ค้นหา ค้นรูป แผนที่ Gmail ไดรฟ์ ปฏิทิน แปลภาษา ภาพถ่าย อื่นๆ »
ลงชื่อเข้าสู่ระบบ
กูรูไม่ได้รับการสนับสนุนบนเบราว์เซอร์ของคุณ: คุณสมบัติบางอย่างอาจทำงานได้ไม่ถูกต้อง โปรดคลิกตรงนี่เพื่อดูรายชื่อเบราว์เซอร์ที่สนับสนุน
กูรู
ประวัติบัตรเครดิตธนาคารพาณิชย์ไทย
ประวัติบัตรเครดิตธนาคารพาณิชย์ไทย
คำตอบ (4)
จัดเรียงตาม: คะแนน | เวลา
ลงชื่อเข้าใช้ หรือ ลงชื่อสมัคร เพื่อตอบคำถามนี้ได้เลย
Google ค้นเว็บ
Google ค้นรูป
เลือกวิดีโอ YouTube
ค้นหา
ป้อน URL
พิมพ์คำค้นหาของคุณลงในช่องเพื่อหาเว็บลิงก์
พิมพ์คำค้นหาของคุณลงในช่องเพื่อหาเว็บลิงก์
พิมพ์คำค้นหาของคุณลงในช่องเพื่อหาเว็บลิงก์
ช่องค้นหาต้องไม่ว่างเปล่า
วาง URL ในช่องด้านล่าง:
ไม่สามารถโหลดเว็บไซต์ได้
ค้นหาใน YouTube
เพิ่มลิงก์วิดีโอ
เมื่อเร็วๆนี้ บริษัทบัตรเครดิตแห่งหนึ่ง ยอมรับต่อศาลว่า คิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมมากกว่าร้อยละ 60 ต่อปีและการคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเครดิตฝ่าฝืนต่อประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ท่านใดที่เดือดร้อนจากปัญหาบัตรเครดิต  เครือข่ายลูกหนี้ภาคตะวันออก องค์กรภาคประชาชน ยินดีให้ความช่วยเหลือลูกหนี้แบบสาธารณประโยชน์นะครับ www.thaidebtor.com
เป็นคุณจะจ่ายไหมครับ

ข้าพเจ้าถือบัตรหลักหมายเลข ซึงข้าพเจ้าชำระหนี้บัตรตรงต่อเวลาทั้งจำนวนกับธนาคารมาโดยตลอด ซึ่งโดยปกติข้าพเจ้าจะใช้แต่บัตรหลักเป็นประจำ
จนประมาณเดือน 09/53 ข้าพเจ้าใช้บัตรเสริมที่ธนาคารส่งมาให้ใช้เพิ่มโดยหยิบใช้สลับกัน แต่ข้าพเจ้าไม่ได้รับใบแจ้งหนี้บัตรเครดิตหมายเลขซึ่งเป็นบัตรเสริมเลขที่  ของรอบบัญชี 16/09/53 ซึ่งโดยปกติใบแจ้งหนี้น่าจะมาถึงประมาณทุกวันที่ 25 ของทุกเดือนเป็นจำนวนเงิน 17,050.37 บาท มีกำหนดชำระวันที่ 06/10/53 จนกระทั่งวันที่ 19/10/53 เจ้าหน้าที่ผ่ายทวงถามของธนาคารโทรเข้ามาแจ้งว่าที่โทรศัพท์มือถือว่าข้าพเจ้ายังไม่ได้ชำระหนี้ยอดเงินของบัตรเสริมดังกล่าว
ข้าพเจ้าพบว่าจริงจึงรีบชำระเงินทันทีตามยอดเงินที่เจ้าหน้าที่แจ้งมา ต่อมาเมื่อถึงรอบบัญชี 15/10/53 ใบแจ้งหนี้กลับแสดงยอดค้างชำระยอดดังกล่าว พร้อมกับยอดใช้บัตรเครดิตใหม่จำนวน 15,020.52 พร้อมดอกเบี้ยและค่าเรียกเก็บหนี้ค้างชำระ ซึ่งข้าพเจ้าเข้าใจไปเองว่าน่าจะเกิดจากการที่ธนาคารปิดรอบที่วันที่ 15/10/53 และพิมพ์ใบแจ้งหนี้เสร็จก่อนที่ข้าพเจ้าจะชำระเงินวันที่ 19/10/53 จึงทำให้ยอดดังกล่าวยังแสดงอยู่
จนถึงรอบบัญชี 06/01/54 ยอดังกล่าวกลับเพิ่มเป็นจำนวนเงิน 1,007.13 บาท ข้าพเจ้าจึงโทรไปสอบถาม Call Center ของธนาคารในช่วงระหว่างเดือน 12/53 ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะดำเนินการ Wave ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้ ปรากฎว่ารอบบัญชีปัจจุบันที่มีกำหนดชำระ 07/02/54 ยอดเงินกลับเพิ่มเป็นจำนวนเงิน 1,282.47 บาท ทั้งที่เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเรื่องแล้ว รวมถึงข้าพเจ้ามิได้มีเจตนาจะไม่ชำระหนี้ที่ชำระล่าช้าเนื่องจากสาเหตุที่ไม่ได้รับใบแจ้งหนี้ เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่โทรมาข้าพเจ้าก็รีบดำเนินการชำระให้ทันที
รู้จัก "คะแนนเครดิต" (Credit Scoring)
 หลังสงกรานต์ปี 2554 นี้ “บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ” หรือ “เครดิตบูโร” จะนำเอา “คะแนนเครดิต (Credit Scoring)” มาใช้ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีใช้กันมาในต่างประเทศนานแล้ว และกำลังนับถอยหลังเพื่อจะนำมาใช้ในประเทศไทยด้วยในอีกไม่นานเกินรอ โดย Credit Scoring นี้ เสมือนหนึ่งเป็นดัชนีชี้วัด “ความตั้งใจในการชำระหนี้” ของผู้กู้ โดยผ่านระบบการประมวลผลทางสถิติจากข้อมูลดิบออกมาเป็นคะแนนนั่นเอง เชื่อว่า Credit Scoring จะมีประโยชน์ทั้งกับฝ่ายสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการที่สามารถจะค้นหาลูกหนี้คุณภาพดีเพื่อลดความเสี่ยงให้กับตัวเอง และฝ่ายผู้บริโภคหรือผู้ต้องการสินเชื่อที่ในอนาคตต้นทุนทางการเงินจะสะท้อน ถึง Credit Scoring ที่ตัวเองมีด้วย

Credit Scoring คืออะไร?

เกี่ยว กับ เรื่องนี้ นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) อธิบายให้ฟังว่า ในปี 2553 เครดิตบูโรมีสถาบันการเงินเป็นสมาชิก 72 แห่ง มีจำนวนบัญชีในฐานข้อมูล 62.11 ล้านบัญชี แบ่งเป็นข้อมูลบุคคลธรรมดา 58.36 ล้านบัญชี และฐานข้อมูลเชิงพาณิชย์ 3.75 ล้านบัญชี โดยมีการเข้าดูข้อมูลเพื่อวิเคราะห์สินเชื่อทั้งปีจำนวน 15.92 ล้านครั้ง เรียกว่าเรามีฐานข้อมูลลูกค้ามากกว่าทุกแบงก์เพราะได้รวบรวมข้อมูลจากทุกที่ มารวมไว้ที่เดียวกัน มีข้อมูลลูกหนี้กว่า 18 ล้านราย โดยได้นำข้อมูลดิบของลูกหนี้เหล่านี้มาพัฒนาใช้การคำนวณทางสถิติผ่านโมเดล เพื่อประมวลผลออกมาเป็น Credit Scoring ออกมาแล้วเปิดให้สมาชิกทดสอบดูว่า Credit Scoring ที่ได้เหมาะสมกับเขาหรือไม่ในการนำไปใช้จริงในการทำธุรกิจต่อไป เพราะถ้าไม่ดีจริงก็คงไม่มีใครนำไปใช้เช่นกัน

ทุกวันนี้ ข้อมูลเครดิตจะบอกว่ามีหนี้ที่ไหน มีหนี้กี่บัญชี เป็นเงินเท่าไร จ่ายครบจ่ายตรงกี่บัญชี ค้างชำระอยู่ที่บัญชีไหน ค้างชำระเป็นเงินเท่าไร ยังเป็นคะแนนดิบ แต่นี่คือสิ่งที่เรากำลังพัฒนาขึ้นมาเอามาประมวลผลออกมาเป็นคะแนนในรูปแบบ ของ Credit Scoring ซึ่งจะเป็นข้อมูลเสริมเข้าไปจากที่มีอยู่เดิม ธนาคารพาณิชย์ปกติก็มี Scoring ใช้อยู่ในตัว แต่จะเป็นตัววัดความสามารถในการชำระหนี้ Credit Scoring ที่เครดิตบูโรจะทำจะไปเสริมตัวนี้เป็นการวัดอีกมุมหนึ่งคือวัดความตั้งใจใน การชำระหนี้ ยกตัวอย่าง คนมีความสามารถในการชำระหนี้สูง แต่มีความตั้งใจในการชำระหนี้ต่ำ คนคนนั้น คือ หนี้สงสัยจะสูญ (NPL) ที่ มีเงิน มีหนี้ แต่ไม่ยอมจ่ายเป็น Strategic NPL ซึ่งมักจะสะท้อนออกมาว่าไม่กลัว ไม่มี ไม่หนี ไม่ให้ ถึงมีก็ไม่ให้

“คะแนน เครดิต (Credit Scoring)” เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดพฤติกรรมความตั้งใจในการชำระหนี้ของผู้มาขอสินเชื่อ เสริมเข้าไปกับ Scoring ปกติที่สถาบันการเงินทำอยู่แล้วซึ่งนั่นเป็นการประเมินความสามารถในการชำระ หนี้ของผู้มาขอสินเชื่อเท่านั้น Scoring ของแบงก์ตอบโจทย์ความสามารถในการชำระหนี้ แต่ยังไม่ตอบโจทย์ความตั้งใจในการชำระหนี้ได้ดีเพียงพอ นี่จึงเป็นหนึ่งในบทบาทของเครดิตบูโรตามแผนแม่บททางการเงินฉบับที่ 2

แน่ นอนคงต้องมี คนดีมากกว่าคนไม่ดี เพราะถ้ามีคนไม่ดีมากกว่าคนไม่ดีทุกแบงก์คงมีปัญหาแล้ว แต่เรามีคนดีมากกว่าคนไม่ดี แต่วันนี้เรายังไม่มีรางวัลให้กับคนที่ดี Credit Scoring จะเป็นตัวคัดกรองแยกแยะให้ แบงก์ก็จะพยายามดึงคนที่ดีไปหาเขา เพราะว่าคนที่ดีเขาควรจะได้ดอกเบี้ยที่ถูก หลักการมีแค่นี้เอง เดี๋ยวกลไกการตลาดก็จะทำงานจะมีการเปลี่ยน ทุกวันนี้ดีมากดีน้อยก็ได้ดอกเบี้ยเท่ากัน

Credit Scoring จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดความเสี่ยงในการในการบริหารจัดการสินเชื่อให้กับ สถาบันการเงินได้เป็นอย่างดี ซึ่งในต่างประเทศมีเครื่องมือตัวนี้ใช้มานานแล้ว แต่ในไทยกำลังจะมีใช้ในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ ยังช่วยทำให้ต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงินในอนาคตลดลงเพราะหากได้ ลูกหนี้ที่มีเครดิตดีก็ไม่ต้องกันสำรองไว้มาก ซึ่งระบบคะแนนเครดิตนี้เสร็จแล้วตั้งแต่เดือน พ.ย.2553 ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ระหว่างการทดสอบระบบ 3 เดือน (ธ.ค.2553 - ก.พ.2554) โดยทางเครดิตบูโรตั้งเป้าว่าจะนำระบบคะแนนเครดิตมาใช้ให้ได้ในช่วงหลัง สงกรานต์เดือนเม.ย.2554 นี้ โดย Credit Scoring จะมีเกรดมีตั้งแต่ HH - AA คิดเป็นคะแนนตั้งแต่ 300 - 900 คะแนน



 เข้าถึงต้นทุนการเงินที่ต่างกัน

นอก จากประโยชน์ ต่อสถาบันการเงินแล้ว ในแง่ของผู้บริโภคหรือผู้ขอสินเชื่อเองนั้น Credit Scoring ก็มีประโยชน์เช่นกันนั่นคือโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อด้วยต้นทุนทางการเงิน ที่แตกต่างกันหาก Credit Scoring ไม่เท่ากันเหมือนในต่างประเทศผู้มีเครดิตดีอาจจะกู้สถาบันการเงินได้ในอัตรา ดอกเบี้ยที่ถูกกว่าผู้ที่มีเครดิตไม่ดี เป็นต้น

ตัวอย่าง นาย B กับนาย C อยู่ที่ทำงานเดียวกัน มีรายได้เท่ากัน ตำแหน่งเท่ากัน เพศเดียวกัน ขณะที่นาย B มีสินเชื่อบ้าน นาย C ก็มีสินเชื่อบ้านอยู่หมู่บ้านเดียวกันเลย นาย B จ่ายครบจ่ายตรงทุกงวดเรียกว่าดีหมดทุกอย่าง ในขณะที่นาย C จ่ายบ้าง ไม่จ่ายบ้าง เมื่อนาย B กับนาย C จะไปขอสินเชื่อแบงก์ทำไมเขาต้องได้ดอกเบี้ยเท่ากัน

นั่นหมายความ ว่า แบงก์กำลังเอาดอกเบี้ยของคนที่ดีอย่างนาย B ไปชดเชยให้กับคนที่อาจจะแย่กว่าอย่างนาย C ซึ่งดูไม่เป็นธรรมเท่าไรนัก การคิดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงจะได้เกิดขึ้นได้ เพราะคนที่มี Credit Scoring สูงเขาก็ควรจะได้ดอกเบี้ยถูกเพราะเขาเป็นคนดี ก็เหมือนการสอบคนที่สอบได้คะแนนดีก็น่าจะมีโอกาสมากกว่าคนที่ได้คะแนนน้อย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เชื่อว่าจะเกิดขึ้นตามมาในอนาคตจากการมี Credit Scoring

ทำไมคนอีกกลุ่ม หนึ่งที่มีความสามารถในการชำระหนี้และมีความตั้งใจในการชำระหนี้ คนกลุ่มนี้ดีทั้ง 2 ฝั่ง เขาควรจะได้ดอกเบี้ยที่ถูกกว่า ทุกวันนี้สมมตินาย D มีประวัติค้างชำระหนี้อยู่เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว และมี 20 บัญชี นาย E มี 15 บัญชี แล้วค้างมา 8 เดือนที่แล้ว เราไม่สามารถบอกได้ว่าใครดีกว่ากันเพราะไม่มีข้อมูลทางสถิติที่จะมาบอกได้ เมื่อดูประวัติเขาทั้งหมดโดยรวมแล้ว แต่ Credit Scoring จะช่วยได้

Credit Scoring เป็นการเอาประวัติที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นฐานข้อมูลดิบนำมาประมวลผลในเชิงสถิติ เพื่อค้นหาว่า คนที่มีลักษณะนิสัยแบบนี้ มีพฤติกรรมการก่อหนี้ มีพฤติกรรมการชำระหนี้ แบบนี้ ที่อยู่ในระบบการเงินไทย ในอนาคตถ้าเขาไปเป็นลูกหนี้สถาบันการเงินเขาจะมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้เท่าไร เพื่อตัดประเด็นการตัดสินใจโดยใช้ความรู้สึกออกไป อย่างไรก็ตาม Credit Scoring ต้องใช้ร่วมกับข้อมูลอื่นในการวิเคราะห์ อย่าไปใช้เครื่องมือนี้โดดๆ ในการตัดสินใจ เพราะทุกวันนี้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนแปลงไปมาก อย่าไปใช้ข้อมูลแค่ตัวใดตัวหนึ่ง

เดี๋ยวนี้การ วิเคราะห์คนหนึ่งคนต้องใช้เครื่องมือหลายตัวประกอบกัน ดังนั้นการพิจารณาสินเชื่อไม่ได้หมายความว่าเราจะดูแค่ปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง เท่านั้น คงแต่ต้องดูองค์ประกอบทุกอย่างประกอบกันไปในภาพรวม

สมมติ คนที่มีลักษณะนิสัยแบบนาย B ใน 10‚000 คน ที่ก่อหนี้แบบนี้มีลักษณะนิสัยการก่อหนี้และพฤติกรรมการชำระหนี้แบบนี้ ถ้าเขาเดินไปที่แบงก์เพื่อขอสินเชื่อ แบงก์ดูแล้วว่าคนแบบนาย Bนี้ ใน 10‚000 คน ในอีก 12 เดือนข้างหน้า จะมีสักกี่คนที่ไม่ผิดนัดชำระหนี้ จะมีสักกี่คนที่ผิดนัดชำระหนี้ ประโยชน์คือธนาคารพาณิชย์จะได้ใช้ Credit Scoring เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจแล้วไปกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่จะเสนอให้กับนาย B ได้

Credit Scoring จะช่วยแบงก์ในการคัดกรองลูกค้า ในส่วนของผู้บริโภคก็จะช่วยให้คนที่มีความประพฤติดีได้กู้ด้วยดอกเบี้ยถูก เพราะว่าลูกค้าไปตรวจเองก็รู้ว่าตัวเองมีคะแนนเท่าไร แล้วทำไมต้องไปเอาดอกเบี้ยแพง ลูกค้าก็จะเริ่มต่อรอง ต่อมาคือ ธนาคารจะเริ่มแข่งขันกันมากขึ้น อาจจะออกบริการมาว่าสำหรับคนที่ได้คะแนนระดับนี้ขึ้นไปมาขอสินเชื่อที่นี้ จะใช้เวลาในการพิจารณาเร็วขึ้น ดอกเบี้ยลดลง คุณจะมีความสะดวกมากขึ้น Credit Scoring ไม่ใช่เป็นตัวที่คัดคนออก อย่าไปเข้าใจผิดอย่างนั้น เพราะคนที่มีประวัติค้างชำระเยอะๆ ยังไงก็เข้าถึงสินเชื่อไม่ได้อยู่แล้ว แต่ต้องมาดูว่าคนที่เหลือส่วนใหญ่คนที่เข้าถึงสินเชื่อวันนี้เขาถูกชาร์จ ดอกเบี้ยแพงไปหรือเปล่า ในเมื่อเขาเป็นคนที่มีประวัติการชำระหนี้ที่ดี


 เครดิตดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง

เวลา ใครบอกว่า ไปกู้เงินไม่ได้ เพราะว่าติดเครดิตบูโรมีประวัติค้างชำระ ไม่เคยมีใครตั้งคำถามเลยว่าเหตุใดจึงมีการค้างชำระ ทั้งที่ควรจะตั้งคำถามกลับไปถึงต้นเหตุ อย่าไปแก้ไขที่ปลายเหตุ ไปลบข้อมูลๆ ลบข้อมูลไม่ได้ลบพฤติกรรมพฤติกรรมก็ยังซ้ำซาก ในไทยเก็บข้อมูล 3 ปี‚ สหรัฐฯ 7 ปี‚ อังกฤษ 6 ปี‚ ออสเตรเลีย 5 ปี‚ ญี่ปุ่น 5 ปี‚ สิงคโปร์ 3 ปี และฮ่องกง 5 ปี เป็นต้น จึงไม่ถือว่าการเก็บข้อมูลของไทยนานเกินไปแต่ประการใด

สิ่งที่ควร ต้อง พูดกันในวันนี้ คือ การมาช่วยรณรงค์ให้คนมีวินัยไม่ดีกว่าหรือ? เพราะเครดิตดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง ในส่วนของลูกหนี้ที่มีประวัติค้างชำระ ถ้ามีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากที่เคยค้างชำระ มีการจ่ายครบ จ่ายตรง ข้อมูลใหม่ที่ดีก็จะขึ้นไปแทนที่ข้อมูลเก่าที่ไม่ได้ และจะมีการอัพเดทข้อมูลเช่นนี้ให้เป็นปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้ Credit Scoring ของลูกหนี้มีคะแนนที่เปลี่ยนไปด้วยตามฐานข้อมูลที่เปลี่ยนไปได้เช่นกัน ไม่ได้หมายความว่า ใครที่เคยได้คะแนนระดับนี้ ก็จะอยู่ในระดับนี้ตลอดไป แต่คะแนนจะเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมการชำระหนี้ที่เปลี่ยนไปด้วย ถ้าจ่ายครบ จ่ายตรง Credit Scoring ก็ดีแน่นอน แต่คนที่อาจจะเคยคะแนนไม่ดีมาก่อน แล้วมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม คะแนนเครดิตก็สามารถดีขึ้นได้เช่นกัน นี่คือ วิธีแก้ปัญหาที่สาเหตุ ไม่ใช่ไปให้ลบข้อมูลเครดิตแบบนั้นไม่ใช่ เพราะพฤติกรรมไม่เปลี่ยน

ต้องถามว่าคุณ ติดเครดิตบูโรเพราะอะไร ทำไมถึงไม่จ่าย หมุนเงินไม่ทันๆ เพราะเรามีธุรกิจเยอะเกินไปหรือเปล่า เราบริหารจัดการไม่ได้ใช่มั้ย แล้วสิ่งที่อันตรายที่สำคัญสำหรับระบบการเงินไทยคือกู้แล้วต้องได้ อย่าลืมว่าเงินกู้ที่แบงก์เอามาให้คุณกู้เป็นเงินฝากของอีกคน ถ้าเราเปรียบเทียบเราเก็บหอมรอมริบมาแทบตายแล้วเพื่อนมายืมเงิน แล้วเราก็รู้ว่าคนนี้ไม่มี ไม่หนี ไม่ให้ แล้วเราจะให้ยืมหรือเปล่าก็ให้ไม่ได้ เพราะนี่คือเงินของเรา แบงก์ก็เหมือนกัน ทำไมไม่จ่าย ถ้าหมุนเงินไม่ทัน ทำไมหมุนเงินไม่ทัน ทำธุรกิจหลายอย่าง แล้วหลายอย่างบริหารจัดการได้มั้ย ถ้าได้ทำไมเงินไม่พอจ่าย ที่สุดจะกลับไปหาตัวเองว่าเราใช้จ่ายยังไง ตรงนี้คือแก้ให้ตรงจุด ก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ดีขึ้นจึงจะถูกต้อง

อย่าง ไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดปี 2553 พบว่า ลูกหนี้ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ปกติไม่มีปัญหาแต่ประการใด ถือว่าสินเชื่อที่ปล่อยไปในระบบของสถาบันการเงินไทยอยู่ในเกณฑ์ปกติ ทั้งนี้หากดูข้อมูลเครดิตจากฐานบุคคลธรรมดาจำนวน 58.36 ล้านบัญชีนั้น พบว่าเป็นข้อมูลที่ Active อยู่ประมาณ 37 ล้านบัญชี หรือประมาณ 72% และเป็นข้อมูลที่หยุดส่งข้อมูลแล้วจำนวน 21 ล้านบัญชี หรือประมาณ 28% ในจำนวน 37 ล้านบัญชีที่มีการ Active อยู่นั้น พบว่าเป็นบัญชีปกติที่ไม่มีการค้างชำระ 31.4 ล้านบัญชี คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 85% อีก 5.6 ล้านบัญชี คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15% นั้นมียอดค้างชำระเกิน 90 วัน หรือเรียกว่าเป็นหนี้สงสัยจะสูญ (NPL) นั่นเอง แต่ถ้ามองในแง่ของเม็ดเงินแล้วจะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 9% ของยอดสินเชื่อรวมทั้งระบบเท่านั้น

ตัวเลขดังกล่าว เป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับในอดีตที่ผ่านมา ที่สะท้อนถึงความเข้มงวดและความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสิน เชื่อในช่วงที่ผ่านมา และอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้




 เก็บข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อมูลการเงิน

ปัจจุบัน ข้อมูล เครดิตที่เครดิตบูโรเก็บนั้นเป็นเพียงข้อมูลทางการเงิน (Financial Data) แต่ในอนาคตคงมีการเข้าไปเก็บข้อมูลในส่วนที่ไม่ใช่ข้อมูลทางการเงิน (Non Financial Data) มาประกอบกับข้อมูลที่จัดเก็บอยู่เดิมด้วยเช่นกัน โดยหนึ่งในข้อมูลที่สะท้อนวินัยทางการเงินของบุคคลได้เป็นอย่างดี ก็คือ การชำระค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ เพราะหากการจ่ายชำระเงินในส่วนนี้ตรงตามเวลาในจำนวนที่ครบถ้วนก็จะสะท้อน ความรับผิดชอบของบุคคลคนนั้นได้อย่างชัดเจนขึ้นด้วย ในหลายประเทศเครดิตบูโรเขาก็มีการจัดเก็บข้อมูลในส่วนที่ไม่ใช่ข้อมูลทางการ เงินด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันธนาคาร โลก (World Bank) เองก็มีการจัดทำรายงานเปรียบเทียบการทำธุรกิจที่ยากหรือง่ายในแต่ละประเทศ ที่เรียกว่า “Doing Business Report” นั้น ปัจจัยหนึ่งที่ใช้ในการประเมินร่วมกันกับอีกหลายๆ ปัจจัย คือเรื่องดัชนีความลึกของข้อมูลเครดิตที่จัดเก็บในเครดิตบูโร กรณีนี้ประเทศไทยได้ 5 คะแนน จากคะแนนเต็ม 6 คะแนน

ดังนั้น เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านคือมาเลเซียที่ได้คะแนน 6 คะแนนเต็ม เมื่อมีการศึกษาก็พบว่าสิ่งที่เรายังขาดไปคือการเก็บข้อมูลประวัติการชำระ ค่าสาธารณูปโภคนั่นเอง หากเราต้องการยกระดับให้เท่ากับมาตรฐานสากลก็ต้องนำมาพิจารณา ซึ่งปัจจุบันเรื่องนี้อยู่ระหว่างการศึกษาว่าจะเหมาะกับประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร

แนวคิดของการ เก็บข้อมูลการชำระค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ นั้น เป็นการเปิดให้คนกลุ่มหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นคนตัวเล็กๆ ในสังคมได้ “เข้าถึงสินเชื่อ” โดยเฉพาะประชาชนรายย่อยที่ไม่เคยมีสเตทเมนท์ (Statement) หรือ ยังไม่เคยมีประวัติการชำระสินเชื่อกับสถาบันการเงินใดๆ เมื่อไปขอสินเชื่อสถาบันการเงินก็จะไม่มีข้อมูลอะไรให้เห็นเลยอาจทำให้ไม่ ได้รับการอนุมัติ ข้อมูลประวัติการชำระค่าสาธารณูปโภคตัวนี้จะเป็นตัวพิสูจน์ตนเองและสะท้อน วินัยทางการเงินให้สถาบันการเงินได้เห็น และใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาสินเชื่อรายย่อยที่เข้าไม่ถึงสถาบันการ เงินให้มีความเป็นไปได้มากขึ้น เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนรายย่อยได้เข้าถึงระบบสถาบันการเงินด้วยการใช้ ข้อมูลประวัติการชำระค่าสาธารณูปโภคที่จะสามารถสะท้อนวินัยในการชำระเงิน

เพราะ ตอนนี้มี ประชาชนอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินในระบบได้เพราะ ไม่มีเอกสารแสดงรายได้ ไม่มีสเตทเมนท์ (Statement) แต่ถ้าเขาเหล่านั้นเป็นคนมีวินัย ค่าน้ำ ค่าไฟ ก็จ่ายครบ จ่ายตรง ข้อมูลตรงนี้จะแสดงวินัย เขาก็จะได้เข้าถึงสินเชื่อในระบบและเป็นลูกค้าที่ดีต่อไป มันมองได้ในมุมที่เป็นประโยชน์กับคนหมู่มากกลุ่มหนึ่งเหมือนกัน

ตัวอย่าง พ่อค้าขายข้าวมันไก่คนหนึ่ง มีร้านติดสาขาธนาคารพาณิชย์เลย เจ้าหน้าที่สาขาก็รู้ว่าเขาขายข้าวมันไก่อยู่ที่นี่ แล้วก็เอาเงินมาฝากแบงก์ทุกวัน ถามว่าพ่อค้าขายข้าวมันไก่คนนี้ควรจะมีสิทธิขอสินเชื่อซื้อบ้านมั้ย ทำไมต้องรอให้เขาเก็บเงินให้ได้ 1 ล้านบาท ทั้งที่หากเขามาขอกู้ได้ 1 ล้านบาท ความหมายจะต่างกันมากเลย

ลองคิดดูว่าพ่อ ค้าขายข้าวมันไก่สามารถบอกได้ว่าค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ที่มีอยู่จ่ายครบ จ่ายตรงเป๊ะๆ ดูประวัติได้ ก็ได้สินเชื่อบ้าน ต่อมาเมื่อผ่อนบ้าน พ่อค้าขายข้าวมันไก่จ่ายเงินครบ จ่ายตรงเป๊ะๆ ต่อไปอีก ประวัติดีก็สามารถไปขอสินเชื่ออย่างอื่นได้อีก เช่น สินเชื่อรถ เป็นต้น นี่คือวิธีคิด ดังนั้นเราคงต้องถามว่าอยากจะให้คนตัวเล็กๆ ในสังคมที่เป็นคนดีได้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อหรือไม่ ส่วนรายละเอียดในการกำหนดกรอบเงื่อนไขว่าผิดนัดชำระกี่ครั้ง จำนวนเงินเท่าไร ถึงจะนับว่าเป็นผิดนัดชำระหนี้ ตรงนั้นสามารถศึกษาเพื่อวางหลักเกณฑ์ในรายละเอียดตอนหลังได้ไม่มีปัญหาแต่ ประการใด

ทั้งหมดนี้เป็น เรื่องราวของ “คะแนนเครดิต (Credit Scoring)” ที่กำลังจะก้าวเข้ามามีบทบาทในระบบสินเชื่อของสถาบันการเงินไทย หวังว่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยผลักดันให้กลไกตลาดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ไม่มากก็น้อย

อ่านเพิ่มเติมที่ ... http://sites.google.com/site/credebt/
การอ้างอิง
27/4/54
mrsavebook
คำตอบบางข้อถูกลบออกจากการแสดงผลของคุณ
เกี่ยวกับคำถามนี้
รางวัลคำตอบดีที่สุด 10 คะแนน
เปิดดูแล้ว 6529 ครั้ง
มีคนตอบแล้ว 4 คำตอบ
คำถามที่เกี่ยวข้อง
คำตอบ: 10 คะแนน: 7
คำตอบ: 3 คะแนน: 2
คำตอบ: 4 คะแนน: 3
คำตอบ: 4 คะแนน: 3
คำตอบ: 4 คะแนน: 3
คำตอบ: 1 คะแนน: 0
คำตอบ: 2 คะแนน: 0
คำตอบ: 2 คะแนน: 1
x
©2013 Google - ข้อกำหนด - นโยบายเนื้อหา - ความเป็นส่วนตัว - หลักเกณฑ์ของชุมชน