง คือ
1. พุทธานุสสติ
2. ธัมมานุสสติ
3. สังฆานุสสติ
4. สีลานุสสติ
5. จาคานุสสติ
6. เทวตานุสสติ
7. อุปสมานุสสติ
8. มรณานุสสติ
9. อาหาเรปฏิกูลสัญญา
10. จตุธาตุววัตถาน
   ให้สำเร็จเพียงอุปจารสมาธิเท่านั้น

พรหมวิหาร 4
  ในพรหมวิหาร 4 นั้น พรหมวิหาร 3 คือ เมตตา, กรุณา, มุทิตา ให้สำเร็จปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน เมื่อฌานลาภีบุคคล ได้สำเร็จตติยฌานแล้ว เจริญอุเบกขากรรมฐานต่อไป ก็จะได้ถึงซึ่งจตุตถฌาน
  โยคีบุคคล ถ้าเจริญกสิณกกรมฐาน จะได้ถึงซึ่งรูปฌานทั้ง 4 แล้ว เจริญอรูปกรรมฐานทั้ง 4 ต่อไป ก็จะได้ถึงซึ่งอรูปฌานทั้ง 4 ตามลำดับ

อานาปานสติกรรมฐาน
...เมื่อปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้นแล้ว สมาธิเรียกว่า อุปจารสมาธิ เมื่อได้อุปจารสมาธิแล้วจงพยายมปฏิบัติต่อไป ก็จะถึงซึ่งอัปปนาฌานสมาธิ 4 คือ ปฐมฌาน, ทุติยฌาน, ตติยฌานจตุตถฌาน โดยลำดับ


  อธิบายวิธีปฏิบัติสมถกรรมฐานสังเขปยุติเพียงนี้.



                   วิธีปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานสังเขป
                   แนวสมถยานิก

   ฌานลาภีบุคคล เมื่อปรารถนาใคร่จะปฏิบัติวิปัสสนากรมมฐาน พึงศึกษาให้มีความรู้สุตมยญาณ คือ ปริยัติในแนวปฏิบัติ 3 ประการ โดยสังเขปหรือโดยพิสดารเสียก่อนดังนี้ คือ
1. ต้องมีความรู้สภาวะของรูปนาม
2. ต้องมีความรู้เหตุปัจจัยของรูปนาม
3. ต้องมีความรู้สภาวะของพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
  เมื่อมีความรู้สุตมยญาณถูกต้องบริบูรณ์แล้ว เบื้องแรกต้องเข้าฌานก่อนแล้วพิจารณาซึ่งฌานทีตนได้แล้วนั้นหลังจากพิจารณาฌานแล้ว พึงกำหนดสภาวะอารมณ์ 6 อันปรากฏในทวาร 6 ของตน
บันทึก #7 12 ธ.ค. 2555 18:57:21
ครั้งกำหนดมากๆ นานๆ เข้า บางทีจิตหรือร่างกายจะเหนื่อยมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ต้องเข้าฌานสมาบัติใหม่ พึงเข้าอยู่ในฌานสมาบัตินั้นประมาณ 15 นาที หรือ 30 นาที
  ออกจากฌานสมาบัติแล้ว พึงพิจารณาหรือกำหนดในฌานจิตตุปบาท
  หลังจากพิจารณาฌานจิตตุปบาทแล้ว พึงพิจารณาสภาวะของอารมณ์ 6 อันปรากฏเป็นไปในทวาร 6 ของตน ปฏิบัติอย่างนี้เป็นทำนองเดียวกันเรื่อยไป
  ถ้าเหนื่อยมากขึ้นต้องเข้าฌานสมาบัติอีก ออกจากฌานสมาบัติแล้ว กำหนดในฌานจิตตุบาทและอารมณ์ 6 อันปรากฏเป็นไปในทวาร 6 ต่อไป

  ถ้าสมาธิวิปัสสนาภาวนามีกำลังมากขึ้นแล้วจะไม่เหนื่อยเมื่อเป็นเช่นนี้การกำหนดก็จะสะดวกดีขึ้น ต่อแต่นั้นพึงกำหนดตลอดวันตลอดคืนเป็นนิจ แล้ว  -รูปนาม-  จะปรากฏขึ้นด้วยอำนาจภาวนา ต่อไปก็จะรู้  -เหตุของรูปนาม-  หลังจากรู้เหตุของรูปนามแล้ว ก็จะรู้พระไตรลักษณ์ด้วยอำนาจภาวนา ถ้ารู้พระไตรลักษณ์มากขึ้นแล้ว ต่อไป มัคคญาณ ผลญาณ ก็จะปรากฏ ซึ่งมีพระนิพพาน เป็นอารมณ์ ดังที่ได้กล่าวมานี้ เรียกว่า  -สมถยานิกกรรมฐาน-



                   วิธีปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานสังเขป
                   แนววิปัสสนายานิก
  บัดนี้จะแสดงแนวสุทธวิปัสสนายานิกรรมฐานต่อไป โยคีบุคคล เมื่อมีความรู้สุตมยญาณดังที่ได้กล่าวแล้วจะปฏิบัติวิปัสสนายานิกกรรมฐาน คือ ปฏิบัติวิปัสสนาล้วนๆ พึงแสวงหาที่เงียบสงัดแล้วนั่งขัดสมาธิหรือนั่งตามสบายของอิริยาบถ เมื่อเรียบร้อยแล้ว พึงกำหนด รูปนาม คือ อุปาทานขันธ์5 ที่ปรากฏอยู่ในขันธสันดานของตน

  อุปาทานขันธ์5 คือ รูปธรรม นามธรรม ที่ปรากฏในขณะที่ทวาร 6 รับรู้อารมณ์

ในขณะที่ได้เห็นรูป ทางตา
ในขณะที่ได้ยินเสียง ทางหู
ในขณะที่ได้กลิ่น ทางจมูก
ในขณะที่ได้รส ทางลิ้น
ในขณะที่ได้ถูกต้อง ทางกาย
ในขณะที่ได้คิดรู้ ทางใจ

  ในอารมณ์ 6 ประการนี้ ขณะเห็นจักษุประสาทและรูปารมณ์ ปรากฏชัดเจน จักขุประสาทและรูปารมณ์นั้น เป็นรูปขันธ์ รูปขันธ์นี้ ไม่เป็นของที่น่ารัก น่าชอบใจ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ชีวิต ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา
แต่ว่าเวลารูปขันธ์ปรากฏเกิดขึ้น
เมื่อไม่ได้ใช้สติกำหนด เวลาหายไป มันเป็นอนิจจังคือไม่เที่ยง ก็ไม่รู้
เมื่อมันหายไปบ่อยๆ ไม่ใช้สติกำหนด มันเป็นทุกขังคือเป็นทุกข์ ก็ไม่รู้
มันไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขาเป็นแค่สภาวะหายไปเท่านั้น คือ อนัตตา
  เมื่อไม่ได้กำหนดก็ไม่รู้
  ฉะนั้น เมื่อเวลาเห็นรูปารมณ์ ใจติดในรูปารมณ์ด้วยอำนาจตัณหาว่า ตัวตน เรา เขา สัตว์ บุคคล เป็นต้น ถ้ายินดีในรูปารมณ์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว รูปารมณ์กับตานี้ เรียกว่า  -รูปูปาทานขันธ์-

  นอกจากนี้ เวลาเห็นรูปารมณ์นั้น นามธรรมทั้ง 4 ก็ปรากฏขึ้น คือ
รู้รูปารมณ์เป็น  -จักขุวิญญาณ-  
เสวยอารมณ์เป็น  -เวทนา-
จำรูปารมณ์ได้เป็น  -สัญญา-
พยายามให้เห็นรูปารมณ์เป็น  -สังขาร-
  ธรรมทั้ง 4 ประการนี้ เป็นแต่นามขันธ์ ไม่เป็นของที่น่ารัก น่าชอบใจ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ชีวิต ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา
แต่ว่าเวลารูปารมณ์ปรากฏขึ้น
เมื่อไม่ได้ใช้สติกำหนด เวลาหายไป มันเป็นอนิจจังคือไม่เที่ยง ก็ไม่รู้
เมื่อมันหายไปบ่อยๆ ไม่ใช้สติกำหนด มันเป็นทุกขังคือเป็นทุกข์ ก็ไม่รู้
มันไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขาเป็นแค่สภาวะหายไปเท่านั้น คือ อนัตตา ก็ไม่รู้
  ฉะนั้น  บุคคลทั้งหลายจึงยินดีในนามขันธ์ ว่า
เราเห็นอารมณ์
เราเสวยอารมณ์
เราจำอารมณ์ได้
เราพยายามดูอารมณ์
  ยึดนามขันธ์ว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัว เป็นตน เป็นเรา เป็นเขาถ้ายินดีในอารมณ์ทั้ง 4 ดังกล่าวมานี้ เรียกว่า  -วิญญาณูปาทานขันธ์ เวทนูปาทานขันธ์ สัญญูปาทาขันธ์ สังขารูปาทาขันธ์-

อนึ่ง พึงทราบว่า มโนทวาร รับรู้ได้ซึ่งอารมณ์ทั้ง 2 คือ รูปอารมณ์ และนามอารมณ์



                   วิปัสสนาขณิกสมาธิ

  ครั้งแรกให้พยายามกำหนดอารมณ์อย่างน้อยที่สุด 1 หน ต่อ 1 นาที แต่บางคนลืมกำหนดอารมณ์ต่างๆ บางทีลืมกำหนดอารมณ์ต่างๆ บางทีลืมกำหนดอาการของร่างกาย บางทีลืมกำหนดอาการของจิต

  การเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น ต้องกำหนดรู้อารมณ์ต่างๆ ที่ได้กล่าวมาทั้งหมด ถ้าอารมณ์พิเศษต่างๆ หายไป ให้กำหนด  -"พองหนอ ยุบหนอ"-  ตลอดไป ถ้าเป็นสมถกรรมฐานไม่ต้องกำหนดอารมณ์ต่างๆ ดังที่กล่าวมากำหนดแต่สมถอารมณ์อย่างเดียว

  ในสมถภาวนานั้น ตั้งใจกำหนดสมถอารมณ์อย่างเดียวนอกจากสมถอารมณ์ไม่ต้องพยายามกำหนด บางทีอารมณ์อื่นๆ เกิดขึ้นมาก็ไม่ต้องเอาใจใส่ คือ อมนสิการ ถ้าเป็นอย่างนี้ เรียกว่า  -สมถภาวนา-

  ส่วนวิปัสสนาภาวนา นั้น ต้องพยายามกำหนดรูปนามเป็นไปในทวารทั้ง 6 เป็นอารมณ์ ถ้าไม่ได้กำหนดแล้วก็จะเข้าไปยึดถืออารมณ์ว่าเป็น นิจจัง สุขัง อัตตา ฉะนั้นต้องกำหนดอารมณ์ต่างๆ ให้เห็นเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถ้าเป็นอย่างนี้ เรียกว่า  -วิปัสสนาภาวนา-
บันทึก #8 12 ธ.ค. 2555 18:59:39
เมื่อกำหนดชำนาญมากขึ้นแล้ว จิตจะอยู่ในอารมณ์เดียวหากจิตออกไปรับอารมณ์ข้างนอกก็กำหนดได้ง่าย บ่งทีกำหนด 1 ครั้ง 2 ครั้ง ก็กลับตั้งอยู่ในอารมณ์เดิม บางทีจิตใคร่จะออกไปรับอารมณ์ข้างนอก เมื่อกำหนดก็หายเร็ว กลับตั้งอยู่ในอารมณ์เดิมอย่างง่ายดาย เมื่อเป็นอย่างนี้บ่อยๆ อารมณ์กับจิจจะแยกกันไม่ได้ จะติดอยู่ในอารมณ์อันเดียวกัน นี้เรียกว่า  -วิปัสสนาขณิกสมาธิ-  วิปัสสนาขณิกสมาธินี้ พ้นจากกามฉันทะนิวรณ์ เป็นต้นได้

  ฉะนั้น  -วิปัสสนาขณิกสมาธิ-  กับ  -สมถอุปจารสมาธิ-  จึงมีกำลังเท่าๆกัน

  เมื่อได้วิปัสสนาขณิกสมาธิแล้ว จิตไม่ประกอบกับนิวรณธรรม เป็นวิปัสสนาภาวนาล้วนๆ วิปัสสนาภาวนาจิตนี้ บริสุทธิ์จากนิวรณธรรม ฉะนั้น วิปัสสนาขณิกสมาธินี้ เรียกว่า  -จิตตวิสุทธิ-

  เมื่อจิตเป็นจิตตวิสุทธิแล้วเวลากำหนดพองยุบ อารมณ์ต่างๆ กับรู้เป็นคนละอัน เช่น กำหนดพองยุบ ย่อมรู้ว่าพองยุบเป็นรูป ความรู้พองยุบเป็นนามปรากฏชัดเจนขึ้น ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว ญาณ เรียกว่า  -นามรูปปริจเฉทญาณ-

  เมื่อนามรูปปริจเฉทญาณแก่กล้ามากขึ้นแล้ว โยคีบุคคลย่อมเข้าใจว่าในร่างกายของตนมีแต่พองยุบซึ่งเป็นรูปและความรู้ซึ่งเป็นนาม 2 อย่างเท่านั้น อย่างอื่นจากรูปนามคือบุคคล สัตว์ เรา เขา เป็นต้นไม่มี เมื่อกำหนดเวลาใดๆ ก็เห็นเป็นเช่นนี้แล้ว เรียกว่า  -ทิฏฐิวิสุทธิ-

  เมื่อได้ถึงทิฏฐิวิสุทธิแล้ว ถ้าพยายามกำหนดต่อไปก็จะเห็นเหตุผลของรูปนาม เช่น
เวลาคู้ ก็จะเห็นเป็นเหตุผลทั้ง 2 คือ คู้เป็นผล อยากคู้เป็นเหตุ
เวลาเหยียด ก็จะเห็นเป็นเหตุผลทั้ง 2 คือ เหยียดเป็นผล อยากเหยียดเป็นเหตุ
เวลาเปลี่ยนอิริยาบถ ก็จะเห็นเหตุผลทั้ง 2 คือ เปลี่ยนอิริยาบถเป็นผล อยากเปลี่ยนอิริยาบถเป็นเหตุ เป็นต้น
  นอกจากนี้ เวลาเห็นรูป ก็จะรู้เหตุผลทั้ง 2 คือ หูและเสียงเป็นเหตุ ได้ยินเป็นผล เป็นต้น
เวลากำหนดพองยุบ ก็ต้องรู้เหตุผลทั้ง 2 คือ พองยุบ เป็นเหตุ ความรู้เป็นผล เป็นต้น
  ถ้าเห็นดังที่กล่าวมานี้ ญาณ เรียกว่า  -ปัจจยปริคคหญาณ-

  เมื่อได้ถึงปัจจยปริคคหญาณแล้ว ก็จะเกิดความรู้ขึ้นว่าในขันธสันดานของเรานี้ ในอดีตกาลก็มีเพียงเหตุผลของรูปนามเท่านั้น เมื่อรู้เช่นนี้ ชื่อว่าได้เข้าถึง  -กังขาวิตรณวิสุทธิ-  คือ ความบริสุทธิ์เพราะหมดความสงสัย
  เมื่อพยายามกำหนดต่อไป ก็จะได้ถึง สัมมสนญาณ คือ ญาณพิจารณารูปนามทั้ง 2

   สัมมสนญาณ มี 3 อย่าง คือ
1. อนิจจสัมมสนญาณ
2. ทุกขสัมมสนญาณ
3. อนัตตสัมมสนญาณ

1. อนิจจสัมมสนญาณ คือ ญาณพิจารณารูปนามว่าไม่เที่ยง หมายความว่า กำหนดเวลาใดๆ ก็เห็นรูปนามเกิดแล้วหายไปๆ เท่านั้น ฉะนั้น การพิจารณาเห็นสภาวะ เช่นนี้ เรียกว่า อนิจจสัมมสนญาณ
2. ทุกขสัมมสนญาณ คือ ญาณพิจารณารูปนามเป็นทุกข์หมายความว่า กำหนดเวลาใดๆ ก็เห็นแต่รูปนามเกิดดับเท่านั้น การเกิดดับนี้เบียดเบียนสัตว์ตลอดชีวิต จึงไม่เป็นสาระแก่นสาร มีแต่โทษเท่านั้น การพิจารณาเห็นสภาวะเช่นนี้ เรียกว่า ทุกขสัมมสนญาณ
3. อนัตตสัมมสนญาณ คือ ญาณพิจารณารูปนามเป็นอนัตตา หมายความว่า กำหนดเวลาใดๆ ก็เห็นแต่สภาวะเกิดดับเท่านั้น สภาวะเกิดดับนี้ เป็นแต่ธรรมชาติ ไม่ใช่อัตตะ ไม่ใ่ช่ตัวตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา การพิจารณาเห็นสภาวะเช่นนี้ เรียกว่า อนัตตสัมมสนญาณ

  สัมมสนญาณนี้ เมื่อแก่กล้ามากขึ้นแล้ว จะขึ้นสู่ อุทยัพพยญาณ คือ ญาณพิจารณาเห็นความเกิดดับของรูปนาม

อุทยัพพยญาณ มี 2 อย่าง คือ
1. อรุณอุทยัพพยญาณ คือ อุทยัพพยญาณอย่างอ่อน
2. พลวอุทยัพพยญาณ คือ อุทยัพพยญาณอย่างแก่

  เมื่อโยคีบุคคลเข้าถึงอุทยัพพยญาณอย่างอ่อนแล้ว
บางทีไม่กำหนดอารมณ์ดูเฉยๆ
บางทีอารมณ์เกิดมาครั้งแรกกำหนดได้ชัดเจนสุดท้ายไม่ชัดเจน
บางทีอารมณ์ดับไป สุดท้ายกำหนดไว้ชัดเจน ครั้งแรกไม่ชัดเจน
บางทีอารมณ์พิเศษต่างๆ ที่เรียกว่า วิปัสสนูปกิเลส ปรากฏขึ้น คือ แสงสว่าง ปีติ ปัสสัทธิ สัทธา วิริยะ สุข ปัญญา สติ อุเบกขา นิกันติ ปรากฏขึ้น โยคี บุคคลมักหลงพอใจในอารมณ์พิเศษต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมา
บางทีเข้าใจว่าอารมณ์พิเศษต่างๆเป็นมัคคญาณผลญาณ
  ความจริงเป็นอุปกิเลส ไม่ใช่อัคคญาณ ผลญาณ ดังนี้เรียกว่า ตรุณอุทยัพพยญาณ

  เมื่อโยคีบุคคลเข้าถึงตรุณอุทยัพพยญาณแล้ว ถ้าเป็นพหูสูต หรือมีครูบาอาจารย์แนะนำ จะตัดสินว่าแสงสว่างเป็นต้นนั้นไม่ใช่มัคคญาณ เป็นอุปกิเลส ก็เป็นหน้าที่ของโยคีบุคคลนั้น
  ถ้าอารมณ์ต่างๆ ปรากฏขึ้นมา ก็ต้องกำหนดเท่านั้น เมื่อกำหนดได้แล้ว ก็เป็นวิปัสสนาญาณอย่างถูกต้อง ญาณที่มีลักษณะเช่นนี้ เรียกว่า  -มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ-


                   หลังจากตรุณอุทยัพพยญาณเกิดแล้ว ต่อไปญาณก็จะเกิดตามลำดับดังนี้คือ
1. พลาอุทยัพพยญาณ
2. ภังคญาณ
3. ภยญาณ
4. อาทีนวญาณ
5. นิพพิทาญาณ
6. มุญจิตุกัมมยตาญาณ
7. ปฏิสังขาญาณ
8. สังขารุเปกขาญาณ
9. อนุโลมญาณ
  ญาณทั้ง 9 นี้ เรียกว่า  -ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ-
บันทึก #9 12 ธ.ค. 2555 19:21:00
อีกนัยหนึ่ง สังขารุเปกขาญาณ และ อนุโลมญาณนี้ เรียกว่า  -วุฏฐานคามินิวิปัสสนาญาณ-

  ดังที่ได้กล่าวมา ตั้งแต่ พลวอุทยัพพยญาณจนถึงอนุโลมญาณ ญาณทั้ง 9 นี้ เรียกว่า  -ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ-

 
  -โคตรภูญาณ-  คือ ญาณตัดโคตรปุถุชน อธิบายว่าเวลาหลังจากอนุโลมญาณ จิตและความรู้ของโยคีบุคคลได้ซึ่งพระนิพพานเป็นอารมณ์ เมื่อได้ซึ่งพระนิพพานเป็นอารมณ์แล้ว โยคีบุคคลเข้าถึงอริยโคตร ฉะนั้น ญาณที่ตัดโคตรปุถุชนนั้น เรียกว่า  -โคตรภูญาณ-
  หลังจากโคตรภูญาณ เรียกว่า  -โสดาปัตติมัคคญาณ- และ  -โสดาปัตติผลญาณ-  ซึ่งได้พระนิพพานเป็นอารมณ์ ในญาณทั้ง 2 ประการนี้  -มัคคญาณ-  เรียกว่า  -ญาณทัสสนวิสุทธิ-


  ปัจจเวกขณญาณ คือ ญาณพิจารณามรรคผลนิพพาน อธิบายว่าเวลาเป็นมัตตญาณผลญาณนั้น ไม่นาน ประมาณ 1 วินาที หลังจาก มัคคญาณ ผลญาณ จิตพิจารณาอารมณ์ คือ มรรค ผล นิพพาน ญาณชนิดนี้ เรียกว่า ปัจจเวกขณญาณ


  -โยคีบุคคล-  เมื่อได้สำเร็จตั้งแต่นามรูปปริจเฉทญาณจนถึงปัจจเวกขณญาณแล้ว เรียกว่า สำเร็จเป็น พระโสดาบันบุคคล

________________________________________________________________________________

เรียนอาจารย์:
    ข้าพเจ้าพิมพ์เองกับมือ พิมพ์ให้ไว้เพื่อเป็นความรู้อ้างอิงแด่มวลมนุษยชาติและเป็นธรรมทาน ครับ สาธุ อาเมน.


...

   เมื่อมีความรู้สุตมยญาณถูกต้องบริบูรณ์แล้ว เบื้องแรกต้องเข้าฌานก่อนแล้วพิจารณาซึ่งฌานทีตนได้แล้วนั้นหลังจากพิจารณาฌานแล้ว พึงกำหนดสภาวะอารมณ์ 6 อันปรากฏในทวาร 6 ของตน
***ต้องได้ฌานแล้วเนอะครับ ฌาน1 ขึ้นไปก็เจ๋งแล้วครับ***

...

ปฏิบัติวิปัสสนายานิกกรรมฐาน คือ ปฏิบัติวิปัสสนาล้วนๆ พึงแสวงหาที่เงียบสงัดแล้วนั่งขัดสมาธิหรือนั่งตามสบายของอิริยาบถ
***นั่งตามสบายอิริยาบถได้ด้วยครับ ดูไม่เคร่งเครียดในกรรมฐาน40เหมือนแนวสมถยานิกครับ = ดูเป็นแนวปัญญาวิมุตติครับ คือบรรลุพระนิพพานด้วยปัญญา แต่แนวสมถยานิกดูเป็นเจโจวิมุตติ คือบรรบุพระนิพพานด้วยฌานจิต***
...
   อุปาทานขันธ์5 คือ รูปธรรม นามธรรม ที่ปรากฏในขณะที่ทวาร 6 รับรู้อารมณ์
***ผมรู้สึกว่าประโยคนี้อ่านเข้าใจง่ายมากๆครับ เนื้อหาครบถ้วน ในประโยคเพียงสั้นๆ = อุปาทานขันธ์5 คือ รูปธรรม นามธรรม ที่ปรากฏในขณะที่ทวาร 6 รับรู้อารมณ์***

...

เมื่อไม่ได้ใช้สติกำหนด เวลาหายไป มันเป็นอนิจจังคือไม่เที่ยง ก็ไม่รู้
เมื่อมันหายไปบ่อยๆ ไม่ใช้สติกำหนด มันเป็นทุกขังคือเป็นทุกข์ ก็ไม่รู้
มันไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขาเป็นแค่สภาวะหายไปเท่านั้น คือ อนัตตา
   เมื่อไม่ได้กำหนดก็ไม่รู้
***อธิบายมหาสติปัฏฐานสูตรได้ครบถ้วน เข้าใจง่ายมากๆ อีกครั้งเนอะครับ อาจารย์***

...

ถ้าเป็นสมถกรรมฐานไม่ต้องกำหนดอารมณ์ต่างๆ ดังที่กล่าวมากำหนดแต่สมถอารมณ์อย่างเดียว
***กำหนดแต่สมถอารมณ์อย่างเดียวคือ กำหนดจิตอยู่กับกรรมฐาน40 ที่เลือกปฏิบัติอยู่ขณะนั้นๆครับ***

   ในสมถภาวนานั้น ตั้งใจกำหนดสมถอารมณ์อย่างเดียวนอกจากสมถอารมณ์ไม่ต้องพยายามกำหนด บางทีอารมณ์อื่นๆ เกิดขึ้นมาก็ไม่ต้องเอาใจใส่ คือ อมนสิการ ถ้าเป็นอย่างนี้ เรียกว่า  -สมถภาวนา-
***ขันธ์5\สังขารขันธ์\เจตสิก50\อัญญสมานาเจตสิก ๑๓ ดวง\สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ดวง\มนสิการเจตสิก = ใส่ใจในอารมณ์***

...

   ถ้าเห็นดังที่กล่าวมานี้ ญาณ เรียกว่า  -ปัจจยปริคคหญาณ-
***ปัจจยปริคคหญาณ ตรงกับอิทัปปัจจยตา ตรงกับปัจจยาการ ตรงกับปฏิจจสมุปบาท และที่ผมรู้สึกเจ๋งมากๆคือตรงกับกฏแห่งเหตุและผลทางวิทยาศาสตร์ครับ***

...

   ความจริงเป็นอุปกิเลส ไม่ใช่อัคคญาณ ผลญาณ ดังนี้เรียกว่า ตรุณอุทยัพพยญาณ
***อุทยัพพยญาณอย่างอ่อน ตรงกับพระคำสอนของหลวงปู่ฤาษีลิงดำ ที่ทรงสอนว่า มีกสิณโทษที่จะมากวนเราได้ อย่าไปหลงติดกับนิมิตกสิณโทษเหล่านั้น ยกตัวอย่างกสิณโทษที่รู้จักกันดีก็ "ลูกแก้วแก้วสีบรอนซ์เงิน, บรอนซ์ตะกั่ว, เทาดำ ฯลฯ สุดแล้วแต่จะจินตนาการไปเอง" ตามคำสอนของเสี่ยธัมมชโยเจ้าลัทธิหลอกกินตังค์น่ะครับ***

...
   ถ้าอารมณ์ต่างๆ ปรากฏขึ้นมา ก็ต้องกำหนดเท่านั้น เมื่อกำหนดได้แล้ว ก็เป็นวิปัสสนาญาณอย่างถูกต้อง ญาณที่มีลักษณะเช่นนี้ เรียกว่า  -มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ-

***ถ้ามิจฉาจารย์แบบเสี่ยธัมมชโยเจ้าลัทธิลัทธิหลอกกินตังค์ นะจ๊ะ ก็ตัวใครตัวเผือกละครับ ขนาดเสี่ยธัมมชโยแกเองยังมั่วเลย  "หาว่าพระนิพพานคือลูกแก้ว อยู่แถวๆสะดือ แต่ถ้าหาไม่เจอ ไม่เป็นไร มีขายครับ ลูกใหญ่แพงหน่อย ลูกเล็กถูกหน่อย ยิ่งบริจาคมากยิ่งได้บุญมาก นะจ๊ะ"  ลูกศิษย์ก็ตัวใครตัวเผือกละกันนะครับ ชิมเมโจดั๋ยๆๆ 555***

...
5. นิพพิทาญาณ
...

***ผมนึกว่านิพพิทาญาณ คือพระนิพพานครับ เพิ่งรู้ขณะพิมพ์เดี๋ยวนี้เองว่า นิพพิทาญาณยังไม่ถึงโคตรภูญาณเลย
ปล: ในหนังสืออาจารย์ มหาสีสยาดอร์ มีอธิบาย ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ\ญาณทั้ง9 อย่างละเอียดครับ แต่ขอยังไม่พิมพ์ครับ เนื้อหาเยอะมากๆครับ***
คำตอบ (2)
จัดเรียงตาม: คะแนน | เวลา
การโพสต์คำตอบถูกปิดใช้งาน
Google ค้นเว็บ
Google ค้นรูป
เลือกวิดีโอ YouTube
ค้นหา
ป้อน URL
พิมพ์คำค้นหาของคุณลงในช่องเพื่อหาเว็บลิงก์
พิมพ์คำค้นหาของคุณลงในช่องเพื่อหาภาพ
พิมพ์คำค้นหาของคุณลงในช่องเพื่อค้นหาวิดีโอ
ช่องค้นหาต้องไม่ว่างเปล่า
วาง URL ในช่องด้านล่าง:
ไม่สามารถโหลดเว็บไซต์ได้
ค้นหาใน YouTube
เพิ่มลิงก์วิดีโอ
เกิดข้อผิดพลาดขณะโหลดคำตอบ โปรดลองอีกครั้ง
คำตอบบางข้อถูกนำออกออกจากการแสดงผลของคุณ
โหวต
0
การดู
2404
ติดตาม
2
x
©2014 Google - ข้อกำหนด - นโยบายเนื้อหา - ความเป็นส่วนตัว