ค้นหา ค้นรูป แผนที่ YouTube Gmail ไดรฟ์ ปฏิทิน แปลภาษา อื่นๆ »
ลงชื่อเข้าสู่ระบบ
ขอขอบคุณที่ใช้ กูรู ในวันที่ 23 มิถุนายน 2014 กูรู จะกลายเป็นบริการแบบอ่านอย่างเดียว หลังจากวันที่ 23 มิถุนายน 2014 คำถามทั้งหมดที่มีการตอบจะเปิดให้ผู้คนสามารถค้นหาและเรียกดูได้ แต่จะไม่รับคำถาม คำตอบใหม่ หรือกิจกรรมการเขียนอื่นๆ ของผู้ใช้อีก.. โปรดอ่านคำถามที่พบบ่อยสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
กูรู
ป้ายกำกับยอดนิยม
ความรู้สึก (256105)
คอมพิวเตอร์ (158444)
การศึกษา (153991)
สังคม (54459)
สุขภาพ (44608)
เกมส์ (41324)
ชอปปิ้ง (19135)
บันเทิง (17229)
สถานที่ (16144)
ไลฟ์สไตล์ (15951)
เครือข่าย (10420)
ธุรกิจ (9555)
การท่องเที่ยว (8743)
กีฬา (7355)
การแพทย์ (5519)
แผนกเรียน (4931)
ผลิตภัณฑ์ดิจิตอล (4385)
ดูทั้งหมด
วิปัสสนาญาณ 16 คืออะไร มีประโยชน์หรือไม่
ปฏิบัติธรรม
สุภาษิตคำพังเพย
ศาสนา
ธรรมะ
วิปัสสนาญาณเป็นโลกียะ หรือโลกุตตระ
บันทึก #1 21 ม.ค. 2554 11:09:40
วิปัสสนาญาณ 16
โดยหลวงตาพระมหาบัว

เมื่อได้ปฏิบัติตามแนวมหาสติปัฏฐาน 4 คือ มีสติกำหนดรู้รูปนามที่เป็นปัจจุบัน โดยไม่ขาดสายตลอดกาล ดังที่อาตมาได้กล่าวมาแล้วนั้นทุกประ การ วิปัสสนาญาณ 16 ย่อมเกิดขึ้นได้ แก่ผู้ปฏิบัติตามหลักธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ได้ตรัสไว้ให้ดีแล้วทุกประการ ผู้ปฏิบัติตามลำดับได้มีไว้ ดังนี้ ผู้บรรลุพิเศษในภาคโลกุตตระ คือ มรรคผล นิพพาน ได้แก่ ผู้บรรลุปฏิเวธสัทธรรม เป็นอริยบุคคล คือ เป็นผู้ประเสริฐไกลจากกิเลส ความเป็นปุถุชน ได้สิ้นสุดไป มรรคญาณได้เกิดขึ้นมาพร้อมกัน ฉะนั้นอาตมาจะได้กล่าวถึง โลกียปัญญา สืบต่อไป
           1. นามรูป ปริจเฉทญาณ ปัญญารู้รูปนาม แน่ใจว่าในโลกนี้มีความจริงอยู่ 2 อย่างคือ รูปธรรม สิ่งที่แสดงให้รู้ นามธรรม สิ่งที่เข้าใจรู้ โดยอาศัย ทวารประตูทั้งหก ขณะอารมณ์จากภายนอกมากระทบ
           2. นามรูป เป็นปัจจยปริคคหญาณ ปัญญารู้จัก เป็นปัจจัย ของนาม รู้ว่านาม-รูป ต่างก็เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน
           3. สัมมสนญาณ ได้เป็น อนัตตา บังคับไม่ได้จะต้องเป็นไปตามกฎของมัน เพราะรูป-นาม รวมกันเกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไป เป็นธรรมชาติเสมอ เมื่อผู้ ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแล้วมีสติตั้งมั่นอยู่ โมหะก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะถูกสติบังคับควบคุมอยู่ตลอด
           4. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ เห็นรูป-นาม ทั้งหลาย เกิด-ดับ พร้อมกัน ผู้ทำวิปัสสนาเท่านั้นจึงจะรู้ได้ รูปดับ นามดับพร้อมกัน ปัจจุบันไม่เอาไป ผสมกับอดีต อนาคตให้กำหนดรู้รูปนาม แจ้งชัดทำให้รู้เห็นไตรลักษณ์ ปราศจากอุปกิเลสทั้งหลาย รู้แต่ปรมัตถ์ ไม่มีสติสืบเนื่องเลยไปถึงบัญญัติเหล่านี้ เป็นต้น
          5. ภังคานุปัสสนาญาณ มีปัญญาเห็นแตกดับไปอย่างละเอียดขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะวิปัสสนาทำให้เราเข้าใจความเกิดขึ้นดับไป ทั้งรูปและนาม พร้อมกันทั้ง 2 อย่าง อุปมาคือ 2 คนกอดคอกันลับหายไป กำลังศรัทธา วิริยะ ความเพียร ทำให้สมาธิสติปัญญาแก่กล้าขึ้นไป
         6. ภยตูปัฏฐานญาณ มีปํญญาเห็นรูปนามดับไปเป็นไฟน่ากลัว เมื่อทำวิปัสสนา เห็นรูปนามดับไป เพราะไม่ปราศจากสติ มีความเพียรติดต่อกัน เป็นปัญญาเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มาปรากฏติดอยู่กับรูปนามเสมอ ย่อมเห็นความดับไปของรูปนามเป็นกองไฟใหญ่ เห็นแล้วน่ากลัว ถ้าไม่รู้วิปัสสนา ก็ไม่รู้ที่จะพิจารณามัน
          7. อาทีนวานุปัสสนาญาณ ปัญญาเห็นรูปนามดับไปเป็นทุกข์ เป็นโทษ ไม่มีความปรารถนายึดมั่นในรูปนาม แม้แต่น้อยนิด
          8. นิพพิทานุปัสสนาญาณ ปํญญาเห็นรูปนามดับไปน่าเบื่อหน่าย ผู้เจริญวิปัสสนาเมื่อถึงนิพพิทาญาณ เห็นรูปนามเกิดดับ ไม่มีความยินดี   เหมือนกับบุคคลผู้แต่งกายสะอาดแล้วย่อมเบื่อหน่ายสะอิดสะเอียนต่อของสกปรก ย่อมยินดีอยู่กับของสะอาดบริสุทธิ์เท่านั้น

http://www.luongta.com/Inside1Html/tha/chapt8.htm
บันทึก #2 21 ม.ค. 2554 11:10:07
9. มุญจิตุกัมยตาญาณ ผู้มีปัญญาเห็นรูปนามเกิดดับ อยากจะไปให้พ้นจากรูปนาม ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาจนถึง มุญจิตุกัมยตาญาณ ก็อยากจะพ้น จากรูปนามที่ดับไปสิ้นไปนั้น
         10. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ปํญญาเห็นรูปนามเกิดดับ หาทางหนีจากรูปนาม เมื่อวิปัสสนาสามารถเห็นรูปนามเกิดดับ เห็นไตรลักษณ์ปรากฏ ติดอยู่กับรูปนาม มีรูปนามเป็นของรับรองไว้ เมื่อนั้นย่อมเห็นไฟ เห็นโทษ เป็นที่น่าเบื่อหน่าย อยากจะหนีให้พ้นโดยอนุโลม แล้วพิจารณาทางที่เป็นอุบาย ที่วางรูปนาม อุปมาก็คือบุคคลคิดจะจับปลาตามสุ่ม จับได้ก็มีแต่ความดีใจ ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาเมื่อรู้รูปนามแจ้งชัดก็ไม่ถือว่าเป็นตนเป็นตัว ก็คือ บุคคลที่จับ สุ่มอยู่ในน้ำ สำคัญนักหนาดีอกดีใจแล้วว่าจะได้ปลา แต่เมื่อดูรูปนามไปจนเห็นเกิดดับไม่เที่ยง เป็นทุกข์บังคับไม่ได้ ก็มีแต่ความตกใจเห็นโทษ น่าเบื่อหน่าย   เหมือนบุคคลที่ยกมือขึ้นจากสุ่มไม่ได้ปลานั่นละ อยากจะกลับบ้าน หนีพ้นจากหนองน้ำเสียที
         11. สังขารุเปกขาญาณ ปัญญาเห็นว่าไม่มีเป็นของตน คงจะมีแต่ความว่างเท่านั้น ส่วนว่าสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่ใช่ของเราไม่ใช่ของ เขา ถ้าหากว่าเราปลงได้แล้วก็ไม่มีทุกข์ แต่ยังไม่ทันหมดทุกข์ได้ยังมีทุกข์อีก คือ ทุกข์มาจากธรรมชาติ คือ เกิด, แก่, เจ็บ, และตาย   นี่คือความทุกข์อันแท้ จริง   เป็นแหล่งสุดท้ายของความทุกข์ที่เรามี อาตมากล่าวมานี้เป็นความจริงทั้งนั้น ถ้าอยากรู้ก็พากันทำวิปัสสนาดูแล้วก็จะรู้ด้วยตนเองว่า จริงหรือไม่ก็ จะรู้เอง เพราะพระพุทธเจ้าพระองค์ทรงสอนไว้ว่า “โอปนยิโก” แปลว่า น้อมเข้ามา ปัจจัตตัง รู้จำเพาะตนคนเดียวเท่านั้น คนอื่นหารู้ได้ไม่ ใครปฏิบัติ ธรรมคนนั้นย่อมรู้เอง รู้ว่าสังขารรูปนามนั้น ถ้าหากว่าเราได้สงบแล้วก็จะเห็นแจ้งแห่งพระนิพพาน ถ้ายังไม่รู้แจ้งพระนิพพาน ก็เพราะเราหลงอยู่ในรูป นาม ว่างามอย่างนั้น สวยอย่างนี้ ดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้
         12. สัจจานุโลมิกญาณ หรือ อนุโลมญาณ มีปัญญาเห็นรูปนามดับไปจะมีกำลังดียิ่งขึ้นได้ตามอำนาจของอริยสัจ สามารถกำจัดความมืดที่มา ปกคลุมอยู่ให้หมดไป รู้อริยสัจได้ก็ต่อเมื่อวิปัสสนาญาณเจริญยิ่งๆขึ้นตามลำดับ โดยอนุโลม ปฏิโลมกลับไปและกลับมาตั้งแต่อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ไปจนถึงสังขารุเปกขาญาณ รู้รูปนาม รู้ทุกข์อริยสัจชัดแจ้งเป็นความจริงที่ไกลจากกิเลส เห็นรูปนามดับไปเป็นอารมณ์ ดังที่อาตมาได้อธิบายมาแล้วนั้น เป็นความจริงตามหลักพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้ว ซึ่งมีอยู่ในพระไตรปิฎกทั้ง 3 พระคัมภีร์
        13. โคตรภูญาณ ปัญญาที่รู้นิพพานทำลายโคตรปุถุชน ความรู้น้อมไปสู่พระนิพพาน ความดับ รูปนามไม่เกิด อนุโลมญาณเป็นปัญญาที่สามารถ ทำลายกิเลสที่ปิดบังความจริงไว้ได้ แต่ไม่สามารถเห็นนิพพานได้เป็นปัจจัยส่งให้โคตรภูญาณ โคตรภูญาณนี้สามารถน้อมไปสู่นิพพานได้แต่ไม่สามารถ ทำลายกิเลสได้ ทำหน้าที่โอนโคตรจากปุถุชน ไปสู่อริยโคตรได้โดยมีวิปัสสนาเป็นปัจจัย เมื่อโคตรภูญาณเกิดขึ้นทำหน้าที่ของตนหมดแล้วก็ดับไป ญาณ ในโลกุตตระ คือ มรรคญาณ ผลญาณโดยมีนิพพานเป็นอารมณ์ก็เกิดขึ้นติดต่อกันไป ซึ่งไม่มีระหว่างขันธ์ตามลำดับแห่งมรรคชวนะวิถี อุปมาเหมือน บุรุษจะข้ามคลองน้ำ วิ่งมาด้วยกำลังแรงจับเถาไม้ที่ผูกติดอยู่กับต้นไม้ แล้วเหวี่ยงตัวให้ข้ามไปถึงอีกฝั่งหนึ่ง แล้วปล่อยเถาไม้เสีย แล้วมาตั้งตัวให้เป็น ปกติก็สบาย รู้สึกว่าตัวเองได้ข้ามพ้นคลองน้ำสำเร็จแล้ว การปล่อยเถาไม้นั้นก็คือ ตัดเชื้อชาติปุถุชน การตั้งตัวให้เป็นปกติก็เท่ากับได้ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล
         14. มรรคญาณ ปัญญาในโสดาปฏิมรรค สกิทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหันตมรรค กำจัดกิเลสตามฐานะของตน โดยมีนิพพานเป็นอารมณ์ เหมือนกัน
         15. ผลญาณ ปัญญาในโสดาปัตติผล สกิทาคามิผล อนาคามิผล อรหันตผล ซึ่งเกิดขึ้นติดกันกับมรรคจิตของซึ่งกันและกัน โดยไม่มีระหว่างขันธ์ และนิพพานเป็นอารมณ์เหมือนกัน
         16. ปัจจเวกขณญาณ  ปัญญาที่เกิดขึ้น พิจารณามรรคผลนิพพานกิเลสที่ละได้แล้วและยังเหลืออยู่ตามอำนาจของมรรคผลนั้นๆ อานิสงส์ของ การปฏิบัติวิปัสสนาอย่างต่ำก็ทำให้คนเลวกลายเป็นคนดีได้ ทำให้คนที่มีความดีอยู่แล้วนั้น ให้ทำความดียิ่งๆขึ้นไป ทำให้คนโง่กลายเป็นคนฉลาด รู้แจ้ง ในกรรมเลว แล้วเลิกอบายมุขทั้งหลาย จะเกิดเป็นคนขยันหมั่นเพียรต่อการงาน อันเป็นประโยชน์แก่ตนและคนอื่นพร้อมด้วยสังคม และพระพุทธศาสนา มีความกตัญญูต่อพ่อแม่ผู้มีพระคุณ มีสติมั่นคงในการทำคุณงามความดี มีอุปนิสัยแก่กล้าก็สามารถเข้าถึงมรรคผล และรู้แจ้งแห่งทางไปพระนิพพาน ได้ตามวินิจฉัยของตน

http://www.luongta.com/Inside1Html/tha/chapt8.htm
บันทึก #3 21 ม.ค. 2554 11:19:58
คำถาม    วิปัสสนาญาณเป็นโลกียะ หรือโลกุตตร  ?

คำตอบ   ตั้งแต่ ปริจเฉทญาณ ถึง โคตรภูญาณ  เป็นโลกียะภูมิ (ญาณ 1 - 13)
            ตั้งแต่ มรรคญาณ ถึง ปัจจเวกขณญาณ เป็นโลกุตตระภูมิ (ญาณ 14 - ญาณ 16)

อ้างอิง  http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2007/11/Y6006245/Y6006245.html

14. มรรคญาณ

เป็นญาณที่ถึงพระนิพพานหรือโลกุตรภูมิอย่างสมบรูณ์
ได้เชื่อว่าอริยะบุคคลในพุทธศาสนา

เป็นพระโสดาบันติมรรค
ทำให้อนุสัยกิเลสเบาบางอย่างมากมายและ
สามารถละกิเลส 3 ตัวได้อย่างเด็ดขาด ได้แก่

1.สักกายทิฐิสัญโญชน์ คือการยึดถือเป็นตัวตนผิดๆ ในรูปนามนั้นๆ
2. วิจิกิจฉาสัญโญชน์  คือความสงสัยใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
3. สีลัพพตปรามาสสัญโญชน์ คือการถือข้อวัตรปฏิบัติผิดไม่ถูกทาง

ซึ่งกิเลสทั้ง 3 ละขาดจากสันดานได้อย่างเด็ดขาด ก็จะก้าวสู่ญาณที่ 15 ผลญาณ ทันที

15. ผลญาณ

เป็นญาณที่พระอริยะบุคคลเข้าเสวยผลของนิพพานขณะที่มีสังขารนี้อยู่ ชั่ว 2 หรือ 3 ขณะจิต
หลังจากนั้นก็ขึ้นสู่ญาณที่ 16 ปัจจเวกขณญาณ อันเป็นญาณสุดท้าย

16. ปัจจเวกขณญาณ

เป็นญาณสุดท้าย ที่พิจารณาว่า
ละกิเลสอะไรได้บ้าง
จะพิจารณาขึ้นมาเองให้รู้ฐานะที่แท้จริง  
ถึงซึ่งโสดาบันติผลหรือโสดาบันบุคคล

หมายเหตุ ญาณที่ 13 และ 14 นั้นไม่สามารถกล่าวเปรียบเทียบได้ว่าอารมณ์หรือความรู้สึกขณะนั้นว่าเป็นอย่างไร
แต่ญาณที่ 15 คือผลของญาณพอกล่าวได้บ้าง
เพราะหลังจากที่ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานผ่านที่ 16 ญาณ หรือเรียกว่า โสฬสญาณ ก็สามารถเข้าสมาบัติหรือผลญาณได้ตามฐานะของตนเองได้ทุกเมื่อ เมื่อมีความชำนาญ

แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่สงสัยอย่างไม่สิ้นสุดของปุถุชน
สามารถเปรียบเทียบผลของญาณได้คือ ความว่าง
หรือความสงบที่ไม่มีอะไรเหลือ
ที่ปุถุชนไม่เคยสัมผัส


จากคุณ : Vicha [ 23 มิ.ย. 2543 / 22:15:10 น. ]
คำตอบ (3)
จัดเรียงตาม: คะแนน | เวลา
การโพสต์คำตอบถูกปิดใช้งาน
Google ค้นเว็บ
Google ค้นรูป
เลือกวิดีโอ YouTube
ค้นหา
ป้อน URL
พิมพ์คำค้นหาของคุณลงในช่องเพื่อหาเว็บลิงก์
พิมพ์คำค้นหาของคุณลงในช่องเพื่อหาภาพ
พิมพ์คำค้นหาของคุณลงในช่องเพื่อค้นหาวิดีโอ
ช่องค้นหาต้องไม่ว่างเปล่า
วาง URL ในช่องด้านล่าง:
ไม่สามารถโหลดเว็บไซต์ได้
ค้นหาใน YouTube
เพิ่มลิงก์วิดีโอ
เกิดข้อผิดพลาดขณะโหลดคำตอบ โปรดลองอีกครั้ง
คำตอบบางข้อถูกนำออกออกจากการแสดงผลของคุณ
โหวต
6
การดู
10106
ติดตาม
0
x
©2014 Google - ข้อกำหนด - นโยบายเนื้อหา - ความเป็นส่วนตัว