ค้นหา ค้นรูป แผนที่ YouTube Gmail ไดรฟ์ ปฏิทิน แปลภาษา อื่นๆ »
ลงชื่อเข้าสู่ระบบ
ขอขอบคุณที่ใช้ กูรู ในวันที่ 23 มิถุนายน 2014 กูรู จะกลายเป็นบริการแบบอ่านอย่างเดียว หลังจากวันที่ 23 มิถุนายน 2014 คำถามทั้งหมดที่มีการตอบจะเปิดให้ผู้คนสามารถค้นหาและเรียกดูได้ แต่จะไม่รับคำถาม คำตอบใหม่ หรือกิจกรรมการเขียนอื่นๆ ของผู้ใช้อีก.. โปรดอ่านคำถามที่พบบ่อยสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
กูรู
ป้ายกำกับยอดนิยม
ความรู้สึก (256246)
คอมพิวเตอร์ (158478)
การศึกษา (154048)
สังคม (54470)
สุขภาพ (44621)
เกมส์ (41337)
ชอปปิ้ง (19145)
บันเทิง (17229)
สถานที่ (16151)
ไลฟ์สไตล์ (15951)
เครือข่าย (10422)
ธุรกิจ (9557)
การท่องเที่ยว (8745)
กีฬา (7357)
การแพทย์ (5519)
แผนกเรียน (4931)
ผลิตภัณฑ์ดิจิตอล (4386)
ดูทั้งหมด
หญิงที่สมบูรณ์แบบ นางวิสาขามหาอุบาสิกา
ความรัก
ครอบครัว
อารมณ์
ธรรมะ
ปัญหาคาใจ
นางวิสาขามหาอุบาสิกา

นางวิสาขา เป็นบุตรี ของ ธนัญชัยเศรษฐี แห่งเมืองภัททิยนคร แคว้นอังคะ (อยู่ในอารักขาของแคว้นมคธ) มารดาของนางวิสาขามีนามว่า สุมนาเทวี แต่เดิมท่านเมณฑกเศรษฐีผู้เป็นปู่ของนางวิสาขาเป็นหนึ่งในจำนวนเศรษฐีใหญ่  ๕  ตระกูลแห่งแคว้นมคธ  อันได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้าพิมพิสาร คือ

เศรษฐีใหญ่ ๕ ตระกูลแห่งแคว้นมคธ

๑.   โชยเศรษฐี
๒.   ชฏิลเศรษฐี
๓.   ปุณณกเศรษฐี
๔.   กาลวัลลิยเศรษฐี
๕.   เมณฑกเศรษฐีซึ่งเป็นตระกูลเศรษฐีใหญ่ที่สุด

เศรษฐีใหญ่  ๒   ตระกูล  แห่งแคว้นโกศล

ส่วนแคว้นโกศลของพระเจ้าปเสนทิโกศล  มีเศรษฐีใหญ่อยู่  ๒  ตระกูล  คือ อนาถบิณฑิกเศรษฐี และ มิคารเศรษฐี ต่อมาท่านธนัญชัยเศรษฐีบุตรชายของเมณฑกเศรษฐีได้ย้ายไปตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ แคว้นโกศล ตามที่พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลขอต่อพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งในขณะนั้นนางวิสาขามีอายุได้ ๙ ปี ครอบครัวของท่านธนัญชัยเศรษฐีตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ สถานที่ซึ่งกลายเป็นเมืองสาเกตอันอยู่ห่างจากพระนครสาวัตถี แคว้นโกศลประมาณ ๗ โยชน์  ซึ่ง ๑ โยชน์ มีความยาว ๔๐๐ เส้น ต่อมานางวิสาขาได้แต่งงานกับปุณณวัฒนะ บุตรชายของมิคารเศรษฐี
บันทึก #1 19 เม.ย. 2553 07:52:33
เบญจกัลยาณี หญิงผู้มีความงาม ๕ ประการ ซึ่งนางวิสาขาเป็นหญิงที่ได้รับการยกย่องว่ามีลักษณะนั้น ได้แก่

๑.  มีผมงาม  คือ ผมของนางเหมือนกับหางนกยูง เมื่อปล่อยสยายลงปลายผมยาวถึงผ้านุ่ง และปลายผมงอนช้อนขึ้น
๒.  มีเนื้องาม คือ เหงือกที่หุ้มฟันมีสีสุกเช่นผลมะพลับ เนื้อสม่ำเสมอมิดชิด ตามตำราพราหมณ์
๓.  มีฟันงาม  คือ ฟันขาวสะอาดเหมือนสังข์ที่ขัดแล้ว ฟันขึ้นเป็นระเบียบสม่ำเสมอ
๔.  มีผิวงาม  คือ ปราศจากไฝฝ้าราคี ถ้าผิวดำก็ดำสนิท เช่นพวกอุบลสีเขียว ถ้าผิวขาวก็ขาวสะอาดเช่นพวงกรรณิการ์
๕.  มีวัยงาม  คือ ทรงความเป็นสาวอยู่ได้ไม่ร่วงโรย

ปุณณวัฒนะได้บอกกับพ่อแม่ที่ได้ขอให้ตนแต่งงานว่าจะแต่งงานเฉพาะกับหญิงที่มีความงามตามลักษณะเบญจกัลยาณีเท่านั้น ทั้งนี้เพราะแต่แรกมิได้มีความประสงค์จะมีครอบครัวในเวลานั้นเพียงแต่กระทำหน้าที่ลูกที่ดีตามธรรมเนียมพราหมณ์ในสมัยนั้นซึ่งผู้เป็นบิดามารดาจะต้องจัดให้ลูกแต่งงานมีครอบครัว มิคารเศรษฐีได้ขอให้พราหมณ์ชั้นผู้ใหญ่จำนวน ๑๐๘ คนช่วยเหลือ

พราหมณ์ใช้เวลาเสาะหาหญิงที่มีความงามตามลักษณะเบญจกัลยาณีหลายวัน จนวันหนึ่งเมืองสาเกตมีงานนักขัตฤกษ์ พราหมณ์ได้พบนางวิสาขาซึ่งขณะนั้นมีอายุ ๑๕ ปี เป็นหญิงที่มีความงามซึ่งปรากฏ ๓ อย่างคือ ผิวงาม ผมงาม และวัยงาม  พอดีฝนตกลงมาหญิงบริวารทั้ง ๕๐๐ พากันวิ่งเข้าไปหลบในศาลา แต่นางวิสาขายังคงก้าวเดินตามปกติ พราหมณ์เห็นอุบายที่จะดูว่านางฟันและเนื้องามตามตำราหรือไม่ จึงแกล้งตำหนิว่านางเป็นหญิงอ่อนแอเกียจคร้านจึงไม่วิ่งเข้ามาหลบฝนในศาลาเหมือนหญิงสาวคนอื่น ๆ คงไม่สามารถเป็นแม่บ้านที่ดีได้แน่  
นางวิสาขาอธิบายให้พราหมณ์ฟังว่า มีคนอยู่  ๔  จำพวกที่วิ่งไม่งาม  คือ  

๑.   พระราชา
๒.   ช้างมงคลหัตถี  
๓.   บรรพชิต และ
๔.   กุลสตรี
บันทึก #2 19 เม.ย. 2553 07:52:47
และเกรงว่าหากวิ่งไปเกิดพลาดพลั้งหกล้มเป็นอันตรายบิดามารดาก็จะเสียใจ พราหมณ์เห็นว่านางเป็นหญิงที่มีความงามต้องตามตำราเบญจกัลยาณี จึงยื่นพวงมาลัยทองคำที่เตรียมมาสวมศีรษะนางวิสาขา อันเป็นเครื่องหมายว่าต้องการนำไปเป็นแม่เรือนตามธรรมเนียมพราหมณ์ในสมัยนั้น

ก่อนส่งตัวนางวิสาขาไปยังบ้านเจ้าบ่าว ท่านธนัญชัยเศรษฐีได้ให้โอวาทเกี่ยวกับการครองเรือนไว้  ๑๐  ประการ ดังนี้

โอวาท ๑๐ ประการของธนัญชัยเศรษฐี

๑.  ไฟในอย่านำออก  หมายถึง ไม่ควรนำความลับหรือเรื่องไม่ดีงามภายในครอบครัว
    ไปบอกเล่าให้คนภายนอกได้รับรู้
๒.  ไฟนอกอย่านำเข้า หมายถึง ไม่ควรนำคำนินทาว่าร้ายเสียดสีด้วยความอิจฉาริษยา
    จากบุคคลภายนอกมาสู่ครอบครัวอันจะเป็นเหตุให้เกิดเรื่องไม่ดีงามและความบาดหมาง
๓.  พึงให้แก่คนที่ให้ หมายถึง คนที่เคยเกื้อหนุนเอื้อเฟื้อควรมีน้ำใจไมตรีตอบแทน
    เมื่อมีผู้มาหยิบยืมข้าวของเงินทอง ควรให้แก่คนที่นำมาคืนเท่านั้น
๔.  พึงอย่าให้แก่คนที่ไม่ให้ หมายถึง คนที่ไม่เคยเกื้อหนุนเอื้อเฟื้อมีน้ำใจก็ไม่ควรทำใจกว้าง
    หรือทำหน้าใหญ่ใจโต ผู้ที่เคยหยิบยืมแล้วไม่นำมาคืน คราวต่อไปหากยังกล้ามาหยิบยืมอีก ไม่ควรให้
๕.  พึงให้แก่คนที่ให้และไม่ให้ หมายถึง การสงเคราะห์ญาติและมิตรสหายแม้เขาจะนำมาคืนหรือไม่ก็ตาม
    เมื่อเห็นว่าเป็นการสมควร หรือเขาเป็นคนดีควรแก่การเกื้อหนุนอนุเคราะห์ ก็ควรให้
๖.  พึงนั่งให้เป็นสุข หมายถึง การนั่งในที่อันเหมาะสมอันควรไม่เกะกะขวางทาง ไม่ต้องคอยลุกหลีก
    เมื่อพ่อสามีแม่สามีหรือผู้ใหญ่เดินผ่าน และนั่งเมื่อจัดการงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว
๗.  พึงนอนให้เป็นสุข หมายถึง ควรนอนทีหลังพ่อสามีแม่สามี และสามีได้เข้านอนแล้ว
    คือต้องตรวจดูข้าวของกลอนประตูหน้าต่างและฟืนไฟให้เรียบร้อย ทั้งจัดแจงข้าวของที่จำเป็น
    สำหรับหุงหาหรือใช้สอยในวันรุ่งขึ้นให้พร้อมมูลครบครัน จึงจะถือได้ว่าเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดี
๘.  พึงกินให้เป็นสุข   หมายถึง ควรจัดข้าวปลาอาหารสำหรับพ่อสามีแม่สามี สามีและบุตร ให้เป็นที่เรียบร้อย
๙.  พึงบูชาไฟ  หมายถึง  การให้ความเคารพยำเกรงสามี และบิดามารดาของสามีตลอดจนญาติผู้ใหญ่
๑๐.พึงบูชาเทวดา  หมายถึง  ให้นับถือบิดามารดาสามีและบรรพบุรุษ
บันทึก #3 19 เม.ย. 2553 07:53:00
เครื่องมหาลดาปสาธน์

ตระกูลบิดาของนางวิสาขาเป็นตระกูลที่ร่ำรวยมหาศาล มีทรัพย์มากกว่าตระกูลของมิคารเศรษฐีบิดาปุณณวัฒนะผู้เป็นสามี นางวิสาขาเป็นหญิง ๑ ใน ๓ ของชมพูทวีปที่มีเครื่องประดับพิเศษในวันแต่งงานซึ่งเรียกว่า “มหาลดาปสาธน์” เป็นเครื่องประดับที่ใช้สวมศีรษะให้คลุมลงมาถึงหลัง ส่วนบนทำเป็นรูปนกยูงทอง  ๑  ตัว ปีกขวาและซ้ายมีขนทองคำข้างละ ๕๐๐ ขน และก้านขนมีเสียงดนตรีเห่กล่อมได้ ซึ่งรวมแล้วต้องใช้ทองคำเนื้อดี ๑,๐๐๐ แท่ง ประดับด้วย แก้วมณี แก้วมุกดา แก้วประพาฬ   ๒๓ ทะนาน และเพชรอีก ๒๑ ทะนาน ฯลฯ

ในโลกมีหญิงเพียง  ๓  คนเท่านั้นที่มีเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์  คือ

๑.   นางวิสาขามหาอุบาสิกา
๒.   นางมัลลิกา ภรรยาของพันธุลเสนาบดี ซึ่งนางได้ถวายเป็นเครื่องคลุมพระบรมสรีระพุทธเจ้าเมื่อปรินิพพาน
๓.   ลูกสาวเศรษฐีกรุงพาราณสี
บันทึก #4 19 เม.ย. 2553 07:53:16
เมื่อพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร พระนครสาวัตถี แคว้นโกศล อันเป็นอารามที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้สร้างถวาย

เมื่อนางวิสาขาทราบว่าบัดนี้พระพุทธองค์เสด็จจาริกมาแสดงธรรมโปรดในเมืองของตนก็บังเกิดความยินดี รีบมาฟังพระธรรมเทศนาจากพระบรมศาสดา พร้อมทั้งกราบทูลอารธนาให้พระผู้มีพระภาคเจ้านำเหล่าภิกษุสงฆ์เสด็จไปรับภัตตาหารที่คฤหาสน์ของตน

ในวันรุ่งขึ้นหลังจากจัดเตรียมโภชนาหารอันประณีตเรียบร้อยแล้ว นางวิสาขาจึงสั่งให้หญิงรับใช้มานิมนต์พระสงฆ์ พอดีในเช้าวันนั้นฝนตกหนักพระบรมศาสดาได้มีบัญชาให้พระสงฆ์อาบน้ำฝน สมัยนั้นยังไม่มีผ้าอาบน้ำฝน หญิงรับใช้มาพบพระภิกษุเปลือยกายอาบน้ำฝนเข้าใจว่าเป็นพวกนักบวชลัทธิชีเปลือยจึงกลับไปบอกแก่นางวิสาขา ด้วยเหตุนี้หลังจากที่ถวายภัตตาหารและพระบรมศาสดาได้กระทำภัตกิจเสร็จแล้วนางจึงเข้าไปกราบทูลของประทานพร ๘ ประการ คือ

๑.   ขอให้ได้ถวาย  ผ้าวัสสิกสาฏก ได้แก่  ผ้าอาบน้ำฝนสำหรับพระภิกษุสงฆ์
๒.   ขอให้ได้ถวาย  อาคันตุกภัตร   ได้แก่  อาหารสำหรับพระภิกษุสงฆ์ที่มาจากต่างถิ่น
๓.   ขอให้ได้ถวาย  คมิกภัตร        ได้แก่  อาหารสำหรับพระภิกษุสงฆ์ที่เตรียมจะเดินทาง
๔.   ขอให้ได้ถวาย  คิลานภัตร      ได้แก่  อาหารสำหรับพระภิกษุสงฆ์ที่อาพาธ (ป่วยไข้)
๕.   ขอให้ได้ถวาย  คิลานุปัฏฐากภัตร  ได้แก่ อาหารสำหรับพระผู้พยาบาลภิกษุอาพาธ
๖.   ขอให้ได้ถวาย  คิลานเภสัช     ได้แก่  ยาสำหรับพระภิกษุสงฆ์ที่อาพาธ
๗.   ขอให้ได้ถวาย  ธุวยาคู          ได้แก่  ข้าวยาคูสำหรับพระภิกษุสงฆ์
๘.   ขอให้ได้ถวาย  อุทกสาฏก     ได้แก่  ผ้าอาบน้ำฝนสำหรับภิกษุณี
บันทึก #5 19 เม.ย. 2553 07:53:38
เมื่อพระบรมศาสดาตรัสถามว่า เธอเห็นประโยชน์อะไรในพร ๘ ประการ นางวิสาขาได้ชี้แจงรายละเอียดโดยยกตัวอย่างมาประกอบเป็นข้อ ๆ เช่นกรณีที่พระสงฆ์ต้องเปลือยกายอาบน้ำเป็นต้น พระพุทธองค์จึงตรัสอนุโมทนา ยังความปลื้มปีติแก่นางวิสาขามหาอุบาสิกาอย่างหาที่สุดมิได้

การประทานพร มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ  ๓  เรื่อง คือ

๑.   ทรงประทานพรแก่หมอชีวกโกมารภัจจ์นายแพทย์ประจำพระองค์
๒.   ทรงประทานพร  ๘  ประการแก่พระอานนท์มหาอุปัฏฐาก
๓.   ทรงประทานพร  ๘  ข้อ แก่นางวิสาขามหาอุบาสิกา  ดังรายละเอียดนั้น
บันทึก #6 19 เม.ย. 2553 07:53:55
วันหนึ่งนางวิสาขาแต่งตัวด้วยเครื่องมหาลดาปสาธน์ไปในงานมหรสพที่ได้รับเชิญพร้อมหญิงรับใช้ชื่อ สุปปิยา และเลยไปฟังธรรมที่พระเชตวันมหาวิหาร โดยถอดเครื่องมหาลดาปสาธน์ฝากไว้กับนางสุปปิยา หลังจากฟังพระธรรมเทศนาแล้วจึงเดินไปเยี่ยมภิกษุที่อาพาธ พระอานนท์เห็นเครื่องหมายมหาลดาปสาธน์เข้าใจว่านางวิสาขาลืมไว้จึงนำไปคล้องไว้ที่ข้างบันไดตามรับสั่งของพระพุทธเจ้า นางวิสาขาเมื่อทราบว่าพระอานนท์เถระจับต้องเครื่องประดับของตนแล้วจึงตั้งใจถวายแด่พระสงฆ์ แต่เห็นว่าพระสงฆ์คงเก็บรักษาไว้ลำบากจึงนำออกจำหน่ายเพื่อนำเงินมาสร้างวัด โดยช่างทองตีราคาเครื่องมหาลดาปสาธน์ในราคา ๙ โกฏิ รวมทั้งค่ากำเหน็จ คือค่าทำ อีกหนึ่งแสน แต่หาหญิงมีบุญที่จะแต่งเครื่องประดับนี้ไม่ได้ นางวิสาขาจึงต้องซื้อเอาไว้เองแล้วนำเงินจำนวน ๙ โกฏิ ๑ แสน สร้างปราสาทแบบ  ๒  ชั้น ชั้นล่างมี  ๕๐๐ ห้อง ชั้นบนมี ๕๐๐ ห้อง ยอดปราสาททำด้วยทองคำและทองสัมฤทธิ์มีความวิจิตรพิสดารมาก จึงเรียกว่า โลหะปราสาท โดยพระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธดำรัสให้พระโมคคัลลานะเถระเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง

ในสมัยต่อมาพระเจ้าทุฏฐคามินิแห่งศรีลังกา ได้นำแบบไปก่อสร้างเพื่อเป็นการฉลองเอกราชที่ลังกา รบชนะพวกทมิฬ (ราวสองพันปีที่ผ่านมา) เป็นปราสาทแบบ ๙ ชั้น ขนาดยาวด้านละ ๑๐๐ เมตร มี ๑,๐๐๐ ห้องเช่นกัน นับเป็นโลหะปราสาทหลังที่ ๒ ของโลก ส่วนหลังที่ ๓ คือ โลหะปราสาทที่วัดราชนัดดา กรุงเทพมหานคร สร้างในสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งราชวงศ์จักรี เป็นปราสาทแบบ ๓ ชั้น ชั้นที่ ๑ มียอดสวยงาม ๒๔  ยอด ชั้นที่  ๒ มี ๑๒ ยอด ชั้นที่ ๓ มี ๓๗ ยอด อันหมายถึงหลักธรรมะสำคัญ ๓๗ ประการ เรียกว่า โพธิปักขิยธรรม คือ ธรรมเป็นที่ไปในทางปัญญาเครื่องตรัสรู้ ประกอบด้วยธรรม ๗ หมวด

นางวิสาขามหาอุบาสิกาได้ชักนำให้มิคารเศรษฐีผู้เป็นพ่อสามีหันมานับถือพระพุทธศาสนาเมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาได้รับรสธรรมอันซาบซึ้ง มิคารเศรษฐีเห็นว่านางวิสาขาเป็นผู้นำตนเข้าสู่ธรรมจึงนับถือเป็นมารดา นางวิสาขาได้นามว่า มิคารมาตา คือมารดาของมิคาร นับแต่นั้นมา
คำตอบ (2)
จัดเรียงตาม: คะแนน | เวลา
เกิดข้อผิดพลาดขณะโหลดคำตอบ โปรดลองอีกครั้ง
คำตอบบางข้อถูกลบออกจากการแสดงผลของคุณ
โหวต
6
การดู
7972
ติดตาม
0
คำถามที่เกี่ยวข้อง
คำตอบ: 6
คำตอบ: 1
คำตอบ: 7
คำตอบ: 1
คำตอบ: 2
คำตอบ: 1
คำตอบ: 5
คำตอบ: 2
เรียนรู้เพิ่มเติม
เกี่ยวกับ Google กูรู
x
©2014 Google - ข้อกำหนด - นโยบายเนื้อหา - ความเป็นส่วนตัว