ศาสนาพุทธ เป็นศาสนา ที่สอน หลักเหตุและผล สอนในเรื่องของสิ่งที่เป็น รูปธรรม (สิ่งที่จับต้องได้) และ นามธรรม (สิ่งที่จับต้องไม่ได้) ที่มีอยู่จริง ๆ คำว่านามธรรมจะยกตัวอย่างที่มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าชนชาติไหน ศาสนาไหนก็มี เช่น ความคิด ความรู้สึก ความจำ สิ่งนี้ไม่มีตัวตน จับต้องไม่ได้ ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่ทุกคนสัมผัสได้ว่าขณะนี้เรากำลังคิดอยู่ คิดดี คิดไม่ดี เรารู้!..... เพราะความคิดมันอยู่กับตัวคนคิดเอง คิดจะฆ่าคนอื่น เรารู้!.... คิดเมตตาคนอื่น เราเองก็รู้!..... ฉะนั้น นรก สวรรค์ จึงเกิดขึ้นจากตรงนี้ ไม่ได้เกิดจากคนอื่น และ ศาสนาพุทธ ไม่ได้สอนจบแค่เรื่อง นรก สวรรค์ แต่ สอนไปถึง ความหลุดพ้น ไม่ต้องกลับมาเวียนว่าย ตายเกิดอีก เพราะการตกนรก ขึ้นสวรรค์ ยังต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก ซึ่งเป็นธรรมะที่ละเอียดอ่อนมาก
เรื่องของ ตกนรก ขึ้นสวรรค์ นั้น ไม่ใช่ว่าเป็น คนศาสนาพุทธ เท่านั้นจึงจะ ตกนรก เมื่อทำบาป หรือ ขึ้นสวรรค์ เมื่อทำบุญ
แต่! เป็นของ คนทุกคน ทุกชาติ ทุกศาสนา ถ้าทำเหตุ แบบนี้ ก็ย่อมจะได้ ผล เป็นแบบเดียวกัน จะต่างกัน ก็การใช้ภาษาในการสื่อ
เปรียบเทียบ เช่น คน ไทย พุทธ กินมะม่วงอกร่องสุก เขาก็จะ รู้สึก หวานอมเปรี้ยว อีกคน เป็นคน ไทย ศาสนาอื่น กินมะม่วงลูกเดียวกัน ก็รู้สึกเหมือนกัน
ถึงจะเป็นคนต่างชาติ ต่างศาสนามากิน ก็รู้สึกเหมือนกัน (ถ้าประสาทการรับความรู้สึกปกติ)
หรือ เปรียบกับ คนเมื่อกินข้าว ก็รู้สึก อิ่ม ถูกมีดบาด ก็รู้สึกเจ็บ ก็เหมือนกัน แต่อาจจะพูดกันคนละภาษา เป็นต้น
บางคนอาจสงสัยเรื่องของ ผลของการกระทำ บางอย่างอาจให้ผลช่วงระยะเวลาที่แตกต่างกัน เช่น ทำดีมาตลอด กลับได้รับผลไม่ดี ในช่วงเวลานี้
ขอเปรียบเทียบ เรื่อง วันนี้เรากำลังปลูกต้นมะละกออยู่ แต่ยังไม่ออกผล และก็ปลูกต้นพริกไว้เหมือนกัน ต้นมะละกอ ย่อมให้ผล เป็นต้นมะละกอ
ปลูกต้นพริก ก็ย่อมให้ผลเป็นพริก คงไม่ได้ให้ผลเป็น มะละกอ ฉะนั้นขึ้นอยู่กับ อะไรจะให้ผล ช่วงเวลาไหน หรือให้ผลสลับกัน หรือพร้อมกัน และขึ้นอยู่
กับจำนวนที่ปลูก การดูแลรักษา กำจัดวัชพืช ฯลฯ (เราเวียนว่ายตายเกิดมาจนนับชาติไม่ได้ จนเราจำไม่ได้ว่าเราสร้างกรรมแบบไหนไว้บ้าง จนจับต้นชนปลายไม่ถูก) กรรมที่ทำไว้มัน ก็เป็นเหมือนพลังงานที่ติดอยู่กับตัว ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ เป็นมนุษย์ จะเป็นร่างกายเป็นแบบไหน พลังงานนี้ก็จะดึดดูดสิ่งต่าง ๆ หรือบุคคล
ที่มีกรรมร่วมกันมา ให้เข้ามาอยู่รอบ ๆ ตัวเรา ตัวเราจึงเป็นเหมือน แม่เหล็กที่จะคอยดึงดูด ถ้าสร้างกรรมดี ก็จะดึงดูดสิ่ง ดี ๆ บุคคลรอบตัว ก็ดีเข้ามา แต่ในทางตรงข้ามถ้าเคยทำสิ่งไม่ดี เมื่อถึงเวลาที่แรงกรรมด้านไม่ดีมีพลังมาก หรือพลังงานด้านไม่ดีมีมาก ก็จะดึงดูดบุคคลหรือสิ่งไม่ดีเข้ามาหาตัว คนเราจึงเป็นเหมือนสนามแม่เหล็ก ซึ่งมีทั้งขั้วบวก และ ขั้วลบ แต่ศาสนาพุทธ สอนให้เกิดการปล่อยวาง ทั้งสองขั้ว ไม่มีตัวตนซึ่งเป็นที่ตั้งของแม่เหล็ก แต่ไม่ใช่ว่าผู้ที่ท่านหลุดพ้นแล้วในชาติที่ยังมีธาตุขันธ์ อยู่จะไม่มีความรู้สึก ก็ไม่ใช่ เพราะธาตุขันธ์ท่านในชาติสุดท้ายยังมีอยู่ (เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียด เราศึกษาและปฏิบัติไปจนกว่าจะรู้และเข้าใจได้ด้วยตนเอง หมดความสงสัยได้แท้จริง)
ธรรมะเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน เป็นเรื่องของบุคคลทุกคน ที่ยังเวียนว่ายตายเกิด ควรศึกษา เพื่อให้หลุดพ้นจากวัฏฏะสงสาร