สูตรอาหารสุขภาพ ลดความอ้วน
จดหมายถึงเพื่อน.....
ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2550
สวัสดีค่ะ ตุ๊,
จำได้ไหมที่คุณส่งสูตรอาหารลดน้ำหนักมาให้ฉันลองปรับแก้ให้
แต่ในที่สุด ฉันก็ไม่ได้ปรับแก้กลับไปให้
เพราะว่า เห็นสูตร แล้ว ....อึ้ง.... ไม่รู้จะปรับยังไงนั่นเอง
ที่ อึ้ง... เพราะอาหารแต่ละอย่างมันไม่ควรจะกินเท่าไหร่
เช่น กาแฟ น้าตาลอีควล ขนมปังแซนด์วิช ไข่ นม แฮม
ถึงแม้จะจำกัดปริมาณก็ตามนะ.......
เอาสูตรแท้ๆ กันซะทีมั้ย
สำหรับคนที่มี น้ำตาลในเลือดสูง เกือบเป็นเบาหวาน
น้ำหนักมาก ซึ่งจะรู้ได้จากการที่ร่างกาย ส่วนขา
เข่ารับน้ำหนักมากจนปวด เจ็บเข่า แบบเดียวกับที่คุณเล่าอาการของคุณ
มาให้ฟัง ว่า สัญญาณอันตรายเริ่มขึ้นแล้ว
ความคล่องตัวลดลง ความดันโลหิตบางครั้งจะสูงไปด้วย
หลายคน กินยาป้องกันเบาหวาน...หรือการเพิ่มอินซูลิน
ซึ่งนั่นจะยิ่งทำให้แย่ลงไปกันใหญ่
เพราะขั้นตอนต่อไป คือปัญหาการเป็นโรคไต ตามมา
ท้ายที่สุด อาจจะไตวาย ไปฟอกไต วันเว้นวัน......
ทีนี้ ร้างกายก็จะฟื้นฟูตัวเองไม่ได้......
ธรรมชาติบำบัด....
ร่างกายของคน สามารถบำบัดเยียวยา และสร้างสมดุลได้
เมื่อเราเปิดโอกาสให้ร่างกายและจิตใจ ได้เยียวยา รักษาตัวเอง
สิ่งแรก คือ การกินอาหารที่มีพลังสด ได้แก่ ผลไม้สด ผักสด
กินแทนอาหารเป็นมื้อ
(ผลไม้ ยกเว้น ทุเรียน และลำใย)
อาหารส่วนใหญ่ที่เรากินกันเข้าไป ร่างกายจะเป็นมันเป็นพิษ
และต้องการขับพิษออกไป ได้แก่ ข้าวขาว น้ำตาลทรายขาว
แป้งขาวทุกชนิดที่นำมาทำขนมเบเกอรี่ และขนมปังแซนด์วิชขาวทั้งหลาย
กาแฟ ชา ยารักษาโรคทุกชนิด อาหารเสริมทุกชนิด วิตามินทุกชนิด
ของหมักดอง แอลกอฮอล์
เนื่องจากไม่มีพลังชีวิต และยังถูกแยกส่วน (Extract)
สำหรับการกินเนื้อสัตว์ (ไม่เว้นทั้งกุ้ง ปลา) หากร่างกายอยู่ในสภาพปกติ
อาจจะกำจัดพิษต่างๆ ได้ดี
แต่เมื่อป่วยจะป่วยและอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว
กินอาหารที่ผ่านความร้อนได้บ้าง แต่ให้เป็นอาหารที่ได้จากผักที่สด
ปรุงสุกไว้ไม่เกิน 3 ชั้วโมง ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นพิษต่อร่างกาย
อาหารสำหรับคนไม่ป่วย ทางธรรมชาติบำบัดคือ
- ตื่นขึ้นมา ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน ที่เพิ่งเฉาะใหม่ๆ ดื่มจากลูกมะพร้าว 1 ลูก
(เนื้อมะพร้าว เก็บไว้ทำอาหาร)
- มื้อเช้า กินผลไม้ อะไรก็ได้ 1-2 ชนิด ถ้ารสชาติไปทางหวานก็หวานทางเดียว
ถ้ารสชาติไปทางเปรี้ยวก็เปรี้ยวในมื้อนั้น
- มื้อกลางวัน กินข้าวกล้อง (ถ้าเป็นเบาหวาน กินข้าวนิดหน่อยพอ) และยำผักสด
หรือ กับข้าวที่ไม่ใช้น้ำมัน
- ตอนบ่าย 4 โมง ช่วงท้องว่าง ดื่มน้ำมะพร้าว หรือน้ำผลไม้คั้นสด
- มื้อเย็น กินผลไม้ อีกมื้อหนึ่ง
สำหรับคนที่ป่วย
- ให้กินผลไม้เป็นอาหาร 3 มื้อ
- ถ้าน้ำตาลในเลือดสูง อาจจะมีผักสดยำรสไม่จัด สลับบ้างในบางมื้อ
- จากนั้น ให้สังเกตุอาการตัวเอง และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
การกินผลไม้เป็นอาหารหลัก ตอนแรกน้ำตาลอาจจะสูงขึ้นบ้าง
แต่ไม่มีผลต่อสุขภาพ เพราะเป็นน้ำตาลที่ได้จากผลไม้สด
ซึ่งไม่ผ่านขบวนการใดๆ (พวกผลไม้กระป๋อง กินไม่ได้นะคะ)
แต่ยังไงถ้าน้ำตาลในเลือดสูงมากๆ อยู่แล้ว
จะเลือกกินแต่ผลไม้ที่ไม่หวานจัด อาจจะสบายใจกว่า...
ของฉัน
ลองกินผลไม้ 3 มื้อ เป็นจำนวน 10 วันแล้ว น้ำหนักลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
แต่พยายามกินกล้วยหอม กล้วยน้ำว้าเยอะๆ เพราะไม่อยากผอม....
ช่วงนี้ ฉันงดกินวิตามินก่อน ซึ่งพบว่า ฉี่ออกมามีกลิ่นยา...
มันเป็นพิษที่ค้างอยู่ในตัว
ก็คงจากเคมีบำบัด และวิตามินที่กินมาก่อนหน้านี้
น้องสาวของฉัน เคยสูบบุหรี่ พอกินผลไม้ 3 มื้อ
ปากเขาเหม็นมากๆ อยู่หลายวัน ... นั่นคือ การขจัดพิษ
บางครั้ง เป็นวันหยุด เราจะอดอาหารที่เคี้ยว
คือ กินน้ำผลไม้ หรือน้ำมะพร้าว ทั้ง 3 มื้อ 1 วัน
แล้ววันต่อไป ดื่มน้ำเปล่า (ไม่ร้อน ไม่เย็น) ตลอดวัน
ในปริมาณไม่มากนัก
หากเรามีพิษในตัวมากๆ ก็จะมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว
เกิดอาการตัวร้อน อาการซ่านพิษเกิดขึ้น
ร่างกายเริ่มมีพลังในการเยียวยาตัวเอง
เพราะเราไม่ได้เอาภาระให้ร่างกายเสียพลังงานในการย่อยอาหาร
ซึ่งเป็นภาระที่หนักที่สุดของร่างกาย
หากมีอาการตัวร้อน ให้ดีใจมากๆ...เป็นเวลาที่ยอดเยี่ยมให้ร่างกาย
ได้ซ่อมแซมตัวเอง
อาจจะหนาวสั่น ไม่เป็นไร นอนหายใจเข้า-ออก
ทำตัวสบายๆ รื่นรมย์กับอาการไข้...
ไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่อาบน้ำ สระผม คือไม่ให้ร่างกายโดนน้ำ
หากหิวน้ำ ให้จิบน้ำนิดหน่อย แล้วปล่อยให้ร่างกายเป็นไข้ต่อไป
หากระหว่างเป็นไข้ เกิดมีอาการปวดหัวมาก จนทนไม่ได้
วิธีการจัดการ คือ เอาน้ำประปาอุณหภูมิปกติ ราดหัว
ให้น้ำไหลทิ้งไป ระบายพิษ
จนกระทั่งหายปวดหัว ทำได้ 5 - 30 นาที เลยแล้วแต่อาการ
เพราะว่า พิษมันขึ้นหัว...มันถึงปวดหัว
แล้วเอาผ้าชุบน้ำ โพกหัวไว้ต่อไป ให้เปียกไว้ ไม่เกิน 1 ชั่วโมง
ถ้าเกิดปวดอีก ค่อยทำอีก ให้ระยะห่างแต่ละครั้งประมาณ 1 ชั่วโมง
ระหว่างราดหัว หรือโพกหัว พยายามอย่าให้ส่วนอื่นของร่างกายเปียก
อย่าลืม!!! ถ้าไม่ปวดหัว ในช่วงที่ตัวร้อนจี๋เป็นไข้ อย่าโดนน้ำ
อย่าเช็ดตัว......เพราะไข้จะลด แล้วร่างกายก็จะไม่ได้ซ่อมตัวเอง..
คุณจะพบว่าชีวิตง่ายขึ้นมาก ไม่ต้องห่วงเรื่องการปรุงอาหาร
ซื้อผลไม้ตามฤดูมา แล้วก็ล้างสะอาดๆ ปอกกินทันที
อย่าปอกทิ้งไว้...พลังชีวิตมันจะหายไปหมด....
มีชายหนุ่มคนหนึ่ง เจอกันที่คอร์สธรรมชาติบำบัด เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา
เขาตัวโตเป็นนักกีฬา เขาไม่ได้ป่วยอะไรมาก เป็นแค่ภูมิแพ้
เจอฝุ่น เกสรดอกไม้ อะไรเขาก็จาม น้ำมูกไหล มีญาติกันชวนมาพักผ่อนเข้าคอร์ส
เขาก็มาด้วย ปรากฏว่า ทดลอง ล้างคอ จมูก ตา สูดไอใบกะเพรา
แล้วก็งดกินยาแก้แพ้ที่เดิมต้องกินทุกเช้า...
เขาเลือกที่จะลองกินผลไม้เป็นอาหาร 3 มื้อ วันที่ 3 ที่เข้าคอร์ส
น้ำมูกไหลตลอดทั้งวัน เขาก็ทนเอา ไม่กินยา
พอวันที 4 น้ำมูกหยุดไหล ผ่านการเข้าคอร์สมา 10 กว่าวัน
เขากินผลไม้เป็นอาหาร วันละ 2 มื้อบ้าง 3 มื้อบ้าง
ปรากฏว่า ไม่มีอาการจามอีกแล้ว ทั้งๆ ที่ไม่กินยา
แล้วก็ทดลองไปออกรอบตีกอล์ฟ เขาแจ้งผลมาว่า มีพลังเหมือนเดิม...
ทั้งๆ ที่กินเพียงผลไม้เป็นอาหาร
คนนี้อ่ะฉันก็ขำเขา เพราะตอนมา ไม่เคยเรียนรู้ธรรมชาติบำบัดมาก่อน
สุดท้าย กลับนำไปทดลองปฏิบัติแล้วได้ผลดีมากๆ
หมอบอกว่า การเป็นภูมิแพ้ ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก
เพราะว่า เราสะสมพิษไว้มาก ให้ดู stock report ของตัวเอง
ว่า ที่ผ่านมาหลายสิบปี เรากินอะไรที่เข้าข่ายเป็นพิษต่อร่างกายบ้าง???
ส่วนธรรมชาติบำบัดองค์รวมอื่นๆ ก็คงพอรู้กันอยู่แล้ว
คือการฝึกโยคะ ถ้าหากไม่มีเวลา ก็ฝึกปราณยามะ การหายใจ
อย่างเดียวก็ได้ผลแล้ว
ไม่ต้องฝึกอาสนะที่อาจเห็นว่ายากๆ ก็ได้
สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ การตากแดด รับพลังธรรมชาติ
จากแสงแดดเช้า - เย็น
สูดเอาอากาศจากภายนอกห้องแอร์ ซึ่งมีพลังชีวิต
ในห้องแอร์มีแต่อากาศ ขาดพลังชีวิต...
นอนแต่หัวค่ำ ร่างกายเราซ่อมแซมตัวเองทุกวัน
ช่วง สามทุ่มครึ่ง ถึงเที่ยงคืน เท่านั้น
มันจึงเป็นเวลาทอง อย่ามัวแต่ดูละครน้ำเน่า...อิอิ
ถ้าเริ่มฝึกสมาธิภาวนะ ก็ทำไปตามที่ถูกจริต คือแบบที่ชอบน่ะ
ฝึกแต่เช้า ยิ่งดี
ทดลองดู แล้วมาดูผลกัน
อ้อ...ถ้าเผื่อมีเพื่อนๆ อยากล้างพิษ ก็ใช้วิธีนี้ได้
เทคนิคที่ไม่ให้ผอมมากนัก ก็อย่างที่ว่าไปแล้ว
กินกล้วยหอม กล้วยน้ำว้า มากหน่อย ก็พอช่วยพยุงไว้ได้ สัก 1 กิโลกรัม...