.....................เรื่องเล่าของแม่ (ยาวนะ).............................
...เป็นเพียงความเชื่อไม่กี่อย่างเรื่องเวรกรรม...
แม่ผมเคยเล่าให้ฟังว่า...สมัยที่แม่ยังเด็กมีครอบครัวหนึ่ง บ้านหลังนี้เดิมเป็นบ้านที่มีฐานะมีกินมีใช้ไม่ได้ขัดสนเลย
แต่ด้วยความที่ตาคนที่เป็นเจ้าของบ้านนี้แกติดกัญชาและการพนันอย่างสาหัส
เลยได้เอาทรัพย์สินที่มีไปละลายกับของพวกนั้นจนหมดตัวจากบ้านหลังใหญ่
ก็เหลือหลังเท่ากระต๊อบ โดยที่แกก็ไล่เมียขายของหาเงินให้แกไปพี้กัญชา
ยายที่เป็นเมียแกคนนี้ก็จะเอาที่ดินที่ยังเหลือรอบๆบ้านหลังเล็กนั้นปลูกผักไว้ขาย
ไว้กิน บ้างก็เอาพืชสารพัดที่แกปลูกมาทำขนมแจกคนแถวนั้น
แกจะตื่นแต่เช้ามืดมายืนรอรถโดยสารที่ปากทางน้ำตกสาริกาเพื่อจะไปขายของในตัวเมืองนครนายก
พอขายได้เสร็จแกจะซื้อขนมห่อมาให้ลูกกิน พอเงินหมดวันไหนหรือไม่มีให้ผัวแกก็จะโดนตบตีจนสลบไปเลยก็มี
เมื่อเวลาผ่านไปลูกชายคนโตแกมีเมียเลยแยกไปอยู่บ้านหลังเล็กๆบริเวณใกล้ๆ พอหิวข้าวก็เดินมากินบ้านแม่ พอวันไหนแม่ไม่มีข้าวให้กินก็ด่าแม่เหมือนไม่ใช่ผู้ให้กำเนิดตน ไหนจะถูกผัวตบตีอีก...จนแม่ของเขาต้องออกบ้านกลางดึกเพื่อหนีการทำร้ายร่างกายที่เกิดขึ้นจนชินไปขุดเผือกมันที่ไร่หลังบ้านซึ่งปัจจุบันเป็นที่ว่างเปล่าของตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่ง แกก็อาศัยแสงจันทร์เดือนหงายเก็บหัวเผือกหัวมันไว้รอขายตอนเช้า ตอนที่แกขุดหัวมันอยู่นั้นขุดไปก็ไม่เจอหัวมันสักหัว..มีแต่ต้นเปล่าๆปักไว้ ซึ่งหัวมันมีคนขโมยขุดไปแล้วนั้นเอง แกเลยนั่งร้องไห้อยู่ที่ร่องมัน พร้อมกับลูกคนสุดท้องที่ตามแม่มาขุดหัวมัน...
พอเช้าวันรุ่งขึ้นปรากฏว่ามีคนที่ตลาดบอกว่าลูกชายแกเอาหัวมันมาขายที่นี่จนกลับไปแล้ว แกได้ฟังจึงรู้ว่าลูกชายแกเป็นคนขโมยขุดหัวมันไปขายแล้วหลอกแม่โดยการปักต้นเปล่าๆเอาไว้ แกเลยพูดพร้อมยกมือท่วมหัวว่า ”ขอให้มันทำมาหากินไม่มีความเจริญรุ่งเรือง” โดยที่แกก็ไม่คิดอะไรเพราะพูดไปด้วยความโมโหที่ลูกชายแกทำแกแบบนี้
และเชื่อไหมครับว่าลูกชายของแกคนนี้ยังมีชีวิตอยู่ แกอายุสัก 60 แล้วแต่ร่างกายแกแข็งแรง บ้านแกคือกระต๊อบเล็กๆกลางสวนถั่วฝักยาวอยู่กินกับเมียคนเดิมของแก แกทำงานสวนทุกอย่างยอมรับเลยว่าขยันมาก แต่ทุกวันนี้แกก็ยังจนแทบไม่มีข้าวกิน บางทีต้องมายืมเงินแม่ผมใช้ เป็นหนี้เขาไปทั่วแถมเมียก็ขายของอยู่แถวๆนั้น ส่วนลุงแกก็ขึ้นผลไม้ ทำสวนไปด้วยแต่ก็ไม่มีอะไรที่งอกเงยมาเพื่อให้แกอยู่สุขสบายขึ้นในช่วงบั้นปลาย
แม่ของลุงแกเสียไปเมื่อประมาณปี 2528 ตอนที่ยายกำลังออกไปซื้อของให้ลูกชายคนเล็ก ตอนนั้นเขากำลังเดินอยู่ริมถนนเพื่อกลับบ้าน ทันใดนั้นรถบัสคันใหญ่วิ่งมาด้วยความเร็วและลมรถได้พัดเอาศีรษะของยายแกไปฟาดกับเสาหลักกิโลเมตร แม่ผมเล่าต่อว่าแม่กำลังเรียนหนังสืออยู่ พอเห็นคนเขามุงดูอะไรกันหน้าโรงเรียนก็ไม่ได้สงสัยอะไร จนมีคนมาบอก พอแม่ผมวิ่งไปก็...ไม่ทันได้ดูใจยายของผมเสียแล้ว
หรือว่าจะเป็นคำพูดของบิดามารดาที่สาปแช่งแกในวันที่แกได้ทำร้ายน้ำใจของแม่ที่ทำให้ลูกมาตลอดชีวิต แม่ผมสอนว่า “จงเป็นคนดีทุกที่ที่ไป อย่าทำอะไรให้แม่เสียใจถึงกับขนาดต้องสาปแช่งลูกตัวเอง เพราะคำพูดของพ่อแม่ศักดิ์สิทธิ์เกินกว่าที่ลูกคิดนัก”
หลังจากที่ยายเขาได้เสียไปแล้ว แม่ผมถูกอุปการะจากเพื่อนคนหนึ่งของอากงที่มาจากแต้จิ๋วด้วยกัน มาอยู่ที่กรุงเทพเพราะเมื่อยายของผมตายไป เพราะเขาเอ็นดูแม่ของผมและกลัวแม่ผมจะเป็นเด็กกำพร้า
...เพราะไม่มีพี่คนไหนอยากจะเลี้ยงน้องเลย น้องทุกคนกระจัดกระจายไปหมดหลังจากที่ยายผมเสียไป
บันทึก #1
20 ก.ค. 2555, 11:18:09
เรื่องจริงครับ ชีวิตคนๆนึงมันยิ่งกว่านิยายซะอีก